- 02 ต.ค. 2560
ล่อนจ้อน"ตระกูลชิน"!! จนตรอกหมดหนทางสู้-ใช้"เด็ก"เป็นเครื่องมือการเมืองน้ำเน่าสร้างปัญหาความขัดแย้งฝั่งรากลึก ไม่มีพ่อแม่ที่ไหนเขาทำกัน!!??
ในช่วงระยะหลังๆที่ผ่านมา ได้ปรากฏผ่านครอบครัวชินวัตรอยู่บ่อยครั้งตามสังคมโซเชียลมีเดียร์ ซึ่งเป็นภาพที่ถูกเปิดเผยโดย อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร ลูกสาวคนเล็ก หรือ เอม พินทองทา คุณากรวงศ์ (ชินวัตร) ลูกสาวคนกลางของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งภาพต่าง ในบทบาทของคุณตที่ดูแลหลาน ไม่ว่าจะเป็นการสอนหนังสือ หรือแม้แต่การพากันเดินช็อปปิ้งกับลูกๆที่มาเยี่ยมเยียนที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ
หากดูจากภาพ หรือวิดีโอที่ถูกเปิดเผยขึ้นมาแล้วหลายๆคนก็คงดูเหนือว่า นายทักษิณจะปล่อยวางเรื่องการเมือง และหัดหาใช้ชีวิตในช่วงบั้นปลาย อยู่กับลูกหลาน เป็นชายสูงวัยที่ดูอบอุ่นใจดี ถอดเขี่ยวเล็บ ลางมือการการเมือง ไร้ซึ่งพิษสงใดๆ แต่ดูเหมือนว่าไม่เป็นเช่น เมื่อวันที่29 กันยายมที่ผ่านมา ด้านพินทองทาโโพสต์ภาพลูกสาวฝาแฝดวัยกำลังช่างพูดช่างคุย เอมิ – นานิผ่านอินสตาแกรมพร้อมข้อความว่า "จูงมือกัน รักกัน ดูแลกัน สองจิ๋วของแม่โตแล้ว … รู้สึกว่าลูกโตแล้วจริงๆตอนเค้าถามแม่ว่า “ทำไมไม่เคยเจอตาตาที่เมืองไทย? อยากให้ตาตากลับบ้านด้วย” … เด็กๆโตจนพูดรู้เรื่องแล้ว เช้าอีกวันถัดมา (อีก 1 วันที่เลวร้ายของครอบครัวของเรา) เด็กๆวิ่งไปกอดตาตาแล้วพูดว่า “ตาตาสู้ๆนะคะ!! ถ้าคนใจร้ายมารังแกตาตาเราจะปกป้องเอง!! เพราะเราแข็งแรง เอมคิดว่าตัดสินใจถูกที่พาลูกๆมาทริปนี้ นี่คือความตั้งใจของเอมและพี่พงศ์ที่มายาวในครั้งนี้ เพื่ออยู่กับตาตาในวันหนักๆ … (อีกวัน…) นี่คือคำว่าครอบครัวในแบบที่เอมโตขึ้นมา เรามีกันและกันเสมอ ทั้งในวันที่แดดออก และในวันที่ฝนตก มาเติมกำลังใจให้กันและกัน แล้วเราก็แยกย้ายกลับไปใช้ชีวิตของเรา ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดในทุกๆวัน #ขอบคุณสำหรับทุกๆกำลังใจที่มีให้ครอบครัวของเราเสมออยู่ข้างๆเราเสมอนะคะมีค่ามากจริงๆค่ะ"
ถัดมาแค่เพียงหนึ่งวันถึงคิวของด้าน แพทองธาร ก็ได้โพสต์คลิปของหลานสาว ฝาแฝดอีกครั้ง ที่แสดงความใสของเด็กน้อยไร้เดียงสา ที่ไม่ได้รับรู้เรื่องราวความจริงทั้งหมด มีเพียงแต่ข้อมูลที่ได้รับเพียงด้านเดียวจากพี่ป้าน้าอา ในตระกูลชินวัตร ซึ่งคลิปดังกล่าวได้ระบุข้อความบรรยายว่า.. ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธ์คุ้มครองตาตาทุกที่ที่ไปนะคะ เติมพลังใจซึ่งกันและกันเสร็จแล้ว ต่างคนก็ต่างไปทำหน้าที่ของตัวเอง ไม่เคยชินสักทีกับการแยกย้ายกัน มันมีความเหงา ความห่วง ความคิดถึง ความเสียใจ อัดแน่นอยู่ในใจเสมอ ไม่มาอยู่ตรงนี้ คงไม่เข้าใจ
