ไขข้อข้องใจ เอาแบบกระจ่างชัด ดราม่าพระปรางค์วัดอรุณ เดี๋ยวดำ เดี๋ยวขาวคืออะไร ???

ไขข้อข้องใจ เอาแบบกระจ่างชัด ดราม่าพระปรางค์วัดอรุณ เดี๋ยวดำ เดี๋ยวขาวคืออะไร ???

ผู้ใช้เฟสบุค ที่ใช้ชื่อว่า น้ารู้น้าเรียนมา ได้โพสต์ถึงซีรีดราม่าพระปรางค์วัดอรุณ ถเรื่องการเปลี่ยนสีของกระเบื้อง ที่ประชาชนกำลังวิพากษ์วิจารณ์อยู่ในขณะนี้ โดยได้อธิบายรายละเอียดถึงกระเบื้องที่ใช่สีขาว สีปัจจุบัน กับสีดำคล้ำ ในอดีตคืออะไร มีรายละเอียดดังนี้

ดราม่าพระปรางค์วัดอรุณ (1) : เดี๋ยวดำเดี๋ยวขาว

ซีรีส์นี้ยาว  ต้องลำบากน้าๆมาตามอ่านกันหน่อยนะจ๊ะ

ไขข้อข้องใจ เอาแบบกระจ่างชัด ดราม่าพระปรางค์วัดอรุณ เดี๋ยวดำ เดี๋ยวขาวคืออะไร ???

เท่าที่น้าตามอ่านๆดูดราม่าและความเห็นต่างๆเกี่ยวกับกรณีการบูรณะพระปรางค์วัดอรุณเวอร์ชั่นขาวผ่องแผ้วนพคุณ พบว่าแม้จะดูมีประเด็นแต่ก็ค่อนข้างสับสนอลหม่านเพราะเอานั่นมาโปะนี่ เอานี่มาเกี่ยวกะโน่น เพื่อจะเอามาด่าไอ้นั่น มันเลยอีรุงตุงนังยากแก่ความเข้าใจ เหลือไว้แต่ความรู้สึกขัดข้องใจแบบอึนๆบอกไม่ถูก

ดังนั้น เรามาใจร่มๆ ค่อยๆสางออกทีละเรื่อง ว่ากันทีละส่วนเนาะ

- อันดับแรก ว่าด้วยดราม่าต้นทางซึ่งปรากฎว่าเป็นการเอารูปจากพระปรางค์คนละองค์ ได้แก่ปรางค์ทิศกับปรางค์ประธาน มาเทียบรายละเอียดกัน โดยพยายามบอกว่ารายละเอียดการประดับกระเบื้องหายไป โดยเฉพาะตรงตัวยักษ์แบก  ซึี่งข้อเท็จจริงก็คือ รูปปั้นยักษ์ของปรางค์ประธานจะมีรายละเอียดการตกแต่งกระเบื้องมากกว่ายักษ์ของปรางค์ทิศแต่แรกแล้ว แต่นี่ดันเอาข้อมูลแบบสุดทางแต่ละด้านมาปนกัน คือ เอารูปเก่าของปรางค์ประธาน  มาเทียบกับรูปปรางค์ทิศหลังการบูรณะ  เลยยิ่งทำให้เกิดดราม่าลุกลามไปอีก

พอบอกอย่างนี้เสร็จ ดราม่าก็เบนไปลงที่ความขาวโอโม่แบบขัดใจสาธารณะชน พระปรางค์วัดอรุณต้องขรึมๆขลังๆ สีเข้มกว่าเน้เซ่!!!

งั้นเรามาดูกันซิว่า ไอ้สีขาวที่เห็น มันคืออะไร? และสีคล้ำๆที่เคยเป็น มันคืออะไร?

