- 09 ก.พ. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.tnews.co.th
เปิดหนังสือดีเอสไอ ส่งถึงมหาเถรฯ -สำนักพุทธฯ ชี้ชัดการให้"พระธัมมชโย"ต้องอาบัติปาราชิกตามลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช ตามมติของมหาเถรฯ รับรอง เป็นคำสั่งที่ชอบและต้องปฏิบัติตาม ระบุหากปล่อยปละละเลยอาจผิดอาญาฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
วันนี้ (9 ก.พ.) ที่กรมสอบสวนคดีพิเศศ(ดีเอสไอ) รายงานข่าวระบุว่า หนังสือที่ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ส่งถึง ประธานกรรมการมหาเถรสมาคม และ สำนักพระพุทธศษสนาแห่งชาติ(พศ) เนื้อหาในหนังสือระบุว่า ด้วยกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ดำเนินการสอบสวน กรณี พระสุวิทย์ ธีรธัมโม นามสกุล ทองประเสริฐ (หลวงปู่พุทธอิสระ) ร้องขอให้ตรวจสอบพฤติการณ์ที่น่าจะเข้าข่ายกระทำผิดอาญาของ พระไชยบูลย์ ธัมมชโย (นามสกุล สุทธิพล) เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายและของเจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์ที่เกี่ยวข้อง ในฐานะเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายคณะสงฆ์ และขอให้รับเป้นคดีพิเศษ
กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ดำเนินการสืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ศาล สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มหาเถรสมาคม กองบังคับการปราบปราม ผู้ตรวจการแผ่นดิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงทางการสืบสวนสรุปได้ ดังนี้
กรณีพระราชภาวนาวิสุทธิ์(สมณศักดิ์ในขณะนั้น) หรือพระธัมมชโย(ไชยบูรณ์ ธัมมชโย) หรือสุทธิผล เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ได้ถูกพนักงานสอบสวนกองปราบปรามแจ้งข้อกล่าวหาและสั่งฟ้องในฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 และ 157 ในชั้นสอบสวน ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา (พระราชภาวนาวิสุทธิ์ ผู้ต้องหาที่ 1,นายภาวร พรหมภาวร ผู้ต้องหาที่ 2) และชั้นพนักงานอัยการ ได้ตรวจสำนวนการสอบสวนแล้วมีความเห็นเด็ดขาดสั่งฟ้องผู้ต้องหาเป็นจำเลยต่อศาลอาญา ในฐานความผิดข้างต้นตามความเห็นของพนักงานสอบสวน จำเลยให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาและขอสู้คดีในชั้นศาล โจทก์และจำเลยทั้งสองสืบพยานและต่อสู้คดีในชั้นศาลเป็นระยะเวลานานเกือบ 7 ปี ต่อมาพนักงานอัยการได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องคดีต่อศาลอาญา โดยให้เหตุผลสรุปได้ว่า จำเลยกับพวก ได้มอบทรัพย์สินทั้งหมด ซึ่งมีทั้งที่ดินและเงินอีกจำนวน 959,300,000บาท คืนให้แก่วัดพระธรรมกาย การกระทำดังกล่าวของจำเลยจึงเป็นการปฏิบัติตามพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชฯโดยครบถ้วนทุกประการแล้ว และขณะนี้บ้านเมืองต้องร่วมกันสร้างความสามมัคคีของคนในชาติทุกหมู่เหล่า เห็นว่าหากดำเนินคดีกับจำเลยทั้งสองต่อไป อาจก่อให้เกิดความแตกแยกในศาสนจักร โดยเฉพาะในเหล่าพระภิกษุ สามเณรและประชาชนทั้งในและต่างประเทศที่นับถือศาสนาพุทธและไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณะนั้น
