- 09 ส.ค. 2560
ผอ.กลุ่มสื่อสารสำนักเลขาธิการนายก เผยวิทยานิพนธ์เปิดจุดเด่น-จุดด้อย (มาร์ค อภิสิทธิ์)
ก้าวเข้าสู่เดือนสิงหาคมอย่างเป็นทางการและเป็นเดือนคล้ายวันเกิดของอดีตนายกรัฐมนตรีไทยจำนวน 8 คน โดยหากเอ่ยชื่อเชื่อว่าหลายๆคนคงเคยได้ยินกิตติศัพท์รวมทั้งคุณลักษณะของแต่ละบุคคลได้เป็นอย่างดี ซึ่งอดีตนายกรัฐมนตรีทุกคนล้วนมีจุดเด่นจุดด้อยเฉพาะตัว จนนำพาตัวเองไปสู่ตำแหน่งสูงสุดของประเทศได้อย่างเต็มภาคภูมิ ฝ่าฝันอุปสรรคมามากมายเพื่อนำพาประเทศให้เดินไปข้างหน้าทัดเทียมนานาอารยประเทศ เดือนสิงหาคมนอกจากจะเป็นเดือนคล้ายวันเกิดของอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย อทิ
- พลเอกสุจินดา คราประยูร นายกรัฐมนตรีคนที่ 19 เกิดเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2476
- นายอานันท์ ปันยารชุน นายกรัฐมนตรีคนที่ 18 เกิดเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2475
- จอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีคนที่ 10 เกิดเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2454
- นายบรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรีคนที่ 21 เกิดเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2475
- พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีคนที่ 16 เกิดเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2463
- พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีคนที่ 24 เกิดเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2486
- นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีคนที่ 26 เกิดเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2490
- นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีคนที่ 27 เกิดเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2507
นอกจากนี้หลายคนมองว่าเดือนสิงหาคมในปี 2560 เป็นเดือนที่มีอุณหภูมิทางการเมืองร้อนระอุมากพอสมควรจนทำให้หลายฝ่ายจับตามองเป็นพิเศษ ซึ่งสามารถเปรียบเสมือนกับปรอทที่รอเวลาแตกหรือไม่ สืบเนืองจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคดีที่ใกล้ถึงวันนัดฟังคำพิพากษา ถึง 4 คดีด้วยกัน และคดีเหล่านั้นล้วนเกี่ยวของกับนักการเมือง รวมไปถึงมีอดีตนายกรัฐมนตรี จาก 'พรรคเพื่อไทย' ถึง 3 คน ด้วยกัน ที่สำคัญกลุ่มคนทั้งหมดนั้นล้วนแต่เกี่ยวข้องกับระบอบทักษิณทั้งสิ้น เมื่อพิจารณาจากไทม์ไลน์นัดฟังคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 4 คดีสำคัญ ประกอบด้วยดังรายละเอียดต่อไปนี้
- 2 ส.ค. 2560 คดีสลายการชุมนุมเสื้อเหลือง เหตุเกิดเมื่อ 7 ต.ค. 2551
- 25 ส.ค. 2560 คดีโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งแยกเป็น 2 ส่วน คือการฟ้องทางอาญา และการฟ้องทางแพ่ง เพื่อให้ชดใช้ความเสียหายแก่แผ่นดิน
อีกทั้งยังแยกฟ้องเป็น 2 คดี คือ ฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และอีกคดีฟ้อง นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ กับพวกรวม 19 คน
- 29 ส.ค. 2560 คดีทุจริตและประพฤติมิชอบ การโอนธรณีสงฆ์โดยมิชอบของ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย
เริ่มกันที่ต้นเดือนสิงหาคม 2560 ภายหลังจากคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นฟ้องนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี, พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี แต่ถูกฟ้องในฐานะรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงยุครัฐบาลนายสมชาย
พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (อดีต ผบ.ตร.) และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (อดีต ผบช.น.) โดยทั้งหมดถูกตั้งข้อหาสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เมื่อปี 2551 จนมีผู้เสียชีวิต 2 ศพ บาดเจ็บอีก 471 ราย
ซึ่งท่าทีของนายสมชายล่าสุดเคยกล่าวว่าไม่ได้ละเว้นปฏิบัติหน้าที่และไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตาม ม.157 เพราะไม่ได้มีอำนาจโดยตรงในความรับผิดชอบการสลายการชุมนุม เป็นหน้าที่ของตำรวจที่มีอำนาจตัดสินใจในเหตุการณ์เฉพาะหน้า และยืนยันด้วยว่าไม่ได้เลือกปฏิบัติและไม่เคยคิดทำร้ายประชาชน
ทั้งนี้นัดฟังคำพิพากษาวันที่ 2 ส.ค.2560 เวลา 09.30 น. พร้อมกำชับให้ พล.อ.ชวลิต เดินทางมาฟังคำพิพากษาด้วย หลังจากวันที่ป่วยไม่ได้เดินทางมาจนศาลมีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้ง 4
คดีที่ 2 คดีขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐหรือจีทูจี ที่อัยการสูงสุดยื่นฟ้องนายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ และ บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ กับพวก เป็นจำเลยที่ 1-28 ในคดีระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐโดยมิชอบ ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์ออกคำสั่งทางปกครองเพื่อให้มีการชดใช้ค่าเสียหายจากการขายข้าวจีทูจี มูลค่า 20,000 ล้านบาท
โดยให้นักการเมืองและอดีตข้าราชการรวม 6 คน เช่น นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ นายภูมิสาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นางทิฆัมพร นาทวรทัต อดีตรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และ พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ร่วมกันชดใช้ อย่างไรก็ตามภายหลังการไต่สวนพยานจำเลย นัดสุดท้ายเมื่อวันที่5 ก.ค. นายบุญทรง ได้ตอบคำถามให้สื่อเพียงเล็กน้อยว่า"ไม่ก้าวล่วงการพิจารณาของศาล...ส่วนผลเป็นอย่างไร ก็เป็นอย่างนั้น " โดยศาลนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 25 สิงหาคม 2560
ต่อมาคดีที่ 3 ซึ่งถูกจับตามองมากที่สุดโดยเฉพาะคดีปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยจุดเริ่มมหากาพย์จำนำข้าวได้เริ่มขึ้นเมื่อ 2 ปี ที่ผ่านมา จากการที่อัยการสูงสุดนำสำนวนส่งฟ้องศาลฎีกาฯ เมื่อวันที่ 19 ก.พ.2558 องค์คณะตุลาการประทับรับฟ้องและเมื่อวันที่19 มี.ค. 2558 ในการนัดพิจารณาคดีครั้งแรก และแน่นอนว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้แถลงปฏิเสธทุกข้อหา ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาน.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ใช้ทุกช่องทางทั้งตามกฎหมายทั้งการประวิงเวลาขอเพิ่มพยาน หรือการศาลเผชิญสืบ หรือการใช้มวลชนเข้ากดดันศาล การปลุกระดม จัดเตรียมมวลชนมาให้กำลังใจน.ส.ยิ่งลักษณ์ ในวัดนัดสิบพยานที่ผ่านๆมา
และรวมถึงการดาหน้าของบรรดาเหล่าพลพรรคคนเพื่อไทยทั้งหลาย โดยเฉพาะช่วงหลังๆที่ผ่านมา นายสมคิด เชื้อคง อดีตสส.เพื่อไทย ที่ออกมาเปิดศึกโจมตี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ สร้างความแตกแยกโจมตี 3 ปี ของคสช.ประเทศก็ยังไม่ดีขึ้น ประชาชนยังเดือดร้อนพืชผลการเกษตรราคาตกต่ำ
ทั้งล่าสุดนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร อดีตสส.เพื่อไทย ออกมากดดันให้พล.อ.ประยุทธ์ ใช้ม.44 เปิดตรวจสอบโกดังข้าว
และยังมีการกล่าวหาว่านำข้าวดีไปขายในราคาข้าวเน่าอีกตั้งหาก โดยศาลนัดฟังคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 สิงหาคมนี้ วันเดียวกับคดีของนายบุญทรง
