DSI เตรียมสอบลายเซ็น"สมเด็จช่วง"หลังเจ้าของอู่แจ้งความ

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.Tnews.co.th


"พ.ต.อ.ไพสิฐ"อธิบดีดีเอสไอ แถลงความคืบหน้าเตรียมสอบลายเซ็นของ"สมเด็จช่วง"ในคดีรถหรูผิดกฎหมาย หลังจากเจ้าของอู่ N.P.การาจ เดินทางเข้าร้องเรียนถูกแอบอ้างชื่อ

 

วันนี้  (19 ก.พ.)  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ พันตำรวจเอกไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ พร้อมด้วย พันตำรวจโทกรวัชร์ ปานประภากร ผู้บังคับการสำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ โดยมี นางกาญจนา มากเหมือน เจ้าของอู่ N.P. การาจ ย่านพุทธมณฑลสาย 1 ร่วมกันแถลงข่าวเรื่องรถหรูผิดกฎหมายของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือ สมเด็จช่วง ที่มีชื่อครอบครอง

 

สืบเนื่องจาก นางกาญจนา มากเหมือน เจ้าของอู่ N.P. การาจ ย่านพุทธมณฑลสาย 1 เดินทางเข้ามาแจ้งความร้องเรียนต่อดีเอสไอ หลังจากพบว่ามีลายเซ็นต์ของนางกาญจนา ในขั้นตอนการขอจดประกอบกับกรมสรรพสามิต และมีการแอบอ้างชื่อ

 

นางกาญจนา เปิดเผยว่า นายชลัช รู้จักกับสามีของตัวเองได้บอกว่าให้นำเอกสารไปยื่นกรมสรรพสามิตเพื่อขอให้เป็นอู่ประกอบรถยนต์ ซึ่งนายชลัชเป็นผู้ที่พาไปดำเนินการทั้งหมด แต่การขออนุญาตดังกล่าวก็ไม่ได้ดำเนินการต่อ เนื่องจากอู่ของนางกาญจนาไม่มีความพร้อม เพราะเป็นเพียงอู่ เคาะ พ่น สี เท่านั้น และหลังจากนั้นก็ไม่ได้ติดต่อกับนายชลัชอีกเลยจนทราบเรื่องว่ามีการปลอมเอกสารในคดีดังกล่าว ซึ่งนางกาญจนายังเปิดเผยว่า เคยรู้จักกับอู่วิชาญเลยและได้เห็นลายเซ็นที่มีการปลอมซึ่งยืนยันว่าไม่ใช่ลายเซ็นของตัวเองอย่างแน่นอน

 

ด้าน พ.ต.อ.ไพสิฐ กล่าวว่า หลังจากนี้ ดีเอสไอจะเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าสอบปากคำ เบื้องต้นในวันนี้ อู่วิชาญได้เดินทางมาให้ข้อมูล พร้อมกันนี้จะทำหนังสือไปถึงสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เพื่อขอสอบถามเพิ่มเติม และขอตรวจสอบลายเซ็นต์ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์

 

ส่วนกระแสข่าวที่บอกว่าสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์จะคืนรถดังกล่าวให้ดีเอสไอ พ.ต.อ.ไพสิฐ กล่าวว่า  หากมีความประสงค์ที่จะคืนมาเพื่อเก็บเป็นของกลาง ดีเอสไอก็ยินดีที่จะเดินทางไปรับรถ

 

ขณะที่ พ.ต.ท.กรวัชร์ เปิดเผยว่า ถึงกรณีการตรวจสอบรถยนต์หรูจดประกอบ กว่า 6,000 คัน ที่มีมูลค่าต่ำกว่า 4 ล้านบาท ว่าได้ส่งตรวจที่กรมศุลกากรแล้ว กว่า 300 คัน และเบื้องต้นพบรถ 8 คัน ที่ต้องเสียภาษี รวมกว่า 3 ล้านบาท ซึ่งกรมศุลกากร ต้องส่งเรื่องมาให้ดีเอสไอ เพื่อดำเนินคดี และหากชำระภาษีแล้ว คดีก็ยุติในส่วนศุลกากร และสามารถนำรถคืนได้  แต่หากมีการปลอมแปลงเอกสาร แจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน และ มีส่วนร่วมในการจดประกอบรถ ก็จะมีความผิดตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต และ ความผิดอาญา
 

 

 

 

 

 

 

 

ขอขอบคุณ http://www.js100.com