- 09 ส.ค. 2560
กำหนดรูปแบบสัมครเลือกตั้งใหม่!! "ต่างเขตต่างเบอร์" อีกหนึ่งยุทธการณ์ปราบทุจริตนัก "โกงเมือง"
จากการที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้กำหนดรูปแบบการให้เบอร์ ผู้สมัครใหม่ คือ พรรคการเมืองจะได้เบอร์สมัครแตกต่างกันในแต่ละเขตเลือกตั้ง หรือเรียกว่า ต่างเขตต่างเบอร์ ในร่าง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. จากเดิมที่ใช้ระบบเบอร์เดียว ให้พรรคการเมืองหาเสียง ได้ทั่วประเทศ
ซึ่งเรื่องนี้ได้ทำให้เหล่าบรรดานักการเมือง แสดงท่าทีไม่พอใจเป็นอย่างมาก ต่างพากันดาหน้าออกว่าวิภาควิจารณ์ประเด็นดังกล่าว ไม่ว่าจะมาจากพรรคประชาธิปัตย์
โดย นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ว่าส่วนตัวไม่เห็นด้วยที่จะยกเลิกหรือเปลี่ยน ระบบระบบพรรคเดียว เบอร์เดียว ทั้งประเทศ เพราะประชาชนคุ้นชินกับ ระบบระบบพรรคเดียว เบอร์เดียว อีกทั้งหากยกเลิกพรรคเดียวเบอร์เดียว เป็นการเพิ่มภาระให้ผู้สมัครรับเลือกตั้ง และพรรคการเมือง ในการหาเสียงด้วย
ทั้งนี้ นายนิพิฏฐ์ ยังมองว่า การยกเลิกระบบดังกล่าวไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาการทุจริต อีกทั้งมองว่าผู้สมัคร ในระบบไพรมารี่โหวต ได้ผ่านการคัดเลือกจากประชาชนแล้ว ก็ไม่น่าที่จะมีปัญหา ในเรื่องนี้จึงไม่มีเรื่องใดที่น่าเป็นกังวล อย่างใด จึงหวังว่าจะมีการปรับแก้ไขในชั้นของ สนช. อีกครั้ง
ด้าน นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรค เพื่อไทย ได้ออกมากล่าวคัดค้าน ว่าขณะที่การนำระบอบไพรมารี่โหวต เข้ามาใช้เพื่อให้การตัดสินใจขั้นสุดท้ายใน การคัดเลือกบุคคลเป็นผู้สมัครในแต่ละเขตเลือกตั้งให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง สะท้อนให้เห็นว่าเมื่อผู้สมัครคนใด ผ่านกระบวนการคัดกรอง เบื้องต้นจากสมาชิกพรรคในแต่ละเขตเลือกตั้งแล้ว พรรคการเมืองจะต้องเป็นผู้ให้ ความเห็นสุดท้ายว่าจะยินยอมให้เป็นผู้สมัคร ของพรรคในการเสนอตัวให้ประชาชน ในแต่ละเขตเลือกตั้ง พิจารณาเลือกเป็นผู้แทนราษฎรของพรรคในเขตเลือกตั้งนั้นๆ หรือไม่ ซึ่งคะแนนที่ประชาชนให้มา เป็นทั้งคะแนนนิยมส่วนตัวของผู้สมัครแต่ละคน ในแต่ละเขตเลือกตั้งและเป็นทั้งคะแนนความนิยมที่ประชาชนมีต่อพรรคการเมืองแต่ละพรรคจึงอยากถามว่าเหตุผลใดที่จะให้ผู้สมัครของพรรคในแต่ละเขต ไม่ใช้หมายเลขเดียวกันของพรรค เพราะการใช้หมายเลขสมัครเดียวกันทั้งหมด เป็นการสะท้อนระบบพรรคการเมืองและสะท้อนเจตนารมณ์ในการพัฒนาความเข้มแข็งของสถาบันทางการเมืองได้ดีที่สุด