กรณีการกระทำของพระธัมมชโย จำเลยในคดีดังกล่าวถือว่าเป็นการกระทำที่ครอบองค์ประกอบความผิดฐาน "เป็นเจ้าหนักงานผู้มีหน้าที่ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนเองหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต" และ "เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตและโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด" ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 และ 157 ทุกประการแล้ว แม้ในภายหลังจำเลยในคดีดังกล่าวจะนำทรัพย์ที่ได้ยักยอกไปแล้วมาคืนให้แก่วัดพระธรรมกายก็ตาม การกระทำดังกล่าวก็เป็นเพียงการพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดที่ได้กระทำลงไป เพียงเหตุก็เพราะต้องยอมจำนนต่อพยานหลักฐานเท่านั้นหาใช่ไม่เป็นความผิดก็หาไม่ ประการที่สำคัญที่สุดที่จะเป็นเครื่องชี้และยืนยันการกระทำของพระธัมมชโยว่ามีเจตนาในการกระทำผิดหรือไม่นั้น พิาจารณาได้จากการได้มาซึ่งที่ดินที่มีข้อพิพาทในคดีนี้แทบทุกรายการนั้นเกิดจากการให้ตัวแทนไปติดต่อขอซื้อที่ดินจากเจ้าของที่ดินโดยตรงแทบทั้งสิ้นไม่ได้เกิดจากการที่เจ้าของยินยอมยกที่ดินให้กับทางวัดหรือบริจาคเงินให้ทางวัดเพื่อไปซื้อที่ดินให้กับพระธัมมชโยเป็นการส่วนตัวแต่ประการใด โดยเมื่อซื้อแล้วพระธัมมชโยก็ได้อนุมัติให้เบิกจ่ายเงินในบัญชีของวัดพระธรรมกายไปซื้อที่ดินดังกล่าวและกลับใส่ชื่อของตัวเองแทนที่จะเป็นชื่อของวัดเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และการที่จำเลยไม่ยินยอมมอบคืนที่ดินให้กับทางวัดโดยทันทีตามพระลิขิตของพระสังฆราชที่ว่า "ส่วนที่มิใช่เป็นการลงโทษ แต่เป็นการทำที่ถูกต้อง คือต้องมอบสมบัติทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขณะเป็นพระ ให้แก่วัดทันทีไม่คิดให้โทษ เพราะคิดในแง่ยกประโยชน์ให้ ว่าในชั้นต้นอาจมิใช่มีเจตนาถือเอาสมบัติของวัดเป็นของตนจริงๆ แต่เมื่อถึงอย่างไรก็ไม่ยอมมอบคืนสมบัติทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขณะเป็นพระ ให้แก่วัดก็แสดงชัดแจ้ง ว่าต้องอาบัติปาราชิก ต้องพ้นจากความเป็นสมณะโดยอัตโนมัติ ต้องถูกจัดการอย่างเด็ดขาด...." แต่พระธัมมชโยยังกลับประวิงเวลาไม่ยินยอมมอบคืนทรัพย์สอนให้กับทางวัด กลับต่อสู้คดีทางศาลโดยคิดว่าจะชนะคดี มีเพียงหนทางเดียวเท่านั้น ที่จะทำให้พนักงานอัยการถือเอาเป็นสาเหตุในการขอถอนฟ้องคดีในเรื่องนี้ได้ จำเลยจึงยินยอมมอบคืนทรัพย์สินที่มีข้อพิพาทคืนให้กับทางวัด พนักงานอัยการจึงถือเอาเป็นเหตุในการขอถอนฟ้องดังกล่าวข้างต้น การกระทำเช่นนี้ของพระธัมมชโยฯกับพวก เป็นการกระทำที่มีเจตนาในการกระทำความผิด ไม่อาจทำให้การกระทำความผิดที่สำเร็จไปแล้วกลับกลายมาเป็นไม่มีความผิดไปได้
(คำพิพากษาฎีกาที่ 205/2554)
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณีราชวิทยาลัย เล่มที่ 1 พระวินัยปิฎกมหาวิภังค์ ภาค 1 หน้า 80 ข้อที่ 91 แสดงว่าพุทธบัญญัติของปาราชิกสิกขาบทที่ 2 ไว้ว่า
"อนึ่ง ภิกษุใดถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของมิได้ให้โดยส่วนแห่งจิตคิดลัก จากหมู่บ้านหมู่บ้านก็ตาม จากป่าก็ตาม มีมูลค่าเท่ากับอัตราโทษที่พระราชาทั้งหลายจับโจรได้แล้ว ประหารบ้าง จองจำบ้าง เนรเทศบ้าง บริภาาว่า "เจ้าเป็นโจร เจ้าเป็นคนพาล เจ้าเป็นคนหลง เจ้าเป็นขโมย" ดังนี้ เพราะถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของมิได้ให้เช่นใด ภิกษุผู้ถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของมิได้ให้เช่นนั้น แม้ภิกษุนี้ก็ปาราชิก หาสังวาสมิได้" เปรียบเหมือนใบไม้ที่หลุดจากต้นแล้วไม่อาจกลับคืนมาดังเดิมได้ และในพระลิขิตของพระสังฆราชฯ (ฉบับที่ 3) ยังได้ยืนยันการกระทำความผิดเช่นนี้ไว้อย่างชัดเจนและสอดคล้องต้องกันว่า ส่วนที่ไม่ใช่การลงโทษ แต่เป็นการทำที่ถูกต้องคือต้องมอบสมบัติทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขณะที่เป็นพระให้แก่วัดทันที ไม่คิดให้มีโทษ เพราะคิดในแง่ยกประโยชน์ให้ว่า อาจมิใช่มีเจตนาถือเอาสมบัติวัดเป็นของตนแต่เมื่อถึงอย่างไรก็ไม่ยอมมอบคืน สมบัติทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขณะที่เป็นพระ ก็แสดงชัดแจ้งว่า ต้องอาบัติปาราชิก ต้องพ้นจากความเป็นสมณะโดยอัตโนมัติ ต้องถูกจัดการอย่างเด็ดขาด เช่นเดียวกับผู้ไม่ใช่พระปลอมเป็นพระ ทำความเศร้าหมองเสื่อมเสียให้เกิดแก่สงฆ์ในพระพุทธศาสนา (ภายหลังยอมมอบคืนให้ก็เพราะจำนนต่อพยานหลักฐานจึงยินยอมมอบคืน) นอกจากนี้ยังมีพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชฯ(ฉบับที่ 4)มีข้อความว่า การโกงสมบัติผู้อื่น ตั้งแต่ 5 มาสกขึ้นไปคือ ประมาณไม่ถึง 300 บาท ในปัจจุบันภิกษุต้องอาบัติปาราชิก ฐานผิดพระธรรมวินัย พ้นจากความเป็นพระทันทีในกรณีนี้ไม่ว่าจะมีผู้รู้เห็นหรือไม่ ไม่ว่าจะมีการสั่งให้สึก ไม่ว่าจะมีการจับสึกหรือไม่ก็ตาม ภิกษุผู้ละเมิดพระธรรมวินัยข้อนี้ต้องอาบัติปราชิก พ้นจากความเป็นพระโดยอัตโนมัติแล้ว
ก่อนที่จะมีการนำเสนอพระลิขิต(คำสั่ง)ของสมเด็จสังฆราชฯ วัดพระธรรมกายได้เกิดเรื่องอื้อฉแาวขึ้นมากมายหลายเรื่องโดยมีเอกชนเป็นโจทก์ยื่นฟ้องเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายจึงเรื่องที่จะต้องตรวจสอบ อาทิเช่น คำสอนเรื่องพระนิพพานไม่ตรงตามพระไตรปิฎก การประชาสัมพันธ์เรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ของวัดพระธรรมกาย การครอบครองกรรมสิทธิ์ที่ดินวัดฯโดยมิชอบ มหาเถรสมาคมได้มีมติ ครั้งที่ 32/2541 เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2541 มอบให้พระธรรมโมลี เจ้าคระภาค 1 (ในขณะนั้น)ซึ่งดูแลครอบคลุมเขตการปกครองคณะสงฆ์ จังหวัดปทุมธานีไปพิจารณาตามที่เห็นสมควรแล้วนำเสนอมหาเถรสมาคม วันที่ 11 มีนาคม 2542 เจ้าคณะภาค 1 นำข้อมูลสรุปการพิจารณากรณีวัดพระธรรมกายเสนอต่อที่ประชุมมหาเถรสมาคม ซึ่งที่ประชุมขอเวลาศึกษารายละเอียดก่อนลงมติ
วันที่ 22 มีนาคม 2542 ที่ประชุมมีมติเห็นชอบตามที่พระพรหมโมลีเสนอมานั้นชอบแล้ว โดยเสนอแนะให้วัดพระกายดำเนินการตามคำแนะนำ 4 ประการ คือ
1. ให้วัดพระธรรมกายการเรียนการสอนพระอภิธรรม.... 2. ให้วัดพระธรรมกายมีการปฏิบัติบำเพญวิปัสสนากรรมฐานเพื่อให้ผู้ปฏิบัติบรรลุถึงพระวิปัสสนาญาณตามลำดับขั้น ซึ่งปรากฏมีตามพระคัมภีร์พระพุทธศาสนา.... 3. ให้วัดพระธรรมกายสำรวมระวังในพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด.... 4. ให้วัดพระธรรมกายปฏิบัติตามกฎมหาเถรสมาคม ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่งมติ ประกาศพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช โดยเคร่งครัดเป็นพิเศษ ทั้งนี้เพื่อความสงบเรียบร้อยดีงามของวัดและพระพุทธศาสนา
วันที่ 5 เมษายน 2542 กรมการศาสนาได้นำพระราชดำริสมเด็จพระสังฆราชที่ทรงมีพระดำริเพิ่มเติม (กรณีเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายต้องอาบัติปาราชิก) เข้าสู่ที่ประชุมมหาเถรสมาคมพิจารณาและที่ประชุมมีมติมอบเอกสารให้เจ้าคณะภาค 1 พิจารณา
วันที่ 4 พฤษภาคม 2542 กระทรวงศึกษาธิการ โดยกรมการศาสนาในขณะนั้นได้รายงานเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายต่อที่ประชุมคระรัฐมนตรี ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการในปัญหาวัดพระธรรมกาย ดังนี้