ได้แต่คิดว่า โชคดีแค่ไหน ที่ยังได้ยินเสียงทุกครั้งที่อยากได้ยิน อยากกอดก็ยังบินมากอดได้ อยากขอบคุณจากใจ สำหรับคนที่ให้กำลังใจเห็นใจและรักครอบครัวเรามาเสมอ ขอบคุณคนที่หยุดคิดถึงหลักเหตุผล ทำใจเป็นกลาง และเข้าใจอะไรมากขึ้น ขอบคุณคนที่หลับหูหลับตาเกลียด พวกคุณทำให้เราเข้มแข็ง และรู้สึกโชคดีที่ได้รู้ว่าคนที่รักเรานั้น มีค่ามากจริงๆ #littlethingsmatter @thaksinlive
เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจเป็นอย่างมาสำหรับเด็กทั้งสองคน ซึ่ง มีอายุได้เพียงสองขวบกว่าๆจะสามารถพูดจารู้เรื่องรู้ความถึงขั้นออกตัวจะปกป้องคุณตา หรือนายทักษิณกันเลยที่เดียว หรือบางทีอาจจะถูกสั่งสอนจากผู้เป็นพ่อ เป็นแม่ หรือวงตระกลูชินวัตร ก็เป็นได้ ดังนั้นเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ควรเปิดเผยความจริงให้ครบทุกด้านอย่างตรงไปตรงมา โดยฉะเพาะสาเหตุที่ทำไม่ให้พบคุณตาทักษิณในประเทศไทยได้ ซึ่งในข้อเท็จจริงแล้วนั้น เพราะมีสถานะเป็น “ผู้ต้องหาหนีคำพิพากษา” ในคดีทุจริตที่ดินรัชดาที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และยึดทรัพย์ตกเปของแผ่นดินไป 6.4 หมื่นล้านบาท
อย่างไรตลอดระยะเวลาที่นายทักษิณได้ลงเล่นการเมือง ถือว่าได้ผงาดง้ำค้ำฟ้าโลดโผนอยู่ในยุทธจักรการเมือง ทักษิณได้ชื่อว่าเป็นนักการเมือง “เบอร์หนึ่ง” ร้อยปีจะมีคนแบบนี้สักคน เก่งครบเครื่อง ฉลาดหลักแหลม บู๊เก่งบุ๋นคล่อง เด็ดขาดในทีแต่ก็พร้อมยืดหยุ่นโอนอ่อนตามสถานการณ์ กล้าได้กล้าเสีย
ในเทอมแรกของการเป็นนายกฯ ทักษิณได้รับเสียงชื่นชมยกย่องสรรเสริญเป็นอยากมากชนิดไม่เคยมีนายกฯที่มาจากการเลือกตั้งคนใดจะได้ความนิยมสูงลิ่วแบบเขา เพราะออกนโยบายแปลกๆใหม่ๆแบบที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน จนครองใจชาวบ้านร้านตลาดมากมาย อาทิ 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน แปลงสินทรัพย์ให้เป็นทุน พักหนี้เกษตรกร ฯลฯ
ในระหว่างการลงพื้นที่ต่างจัดหวัดเวลาพบปะชาวบ้านระหว่าง “ทัวร์นกขมิ้น” ผู้คนประชาชนจำนวนมากแห่มาต้อนรับเป็นพันเป็นหมื่นรถติดยาวเป็นกิโลทุกพื้นที่เต็มไปด้วยความคึกคัก ซึ่งความเก่งกาจและโดดเด่นจนได้รับการยกย่องจากหลายๆฝ่าย ถือให้ทักษิณเป็นอัศวินขี่ม้าขาวของพี่น้องคนไทย อีกทั้งยังสะดุดตาจนได้รับการยกย่องให้เป็นนักการเมืองดาวรุ่งแห่งเอเชีย เป็นสุดยอดผู้นำของอาเซียน แต่ทุกอย่าก็เดินทางมาถึงจุดเปลี่ยน ซึ่งภายหลังจากที่ทักษิณชนะการเลือกตั้งรอบ 2 ได้ตำแหน่งนายกไปครอบครองอีกครั้ง ทักษิณกลับเริ่มลำพองอีโก้สูงไม่ฟังใคร ปล่อยปละละเลยให้เครือข่ายบริวารเครือญาติหาผลประโยชน์โดยมิชอบ ทำการก้าวล่วงมิบังควรหลายเรื่อง ใช้ความเฉลียวฉลาดแยบยลทุจริตเชิงนโยบาย ส่งเสริมให้ท้ายจนมีการโกงสารพัดโกง ฯลฯ