ดังนั้นผู้สมัครทุกคน จึงเป็นตัวแทนของพรรคในแต่ละเขตเลือกตั้งชัดเจน และการให้ผู้สมัครเป็นเบอร์เดียวกันทั้งพรรคจึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผลและไม่ทำให้ประชาชนเกิดความสับสนแต่อย่างใด
ส่วนตัวจึงไม่เห็นด้วยที่มีความพยายามจากผู้มีอำนาจและผู้เกี่ยวข้อง จะพยายาม ผลักดันให้ผู้สมัครไม่ควรใช้หมายเลขผู้สมัครจากพรรคเดียวกันมีหมายเลขเดียวกัน ทั้งประเทศจึงขอให้พิจารณาอย่างมีเหตุผล อย่าคิดเพียงว่ามีอำนาจอยากทำ สิ่งใดก็ทำได้ เพราะยิ่งไปสนับสนุนให้เห็นว่ามีเจตนาอื่น
ดังนั้นก็ต้องกลับมาพิจารณาข้อเท็จจริง ว่าทำไมกรธ.ถึงคิดแบบนี้ประเด็นแรก การเลือกตั้งครั้งนี้ได้เปลี่ยนแปลงการเลือกตั้งจากเดิมที่ต้องเลือกตั้งเป็น 2ระบบ นั้นก็คือแบบปาร์ตี้ลิสต์หรือบัญชีรายชื่อ และแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยเลือกที่ตัวบุคคล แต่ครั้งนี้ได้เปลี่ยนการเลือกตั้งเหลือเพียงระบบเดียว เรียกว่าสัดส่วนผสม โดยบัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียว ซึ่งจะใช้ตัดสินในการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตการเลือกตั้ง และนำผลคะแนนไปคำนวนในระบบปาร์ตี้ลิสต์
การเลือกตั้ง2ระบบนั้นจำเป็นที่จะต้องให้พรรคการเมืองมีเบอร์เดียวกัน เพราะประชาชนชนจะต้องกาบัตรลงคะแนนให้กับผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส. ระบบปาร์ตี้ลิสต์ หากไม่เป็นเบอร์เดียวกัน จะทำให้เกิดความสับสน และการนับคะแนนเป็นได้ด้วยความยุ่งยาก
แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนเก่าแล้ว ประชาชนจะกาบัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียว ในผู้สมัครของพรรคการเมืองนั้น และไม่ว่าผู้สมัครของพรรคนั้น จะแพ้หรือชนะการเลือกตั้ง คะแนนทุกคะแนนที่โหวตให้จะถูกนำไปคำนวณ ในระบบปาร์ตี้ลิสต์ เมื่อเป็นเช่นนี้ หากยังใช้สองเบอร์ปัญหาที่ติดตามมา ก็คือพรรคการเมืองทุกพรรคไม่ได้ส่งผู้สมัครทุกเขตเลือกตั้ง ซึ่งมีทั้งหมด 350เขตเลือกตั้ง เมื่อผู้สมัครไม่ได้ลงทุกเขตเลือกตั้งหากกำหนดเบอร์เดียวกันทั้งประเทศก็จะทำให้บัตรเลือกตั้ง มีช่องว่าง ไม่เรียงติดกัน
ในขณะเดียวกันเมื่อกลับมาพิจารณาระบบการเลือกตั้ง แบบสัดส่วนผสม ที่ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว แนวความคิดนี้ของกรธ.ต้องการให้พรรคการเมืองให้ความสำคัญกับตัวของพูดสมัครให้มากขึ้น เพราะที่ผ่านมา เมื่อกฏหมายกำหนดขั้นต่ำผู้สมัครของพรรคการเมือง ว่ามีเท่าไหร่ พรรคการเมืองก็จะไปหาบุคคลยัดใส่เข้าไปให้เต็มตาม ที่กฏหมายกำหนด