(2)ให้กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ(ขณะนั้น)ดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อสนองพระบัญชาพระสังฆราชและรับสนองงานตามมติมหาเถรสมาคม
กรมการศาสนา ได้นำพระลิขิตเสนอที่ประชุมมหาเถรสมาคม ในการประชุมครั้งที่ 15/2542 เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2542 และในการประชุมครั้งที่ 16/2542 เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2542 ที่ประชุมมหาเถรสมาคมมีมติสนองพระดำริให้ชอบด้วยกฎหมาย พระธรรมวินัย และกฎมหาเถรสมาคมและในการประชุมครั้งที่ 17/2542 เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2542 ที่ประชุมมหาเถรสมาคมได้รับทราบตามรายงานของอธิบดีกรมการศาสนาว่าเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายยืนยันว่าจะคืนที่ดินให้กับวัดพระธรรมกายและรายงานเพิ่มเติมว่า นายมาณพ พลไพรินทร์ และนายสมพร เทพสิทธา ต่างมีหนังสือลงวันที่ 3 ตุลาคม 2553 และลงวันที่ 5 ตุลาคม 2553 ตามลำดับ เป็นโจทก์ที่ยื่นฟ้องเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายว่าล่วงละเมิดพระธรรมวินัยด้วยการบิดเบือนหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา อวดอุตริมนุสธรรม ลักทรัพย์ ยักยอกทรัพย์ ฉ้อโกงและหลอกลวงประชาชนการพิจารณาดำเนินการด้านพระธรรมวินัย
ในชั้นนี้อยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ในฐานะที่เป็นผู้พิจารณาตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2521) ว่าด้วยการลงนิคหกรรม แต่เนื่องจากในขณะนั้นได้มีการแจ้งความในฝ่ายอาณาจักรให้ดำเนินคดีอาญาต่อเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายโดยกรมการศาสนาเป็นโจทก์ยื่นฟ้องในความผิดฐานเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (ที่ดินและเงินของวัด) การดำเนินการทางวินัยจึงต้องรอไว้ก่อนตามข้อ 15(2) แห่งกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2521) ว่าด้วยการลงนิคหกรรม ต่อภายหลังศาลอาญาได้มีคำสั่งในวันที่ 22 สิงหาคม 2549 อนุญาตให้โจทก์คืออัยการถอนฟ้องเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายและจำหน่ายคดีออกจากสารบบโดยอ้างเหตุผลว่าได้มีการมอบที่ดินทั้งหมดให้แก่วัดพระธรรมกายแล้ว เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีในฐานะผู้พิจารณาได้ตรวจลักษณะของผู้กล่าวหาที่เหลือ คือ นายมาณพฯ ได้ขอถอนฟ้อง สำหรับนายสมพร เห็นว่า คำกล่าวหามีความบกพร่องจึงมีคำสั่งไม่รับคำกล่าวหาของผู้กล่าวหา ทั้งนี้ โดยความเห็นชอบของคณะผู้พิจารณาขั้นต้น เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2549 จากนั้น เจ้าคณะตำบลคลองสี่ ได้มีคำสั่งให้พระราชภาวนาวิสุทธิ์ กลับไปดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายดังเดิม (รายละเอียดปรากฏตามมติมหาเถรสมาคม) ที่ 121/2558 ในการประชุมมหาเถรสมาคมครั้งที่ 5/2558 เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2558)
ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดย(ฉบับที่ 2)พ.ศ.2535 มาตรา 8 ได้บัญญัติว่า สมเด็จพระสังฆราชทรงดำรงตำแหน่งสกลมหาสังฆปรินายกทรงบัญชาการคณะสงฆ์ และทรงตราพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชโดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมาย พระธรรมวินัยและกฎมหาเถรสมาคม "เมื่อพระองค์ทรงได้มีพระวินิจฉัยในกรณีของพระราชภาวนาวิสุทธิ์(ธัมมชโย)แล้ว มหาเถรสมาคมย่อมต้องสนองพระลิขิตที่สมเด็จพระสังฆราชประทานมาทั้งหมด ตามที่มหาเถรสมาคม