ดร.สุรินทร์ กับ ความฝันที่ยังไม่ได้ทำ นำผลักดันกทม. "หัวหอก"ปฏิรูปประเทศ ต้นแบบของความเปลี่ยนแปลงระดับชาติและภูมิภาค

ดร.สุรินทร์ กับ ความฝันที่ยังไม่ได้ทำ นำผลักดันกทม. "หัวหอก"ปฏิรูปประเทศ ต้นแบบของความเปลี่ยนแปลงระดับชาติและภูมิภาค

    ถือเป็นข่าวช็อกแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง สำหรับการจากไปของ "สุรินทร์ พิศสุวรรณ" อดีตฐานะรัฐมนตรีต่างประเทศ เป็นนักการเมืองชาวไทยที่มีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ มีบทบาทสำคัญในเวทีระหว่างประเทศ ตำแหน่งหน้าที่สูงสุดในชีวิต ในตำแหน่ง เลขาธิการอาเซียน ก่อนจะเสียชีวิตอย่างกะทันหัน ด้วยโรคหัวใจวายเฉียบพลัน ก่อนเวลาอันควร ด้วยวัย68 ปี เมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. วานนี้ (30 พ.ย.) ด้วยโรคหัวใจวายเฉียบพลัน

   ซึ่งก่อนหน้านี้ดร.สุรินทร์ กลับมาเป็นข่าวใหญ่อีกครั้ง ช่วงปลายเดือน มิ.ย. 2560 โดยประกาศว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งชิงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร  และอาจเรียกได้ว่าเป็น ดร.สุรินทร์ คือว่าที่ผู้สมัครเบอร์หนึ่ง ตัวเต็ง ที่มีโอกาสคว้าชัยชนะ นั่งตำแหน่ง ผู้ว่าฯกทม.ได้ อย่างสบายๆ หากรัฐบาลและคสช. ปลดล็อคให้สามารถเลือกตั้งได้

   การกลับมาในครั้งนั้นของ ดร.สุรินทร์  ที่ดูจะมั่นอกมั่นใจแน่วแน่ในการที่จะลงสมัครเลือกตั้งตำแหน่งผู้ว่ากทม.แม้จะยังไม่ถึงเวลาที่จะมีการเลือกตั้งถึงขนาดประกาศ นโยบายที่จะใช้หาเสียง  พร้อมลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯกทม.หากได้รับการทาบทามจากพรรคประชาธิปัตย์ แสดงความมั่นใจจะสร้าง กทม.แข่งขันกับเมืองต่างๆทั่วโลก ให้ได้รับความเชื่อมั่นและการยอมรับจากนานาชาติ ทั้งนี้คาดว่า คสช. อาจให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ในช่วงปลายปีหน้าก่อนหน้าการเลือกตั้งทั่วไป. 

    โดยขณะนั้นได้มีคลิปหลุดออกมาขณะที่ ดร.สุรินทร์  ปราศัยโชว์วิสัยทัศน์ถึงอนาคตเมืองหลวงของไทย อย่างกรุงเทพ มหานคร บางช่วงกล่าวว่า...

“ถ้าคิดจะปฏิรูปประเทศไทยให้เป็น 4.0 แต่ยังปฏิรูปกรุงเทพฯไม่ได้ก็อย่าหวังเลยว่าจะปฏิรูปประเทศไทยได้...ผมเคยพูดกับคุณอภิรักษ์และคุณชายสุขุมพันธุ์ว่าควรจะทำให้กรุงเทพเป็นหัวหอกของการปฏิรูป ทำให้โปร่งใสก่อน ทำให้มีประสิทธิภาพก่อนได้ไหม ทำให้มันมีการตรวจสอบได้ก่อนแล้วไปสร้างเครือข่ายกับเชียงใหม่, ขอนแก่น, อุดรฯ, ภูเก็ต, หาดใหญ่เพื่อให้เป็นพื้นที่ที่มีการบริหารจัดการอย่างสะอาดบริสุทธิ์และโปร่งใส...ถ้าเราทำได้ ภาพของทุกหน่วยงานในประเทศไทยจะดีขึ้น เพราะทุกวันนี้มองจากข้างนอกเขาบอกว่าเราเป็นประเทศ 20% ประเทศ 30% แปลว่าใครจะลงทุนต้องแบ่งเขาไปก่อน 20-30% ซึ่งก็หมายถึงคอร์รัปชัน...ถ้าเราทำได้ภาพนี้ก็จะหายไป...ความสามารถในการแข่งขันของเราก็จะเพิ่มขึ้น...”
คุณสุรินทร์บอกว่าหากทำได้อย่างนั้นทั่วโลกก็จะเห็นว่ากรุงเทพและประเทศไทยเป็นที่ที่น่าอยู่และน่าทำธุรกิจ ซึ่งก็จะเป็นผลประโยชน์สำหรับคนไทยทุกคนเช่นกัน

“ผมคิดว่าชนชั้นกลางอย่างพวกเราต้องการความโปร่งใส ต้องการความแน่นอนชัดเจนของกฎหมาย ต้องการความต่อเนื่องของนโยบาย ต้องการการบริหารจัดการที่ตรงไปตรงมา ถ้าโสหุ้ยตรงนั้นลดลง ความสามารถในการแข่งขันก็จะสูงขึ้น...”
ถ้ากรุงเทพฯยังเป็น 0.4 อยู่ประเทศไทยยากที่จะเป็น 4.0 ได้

ดร.สุรินทร์มีแนวความคิด ผลักดันให้กรุงเทพฯควรจะเป็น “หัวหอก” ต้นแบบของความเปลี่ยนแปลงและการปฏิรูประดับชาติและภูมิภาค

คำกล่าวบางส่วนของดร.สุรินทร์ สะท้อนถึงแนวความคิดที่จะต้องทำให้กรุงเทพฯเป็นหัวหอกของความเปลี่ยนแปลงระดับชาติและภูมิภาค ยกระดับคุณภาพชีวิตที่เป็นอยู่ ซึ่งถือว่าโดยทั่วไปแล้วนั้น บารมีและชื่อชั้นของ ดร.สุรินทร์ ไม่เป็นสองรองใคร อีกทั้งบุคลิกและสามารถนั่งตำแหน่ง "ผู้ว่าฯกทม"ได้อย่างสบายๆ อย่างไรก็ตามก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าภายหลังจากการเสียชีวิตของ ดร.สุรินทร์ จะมีใครสามารถขึ้นเป็นตัวเต็งแทน   ดร.สุรินทร์ ได้หรือไม่