และคดีที่ 4 มหากาพย์คดีทุจริตที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์กว่า 700 ไร่ หลายคนอาจมองว่าเรื่องดังกล่าวจบไปแล้ว หลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองยกฟ้อง “นายเสนาะ เทียนทอง" สมัยดำรงตำแหน่งรมช.มหาดไทย ที่กำกับดูแลกรมที่ดิน ฐานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจ เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สิน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148
ทว่าเรื่องนี้ไม่จบง่ายๆ โดยเมื่อปี 2555 คณะกรรมการป.ป.ช.ได้ชี้มูลความผิด “นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ” อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และอดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย สมัยดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งในช่วงที่นายยงยุทธ เป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ใช้อำนาจรักษาการปลัดกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 13 มี.ค.2545 ในการรับรองการซื้อขายที่ดินวัดธรรมาธิการราม กับบริษัทอัลไพน์ว่ามีความถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ทั้งที่ที่ดินดังกล่าวเป็นที่ธรณีสงฆ์ไม่สามารถซื้อขายหรือโอนได้ แม้นายยงยุทธ จะไม่ใช่บุคคลที่มีบทบาทมากนักในพรรคเพื่อไทย แต่คดีนี้ถือเป็นคดีสำคัญที่อยู่ในความทรงจำของประชาชน ซึ่งที่ผ่านมายังไม่เคยดำเนินคดีกับผู้ที่เกียวข้องได้ ทั้งนี้"นางเนื่อม ชำนาญชาติศักดา" เจ้ามรดกที่ดินดังกล่าว ที่ได้ทำพินัยกรรมมอบที่ดินให้กับวัด
และอย่างที่เกริ่นไว้ในช่วงต้นว่านี่คือการวิเคราะห์จุดเด่น-จุดด้อย ของอดีตนายกรัฐมนตรีของไทยโดยทางทีมข่าวเจอดี(สำนักข่าวทีนิวส์) ได้รวบรวมเนื้อหาจากแหล่งต่างๆ ดังนั้นพื้นที่นี้จึงไม่มีการแบ่งข้างทางการเมืองหรือมุ่งโจมตีใครเป็นพิเศษ ขณะเดียวกันทางทีมข่าวขออนุญาตนำเสนอจุดเด่น-จุดด้อย ของนายายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 27 ซึ่งข้อมูลต่อจากนี้ไปเป็นวิทยานิพนธ์การสื่อสารเพื่อสร้างภาพลักษณ์ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี โดยนายอิทธิเดช สุพงษ์ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งปัจจุบันนายอิทธิเดช สุพงษ์ ดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการกลุ่มสื่อสารเชิงกลยุทธ์สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
ได้ชี้จุดแข็งของอดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ไว้ว่ามีพื้นฐานครอบครัวและบุคลิกภาพดี เนื่องจากนายอภิสิทธิ์เป็นลูกชายคนเดียวในจำนวน 3 คนของศาสตราจารย์นายแพทย์อรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กับศาสตราจารย์แพทย์หญิงสดใส เวชชาชีวะ
มีการศึกษาดีจบการศึกษาปริญญาตรีสาขาปรัชญา การเมืองและเศรษฐศาสตร์ (เกียรตินิยมอันดับ 1) จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ผลการสอบประจำปีของนายอภิสิทธิ์ ครั้งที่ 1 เขาได้คะแนนสูงสุดจากนักเรียนทั้งหมด 300 คน ส่วนการสอบประจำปี ครั้งที่ 2 ได้คะแนนวิชาเศรษฐศาสตร์สูงสุด
หล่อ พูดจาดี ขวัญใจคนรุ่นใหม่ นายอภิสิทธิ์เข้าสู่แวดวงการเมืองอย่างเต็มตัวในวัยเพียง 27 ปี โดยสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ในนามพรรคประชาธิปัตย์ ในการเลือกตั้งเดือนมีนาคม พ.ศ. 2535 การเลือกตั้งครั้งนั้น ‘นายอภิสิทธิ์’ เป็น ส.ส. กทม. คนเดียวของพรรค และเป็น ส.ส. ที่อายุน้อยที่สุด
ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนวันลงคะแนนนายอภิสิทธิ์แจ้งเกิดเต็มตัวจากการออกรายการสนามเลือกตั้ง ของสุทธิชัย หยุ่น ทางช่อง 9 อสมท.