แต่กลับปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการติดตามผลการดำเนินการเพียงเรื่องเดียว คือ ติดตามรับมอบและคืนที่ดินอันเป็นของวัดพระธรรมกายเท่านั้น ในส่วนประเด็นพระวินิจฉัยของสมเด็จพระสังฆราชว่าพระราชภาวนาวิสุทธิ์(ธัมมชโย)ต้องอาบัติปาราชิกนั้นยังมิได้มีการดำเนินการแต่อย่างใด ประกอบกับมาตรา 15 ตรี กำหนดให้มหาเถรสมาคมมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ (1) ปกครองคณะสงฆ์ให้เป็นไปโดยเรียบร้อยดีงาม (4)รักษาหลักพระธรรมวินัยของพระพุทธศาสนาและมาตรา 13 ให้ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นเลขาธิการมหาเถรสมาคมโดยตำแหน่งและให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ทำหน้าที่สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม ประกอบกับกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พ.ศ.2549
ข้อ 2 ได้บัญญัติให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีภารกิจเกี่ยวกับการดำเนินงานคณะสงฆ์และรัฐ...โดยให้มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ (2)รับสนองงานประสานงานและถวายการสนับสนุนกิจการและบริหารปกครองคณะสงฆ์ โดยเฉพาะสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม มีอำนาจหน้าที่ตามข้อ 4(6) (ก) รับสนองงานตามบัญชาและพระกรณียกิจของสมเด็จพระสังฆราช (ง)ดำเนินการและประสานงานกับคณะสงฆ์ในการลงนิคหกรรมและตรวจตราถวายคำแนะนำแก่พระภิกษุ สามเณร ที่มีอาจารมาสมควรแก่สมณวิสัย อีกทั้งกฎกระทรวง ฉบับที่ 3(พ.ศ.2520) ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ข้อ 2 ได้บัญญัติให้คณะสงฆ์อยู่ในปกครองบังคับบัญชาของสมเด็จพระสังฆราช ข้อ 3 ให้กรมการศาสนารับสนองงานของคณะสงฆ์ที่เกี่ยวข้องกับสมเด็จพระสังฆราชและทางราชการ อีกทั้งสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้เคยมีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ นร 0205/ว (ล)6021 ลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2542 และหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ด่วนที่สุด ที่ นร 0205/7205 ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2542 เรื่องการดำนเนินการกรณีวัดพระธรรมกาย แจ้งให้กระทรวงศึกษาธิการ (กรมการศาสนาในขณะนั้น) ดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อสนองพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชและรับสนองงานตามมติมหาเถรสมาคม
จากข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ที่ประชุมมหาเถรสมาคม ยังไม่ได้มีมติตัดสินหรือรับรองว่าพระราชภาวนาวิสุทธิ์(สมณศักดิ์ในขณะนั้น)หรือพระธัมมชโย (ไชนบูลย์ ธัมมชโย)หรือสุทธิผล เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายต้องอาบัติปาราชิกตามพระลิขิตของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2542 แต่อย่างใด ที่ประชุมมหาเถรสมาคมเพียงแต่มีมติรับทราบ ตามที่นายพนม ศรศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เลขาธิการมหาเถรสมาคม นำเสนอต่อที่ประชุมมหาเถรสมาคมเพื่อรับทราบผลการดำเนินงานในการพิจารณาในการดำเนินการของเจ้าคณะผู้ปกครองสงฏ์ พระธรรมโมลี(สมศักดิ์ อุปสโม)กับคณะผู้พิจารณาชั้นต้น(ในขณะนั้น)และการดำเนินการของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพียงแต่เฉพาะการดำเนินการตามคำฟ้องของ นายมาณพฯ และนายสมพรฯ เท่านั้น แต่ยังไม่ได้มีการพิจารณาในการลงนิคหกรรมพระธัมมชโยให้ต้องอาบัติปาราชิกตามพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชที่มีมติของมหาเถรสมาคมรับรองให้ถือเป็นคำสั่งที่ชอบ และจะต้องปฏิบัติตามให้ครบถ้วน(การประชุมมหาเถรสมาคมครั้งที่ 5/2558 เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2558 มติมหาเถรสมาคม ที่ 121/2558)