ที่สุดก็เป็นต้นเหตุให้จบชีวิตการเมือง สิ้นสุดบทบาทการเป็นผู้นำประเทศแบบไม่มีชิ้นดี ถูกยึดอำนาจการปกครองแบบเบ็ดเสร็จเมื่อ 19 ก.ย.2549 หลังโดน“บิ๊กบัง” พล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน ผบ.ทบ.และชาวคณะคมช.ในเวลานั้น ได้ทำการรัฐประหารระหว่างที่ทักษิณอยู่ต่างประเทศ ด้วยเหตุผลฉกรรจ์ 4 ข้อ หมิ่นเบื้องสูง ฉ้อราษฎรบังหลวง ทำให้ประชาชนแตกแยก แทรกแซงองค์กรอิสระทำลายกระบวนการยุติธรรม
จนถึงวันนี้เป็นเวลากว่า11 ปีเศษ สำหรับการเป็นนักโทาหนีคดีของทักษิณที่ลอยลมเคว้งคว้างอยู่ในต่างแดน แต่ถึงกระนั้นทักษิณก็ยังสามารถใช้ชีวิตหรูหราเดินทางไปไหนมาไหนได้อย่างสบาย ไปได้ทุกที ยกเว้นประเทศไทยที่เป็นบ้านเกิด
บนความเจ็บช้ำ 11 ปีดังกล่าวทักษิณถูกดำเนินคดีทั้งสิ้น 6 คดี ประกอบด้วย
1. คดีทุจริตที่ดินรัชดาภิเษก
2.คดีเอ็กซิมแบงก์ปล่อยเงินกู้ให้รัฐบาลพม่า 4 พันล้านบาทเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์โทรคมนาคมจากชินคอร์ป
3.คดีทุจริตโครงการหวยบนดิน 3 ตัว 2 ตัว
4. คดีธนาคารกรุงไทยอนุมัติสินเชื่อ 9 พันล้านบาทให้บริษัทในเครือกฤษดามหานคร
5. คดีออกกฎหมายแก้ไขค่าสัมปทานโทรศัพท์มือถือ-ดาวเทียมเป็นภาษีสรรพสามิต เอื้อประโยชน์ชินคอร์ป ทำรัฐเสียหาย 6.6 หมื่นล้านบาท และ
6. คดีหมิ่นประมาทกองทัพบก เป็นต้น
อย่าไรก็ตามต้องเรียนไปถึงพ่อแม่ ผู้ปกครองของหนูน้อยทั้งสองคนว่า อย่าทำแบบนี้ เพราะว่าท่านทั้งหลายกำลังทำร้ายลูกหลานของท่าน ได้สร้างปมปัญหา ความขัดแย้งฝั่งรากลึกลงไปที่เด็ก อย่างเดียวกับที่นายทักษิณเคยทำไว้กับลูกๆของตน ครั้งหนึ่งเคยหากินกับลูกๆด้วยการใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างภาพความเป็นแฟมิลี่แมนนำเสนอภาพครอบครัวอบอุ่นอยู่บ่อยครั้ง แต่พอวันหนึ่ง ลูกๆเกิดสร้างวีรกรรมจำจนตาย ที่ลูกคนปกติธรรมดาทั่วๆไปเขาไม่ทำกัน เช่นลูกชายพกโพยเข้าห้องสอบจนถูกจับได้คาหนังคาเขา ลูกสาวคนโตสอบตรงเข้า มหาวิทยาลัยคณะหนึ่ง แล้วไปใช้อภิหาร ที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์ใดๆย้ายคณะไปเบียดที่เรียนในคณะที่คนอื่นๆเขาต้องแย่งกันสอบเข้า ในขณะที่ลูกสาวคนเล็กก็ใช้อำนาจนายกฯของพ่อ ทำให้ข้อสอบเอนทรานซ์ปีที่เธอได้ร่วมสอบนั้นรั่วไหล และเมื่อสื่อไปถามทักษิณก็กลับได้คำตอบคือการบีบน้ำตา ทำเสียงเครือ บอกว่า เกลียดผมก็เล่นงานผม อย่าไปเล่นงานลูกผม พวกเขาไม่เกี่ยว จนกลายเป็นปัญหาของสังคมจนถึงทุกวันนี้??