สีขาวที่เห็นตอนนี้ มันคือ สีของปูนตำจ้าาาาา
ปูนตำ หรือปูนหมัก เป็นวัสดุก่อสร้างพื้นฐานในงานสถาปัตยกรรมดั้งเดิมในบ้านเรา ได้มาจากการเผาหินปูนหรือเปลือกหอย ตำป่นแล้วผสมเข้ากับทรายและอินทรีย์วัตถุเพิ่มความเหนียว อาทิ กาวหนัง น้ำตาลอ้อย แล้วหมักทิ้งไว้จนเหนียวนุ่มใช้งานได้ งานปั้นงานฉาบก็ปูนตำทั้งนั้น สีจะขาวตุ่นๆตามธรรมชาติ ถ้าอยากขาวขึ้นอีกนิดก็ทาน้ำปูนเข้าไปอีก

นั่นก็คือ การบูรณะในครั้งนี้ เป็นการนำเอาวัสดุดั้งเดิมมาใช้นั่นแหละจ้า ซึ่งมีความเหมาะสมตามหลักวิทยาศาสตร์และปรัชญาการอนุรักษ์อีกด้วย

แล้วไอ้ดำคล้ำของเดิมล่ะ? นั่นเป็นมรดกจากการซ่อมในรุ่นไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา มันคือ ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ หรือปูนดำ ซึ่งแต่ก่อนเป็นปูนสมัยใหม่ของฝาหรั่งเขา มาถึงยุคนึงคนก็ดันเอามาใช้ในการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมกันเยอะแยะเลยจ้า ปูนดำมันดีนะ มันแข็งแรง แต่ต่อมากลายเป็นว่ามันกลายเป็นหายนะของโบราณสถาน เพราะคุณสมบัติความแข็งของมันนั้นตามมาด้วยจุดด้อยเรื่องการระบายความชื้น ซึ่งเป็นจุดเสียงของโบราณสถานประเภทอิฐในบ้านเรา ฉาบไปก็เหมือนเอาอิฐโครงสร้างข้างในแช่น้ำเปียกๆแห้งๆ จนเสื่อมสภาพเปื่อยยุ่ยอย่างรวดเร็ว
พอวิชาการด้านการอนุรักษ์ก้าวหน้าในกาลต่อมา ก็เลยต้องรณรงค์ให้เลิกใช้ปูนพวกนี้ หันมาใช้ปูนตำปูนหมักกันดีกว่า เพราะระบายความชื้นดีกว่า

นอกจากนี้ ในกรณีการซ่อมพระปรางค์วัดอรุณด้วยปูนดำนี้ ยิ่งสร้างความฉิบหายอีกสถาน นั่นคือ มันทำลายโอกาสในการซ่อมแซมภายหลัง เพราะสิ่งก่อสร้างโบราณนั้นจะช้าเร็วก็ต้องถึงอายุซ่อมแซมด้วยกันนั่นเอง โดยเฉพาะกับกระเบื้องดินเผาเคลือบที่ประดับผิวอันเป็นจุดเด่นด้านความงามของพระปรางค์!!!  เพราะแม้ว่าปูนตำจะมีอายุไขเพียงสิบยี่สิบปีก็ยุ่ย แต่มันก็ไม่ทำร้ายกระเบื้องประดับเหล่านั้น ในขณะที่ปูนดำซึ่งแข็งชิบหาย พอจะซ่อม แค่สกัดออกแม่งก็ลากให้กระเบื้องเคลือบแตกหักบรรลัยไปด้วย

สรุปประเด็นนี้ง่ายๆว่า เดิมทีพระปรางค์วัดอรุณก็สร้างโดยใช้ไอ้ปูนตำนี่แหละ แปลว่าแต่แรกสร้างก็เคยขาวจั๊วะอย่างนี้ ต่อมาคนดันไปใช้ปูนดำ ทีนี้ก็เลยวายป่วงอยู่หลายปีจนต้องค่อยๆมาตามแก้กันภายหลังนี่แหละจ้ะ

ถึงจุดนี้ เรื่องปูนตำน่าจะเป็นการให้เหตุผลด้านการอนุรักษ์ที่น่าพอใจในระดับหนึ่ง
แต่ก็เกิดคำถามตามมา เกี่ยวกับ กระเบื้อง เช่น ทำไมการประดับกระเบื้องมันดูโล้นๆ? ทำมันไม่สวยเหมือนของเดิม
? เค้าเอาของดั้งเดิมไปทิ้งหมดหรือเปล่า?? หรือเค้าแงะเอาไปทำมวลสารหาตังเข้ากระเป๋า???  ฯลฯ

งั้นเรากลับไปสู่จุดเริ่มต้นว่า กระเบื้องเคลือบที่เราเห็น หรือที่เราเคยเห็น มาจากไหน?
(มีต่อ)

 

CR.น้ารู้น้าเรียนมา