โดยตอบคำถามและแสดงทัศนะอย่างฉะฉานผนวกกับด้วยหน้าตาหล่อเหลา นายอภิสิทธิ์จึงมีภาพลักษณ์เป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ พ.ศ. 2540 บทความเรื่อง New Voices for New Asia โดยชาร์ลส์ อเล็กซานเดอร์ ได้เขียนถึง 6 นักการเมืองรุ่นใหม่ที่เป็นความหวังของเอเชีย โดยนายอภิสิทธิ์คือหนึ่งในนักการเมืองดาวรุ่งแห่งความหวังในครั้งนั้น จุดอ่อนของ ‘อภิสิทธิ์’ คืออยู่ผิดพรรค งานวิจัยเดียวกันได้วิเคราะห์จุดอ่อนของนายอภิสิทธิ์ไว้ว่า ขาดประสบการณ์ในการบริหาร โดยเฉพาะประสบการณ์ทาง ‘ธุรกิจ’ อีกทั้งพรรคการเมืองที่สังกัดมีภาพลักษณ์ด้านลบ ในแง่ภาพลักษณ์ที่ประชาชนมีต่อพรรคประชาธิปัตย์ แม้จะโดดเด่นด้านซื่อสัตย์สุจริตกว่าพรรคคู่แข่ง แต่โดยทั่วไปประชาชนยังมองว่าเป็นพรรคที่ทำอะไรไม่เคยสำเร็จ ดำเนินงานช้าต้องรอฟังรายงานกว่าจะตัดสินใจ
นอกจากนี้นายพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังเคยกล่าวถึงนายอภิสิทธิ์ว่าเลือกใช้คนไม่เป็นคนประชาธิปัตย์ที่เก่งๆ มีมาก แต่เลือกปรึกษาเพียงไม่กี่คน ภาพลักษณ์ที่เปลี่ยนไป ‘ขวัญใจคนรุ่นใหม่’ สู่ ‘นายกฯ มือเปื้อนเลือด’ นายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ถูกอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีสลายการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) พ.ศ. 2553 ในความผิดฐานร่วมกันก่อหรือใช้ให้ผู้อื่นกระทำหรือฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาแต่ศาลอาญายกฟ้อง เนื่องจากไม่อยู่ในอำนาจของศาล แต่อยู่ในอำนาจไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพราะเป็นการกระทำที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งราชการ อย่างไรก็ตามคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ให้ข้อกล่าวหาในคดีดังกล่าวตกไป แม้ ป.ป.ช. จะตีข้อกล่าวหานี้ตกไป แต่อาจกล่าวได้ว่าผลจากการสั่งสลายการชุมนุมดังกล่าวได้กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์หรือภาพจำสำคัญของอดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ แทนที่นักการเมืองขวัญใจคนรุ่นใหม่ไปแล้วก็ว่าได้
ขอขอบพระคุณข้อมูลบางส่วนจาก : นายอิทธิเดช สุพงษ์ ผู้อำนวยการกลุ่มสื่อสารเชิงกลยุทธ์ สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