แต่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ คะแนนทุกคะแนนมีความหมาย เพราะจถูกใช้ในการนับ และคำนวนคะแนนของระบบปาร์ตี้ลิสต์พรรคการเมืองจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะหาผู้สมัครที่มีคุณภาพขึ้น ในการลงสมัครของ แต่ละเขต ซึ่งนั้นหมายความว่าตัวผู้สมัครเองก็จะมีความสำคัญและ เร่งหาเสียง เพื่อให้ได้คะแนนมา และนี่คือเหตุผลหนึ่งจากการเปลี่ยนแปลงจากระบบเลือกตั้ง แต่อีกเหตุผลหนึ่งก็น่าจะเป็นเรื่องที่จะทำให้สามารถป้องกันการซื้อเสียงจากพรรคการเมืองขนาดใหญ่ได้มากขึ้น
นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือ กรธ. กล่าวว่า กรธ.มีจุดมุ่งหมายว่าการเลือกตั้งต้องให้ความสำคัญกับตัวบุคคลด้วย ไม่ใช่พรรคการเมืองเพียงอย่างเดียว และสามารถป้องกันการซื้อเสียงหว่าน ทั้งประเทศด้วย เพราะหากกำหนดให้ผู้สมัครมีเบอร์เดียวกันทั้งประเทศ นอกจากความเสี่ยงเกิดการทุจริตแล้วยังทำให้ประชาชนไม่ให้ความสำคัญกับตัว บุคคล และจะทำให้ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งมีความรู้สึกว่าเป็นบริวารของพรรคการเมือง ทั้งที่เจตนารมณ์ต้องการผู้แทนที่มีความรู้ความสามารถ ควบคู่ไปกับความนิยม ของพรรคการเมือง
ส่วนที่เกิดความกังวลว่าจะเกิดความสับสนในการใช้สิทธิเลือกตั้งนั้น นายมีชัยบอกว่า ประชาชนสมัยนี้ไม่เหมือนกับแต่ก่อนที่ยังอ่านหนังสือไม่ออก หรือไม่เข้าใจการเมือง ซึ่งประชาชนก็ควรจะจำหน้าตาของผู้สมัครให้ได้ ว่ามาจากพรรคการเมืองใด และควรต้องศึกษาเกี่ยวกับบุคคลที่ลงสมัครในเขตนั้น
“จะไปดูถูกประชาชนไม่ได้ การเลือกตั้งคนในเขตเขาสามารถเห็นป้ายผู้สมัครฯ จำหน้า จำชื่อผู้สมัครฯ ในพื้นที่ได้ทั้งเช้าค่ำ หน้าคูหาวันเลือกตั้งก็มี ผู้คนเปลี่ยนไปเยอะแล้ว ไม่ใช่ 30-40 ปีที่แล้ว ที่อ่านหนังสือกันไม่ออก การเลือกตั้งต้องรู้ว่าไปเลือกใคร ต้องขวนขวายที่จะดูว่าใครเป็นผู้สมัครฯ ในเขตของตน”
ส่วนที่มีพรรคการเมืองทักท้วงว่าเป็นการไม่ให้ความสำคัญกับพรรคการเมือง นายมีชัยบอกว่า พรรคการเมืองก็มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย การบอกไม่ส่งเสริมพรรคการเมืองนั้นไม่ได้แปลว่าจะต้องเปิดช่องให้มีการซื้อเสียงสะดวกขึ้น และย้ำว่าระบบนี้สามารถป้องกันครหาว่าพรรคการเมืองส่งเสาไฟฟ้า ลงก็ได้รับเลือกตั้ง เนื่องจากเป็นการให้ความสำคัญกับผู้สมัครรับเลือกตั้งด้วย ไม่ใช่พรรคการเมืองอย่างเดียว แต่ขณะนี้ยังเป็นเพียงหลักการเท่านั้น หากมีความเห็นที่ต่างไป ก็เสนอมาให้ กรธ.พิจารณาได้
