- 15 ก.พ. 2559
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
พี่ชายบุกกระทรวงยุติธรรม ร้องรื้อคดีข่มขืนหลังน้องชายถูกศาลสั่งจำคุก 5 ปีทั้งที่ไม่ได้ทำผิด เจ้าตัวเผยเคยเข้ามอบตัว สน.บางกรวย แต่ตำรวจไม่รับอ้างจะรับผิดแทนน้องชาย ปลัดยธ.ระบุให้กองทุนยุติธรรมยื่นเรื่องต่อศาลภายในเดือนนี้
วันนี้ (15 ก.พ.) ที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) เมื่อเวลา 10.00 น. พ.ต.อ.ดุษฏี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) ร่วมกับชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมได้ร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริงว่ามีการจับกุมผู้ต้องหาคดีข่มขืนและพรากผู้เยาว์ผิดตัว กรณีการจับน้องชายที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับคนร้ายผู้เป็นพี่ชาย จนศาลพิพากษาตัดสินให้น้องชายจำคุก 20 ปี
พ.ต.อ.ดุษฏี กล่าวว่า สำหรับกรณีดังกล่าวเนื่องจากนายสมภพ กนกมุสิกะกุล พี่ชายนายกิมจั๊ว กนกมุสิกะกุล น้องชายซึ่งถูกศาลพิพากษาจำคุกเป็นเวลา 20 ปี โดยมีการต่อสู้คดีกันมาตั้งแต่ปี 2551 ปัจจุบันถูกจำคุกมาแล้ว 5 ปี จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงจนทราบว่าน้องชายนายสมภพไม่ใช่ผู้ก่อเหตุ โดยวันนี้มีหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ยืนยันชัดเจนว่าคนร้ายตัวจริงคือพี่ชาย ซึ่งก็พร้อมรับโทษที่ก่อขึ้น โดยมีหลักฐานพร้อมที่จะยื่นรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาคดีใหม่แล้ว และวันนี้นายสมภพ มาขอให้ทางกระทรวงยุติธรรมช่วยรื้อฟื้นคดีขึ้นมาใหม่ โดยที่ผ่านมานายสมภพ ได้เข้ามอบตัวกับตำรวจ สภ.บางกรวย แต่ทางตำรวจไม่รับแจ้งความ ทางกระทรวงยุติธรรมจึงร่วมกับสำนักนิติวิทยาศาสตร์ตรวจหาข้อเท็จจริงจากเบอร์โทรศัพท์ที่นายสมภพ เขียนให้กับเด็กที่ถูกพรากผู้เยาว์ พบว่าเป็นลายมือของนายสมภพ ไม่ใช่ของนายกิมจั๊ว ซึ่งเป็นการยืนยันว่าน้องชายเขาไม่ใช่ผู้ต้องหาตัวจริง อีกทั้งใบหน้าก็ไม่ได้มีความคล้ายคลึงกัน นอกจากนี้ ดีเอสไอยังมีการใช้เครื่องจับเท็จตรวจสอบอีกด้วย
"ต่อจากนี้จะให้กรมคุมประพฤติตรวจสอบนิสัยใจคอของผู้ต้องหาและน้องชาย เนื่องจากพบว่าคนหนึ่งมีความเบี่ยงเบนทางเพศและอีกคนหนึ่งมีครอบครัว จากนั้นจะให้กองทุนยุติธรรมยื่นเรื่องกับศาลเพื่อรื้อฟื้นเป็นคดีอาญาคาดว่าจะยื่นเรื่องภายในเดือนนี้ ทั้งนี้ จะมีการตรวจสอบคดีดังกล่าวย้อนหลังด้วย" รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าว
นายสมภพ กล่าวว่า ตนเองเป็นผู้กระทำผิดจึงพร้อมจะมารับผิด เพราะน้องชายไม่ใช่ผู้กระทำผิด ที่ผ่านมาได้เข้ามอบตัวกับกับตำรวจโดยสารภาพว่าเป็นผู้ทำผิด แต่ตำรวจไม่รับแจ้งความ โดยอ้างว่าเกรงว่าตนจะไปรับผิดแทนน้องชาย จึงต้องเข้าร้องเรียนกับกระทรวงยุติธรรมให้ช่วยเหลือรื้อฟื้นคดีขึ้นมาใหม่ และยืนยันว่าตนไม่ได้มีใบหน้าเหมือนกับน้องชายเลย ทั้งนี้ วันที่ตำรวจเข้าจับกุมน้องชายที่บ้านของตนนั้น ตำรวจได้นำบัตรประชาชนของน้องชายไปให้กับผู้เสียหายดู และชี้ว่าเป็นคนทำอนาจาร แต่ที่จริงแล้วน้องชายไม่ใช่คนกระทำผิดแต่เป็นตนเองที่เป็นคนทำผิด