ทั้งๆที่ผลการดำเนินคดีทางโลกได้เสร็จสิ้นแล้ว พนักงานอัยการได้ถอนฟ้อนตั้งแต่ ปี พ.ศ.2549 คดีเสร็จเด็ดขาดไปเป็นเวลานานแล้ว จะเห็นได้ว่าจากพยานหลักฐานทั้งในชั้นของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการต่างมีพยานระบุยืนยัน(เจตนา)การกระทำความผิดของพระธัมมชโย อย่างชัดเจนจึงชี้ชัดได้ว่าพระธัมมชโยได้กระทำความผิดโดยเจตนาแล้วแต่ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในฐานะเลขาธิการมหาเถรสมาคมโดยตำแหน่งและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งต้องทำหน้าที่สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคมได้เพียงแต่รายงานผลการดำเนินงานในเรื่องอื่นๆ (เช่น การมอบคืนทรัพย์ให้กับทางวัดรวมไปถึงการออกคำสั่งทางปกครองให้ทางวัดพระธรรมกายปฏิบัติการ ตามกฎระเบียบและให้เคร่งครัดในพระวินัย เป็นต้น) แต่ยังไม่ได้สนองงานตามพระบัญชาของสมเด็จพระสังฆราชให้ครบถ้วนในทุกประเด็น โดยเฉพาะการดำเนินการในเรื่องการลงนิคหกรรมแก่พระราชภาวนาวิสุทธิ์(ธัมมชโย)เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายที่ต้องอาบัติปาราชิกตามพระบัญชาของสมเด็จพระสังฆราช (ซึ่งเป็นเรื่องที่ร้ายแรงและถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดของพระบัญชา)จึงถือเป็นหน้าที่ ตามระเบียบและกฎหมายที่มหาเถรสมาคมและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(โดยผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ) จะต้องปฏิบัติตามโดยเคร่งครัด โดยจะต้องนำเรื่องนี้เสนอเข้าสู่การพิจารณาของ มหาเถรสมาคมโดยรับสนองงานตามบัญชาและพระกรณียกิจของสมเด็จพระสังฆราชและดำเนินการประสานงานกับคณะสงฆืในการลงนิคหกรรมและตรวจตราถวายคำแนะนำแก่พระภิกษุ สามเณรที่มีอาจารมาคมควรแก่สมณวิสัย ให้กรมการศาสนารับสนองงานของคณะสงฆ์ที่เกี่ยวข้องกับสมเด็จพระสังฆราชและทางราชการ รวมไปถึงการประสานงาน แนะนำ เสนองานกับคณะสงฆ์ที่เกี่ยวข้องกับสมเด็จพระสังฆราชและทางราชการ รวมไปถึงการประสานงาน แนะนำ เสนองานกับคณะสงฆ์เพื่อให้ดำเนินการเสียให้ถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมาย ระเบียบ พระธรรมวินัย และกฎมหาเถรสมาคมโดยเร็วต่อไป หากปล่อยปละหรือละเลยไม่ถือปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่อาจจะมีส่วนในการถูกพิจารณาความผิดในทางอาญาฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบต่อไปได้
จากข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้น กรมสอบสวนคดีพิเศษเห็นว่ายังคงมีประเด็นที่มหาเถรสมาคมจะต้องพิจารณาดำเนินการต่อไปใน 2 กรณี กล่าวคือ 1. การดำเนินการให้พระธัมมชโยต้องอาบัติปาราชิกตามลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชที่มีมติของมหาเถรสมาคมรับรองให้ถือเป็นคำสั่งที่ชอบและจะต้องปฏิบัติตามให้ครบถ้วน ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 และที่แก้ไขเพิ่มเติม 2. การพิจารณาความผิดและการดำเนินการกับเจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์ชั้นต้นซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบดำเนินการตามข้อ 1.
หากผลการดำเนินการเป็นประการใดขอได้โปรดแจ้งให้ทราบความคืบหน้าในการดำเนินการต่อ
