- 08 มี.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มได้ที่ www.tnews.co.th
"เจ้าของอู่วิชาญ" ร้องกรมคุ้มครองสิทธิฯขอทนาย-คุ้มครองพยาน หลังถูก"หลวงพี่แป๊ะ"ฟ้องปมรถเบนซ์โบราณเรียกค่าเสียหาย10 ล้าน ยันหลวงพี่แป๊ะเป็นผู้ว่าจ้างให้ซ่อมรถ-เป็นช่างซ่อมรถไม่ได้เป็นโจรเอารถไปหลอกขายพระ
วันนี้ ( 8 มี.ค.) ที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) นายวิชาญ รัษฐปานะ เจ้าของอู่รถวิชาญที่ทำรถ เมอเซเดสเบนซ์ หมายเลขทะเบียน ขม 99 ซึ่งเคยอยู่ในครอบครองของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เดินทางเข้าร้องทุกข์ขอความช่วยเหลือจากกรมคุ้มครองสิทธิฯ เพื่อขอทนายความในการสู้คดี พร้อมทั้งขอค่าทำเนียมศาล และคุ้มครองในฐานะพยาน หลังถูกพระมหาศาสนมุนี (พระธนกิจ สุภาโว) หรือหลวงพี่แป๊ะ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ ฟ้องร้องดำเนินคดีแพ่งเรียกค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 10 ล้านบาท
นายวิชาญ กล่าวว่า วันนี้เดินทางมาขอทนายความ ค่าทำเนียมศาล และขอให้กรมคุ้มครองสิทธิฯ คุ้มครองในฐานะพยานในคดีรถสมเด็จช่วง แต่ก็ไม่ทราบว่าจะขอคุ้มครองพยานได้หรือไม่ เนื่องจากคดีดังกล่าวยังไม่มีการฟ้อง และยังอยู่ในชั้นการสอบสวน แต่ตนต้องการขอให้คุ้มครองเพราะไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีกหรือไม่ อีกทั้งไม่ทราบด้วยว่าการที่ถูกฟ้องร้องดังกล่าว จะเป็นการข่มขู่หรือไม่ พร้อมกับฟ้องเรียกค่าเสียหาย จำนวนเงิน 10,050,000 บาท แบ่งเป็นค่ารถ 4 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยรวมแล้ว 5 ล้านกว่าบาท รวมถึงค่าเสียชื่อเสียงอีก 5 ล้านบาท ซึ่งตนได้รับหมายศาลในช่วงวันหยุดที่ผ่านมา เป็นคดีหมายเลขดำที่ ส 359/2559 ฟ้องโดยพระมหาศาสนมุนี (ธนกิจ ศรีอุ่นเรือน) โดยนายสุรพงษ์ สิทธิกรณ์ ทนายความเป็นผู้รับมอบอำนาจ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายวิชาญ ซึ่งศาลนัดสืบพยานโจทก์นัดแรกในวันที่ 25 เม.ย.นี้ เวลา 13.30 น.
" หลังจากถูกฟ้องร้องดำเนินคดีและมีหมายศาลมาที่บ้าน ทำให้ผมและครอบครัวเกิดความเครียด ภรรยาร้องไห้ เพราะที่ผ่านมาไม่เคยถูกฟ้องร้องอะไรแบบนี้เลย อีกทั้งผมไม่รู้เกี่ยวกับระบบทนายความ แต่เชื่อว่าถ้าเราอยู่บนความจริง ความจริงก็คือความจริง วันหนึ่งเขามาพึ่งพาให้ผมช่วยซ่อมรถให้ พออีกวันมาบอกว่าผมเป็นโจรเอารถไปขายให้พระ วันหนึ่งเขาให้ผมช่วยเป็นธุระจัดการนำเงินมาผ่านยังผม เพื่อจะได้ไปจ่ายแทนให้ เพราะเขาจะได้จ่ายเงินมาด้านเดียว แต่วันหนึ่งมากล่าวหาว่าผมเป็นคนรับเงินทั้งหมดและเอารถไปให้เขา " นายวิชาญ กล่าวอย่างท้อแท้และสงสัย
นายวิชาญ กล่าวยืนยันว่า ตนไม่ใช่เจ้าของรถแม้แต่วินาทีเดียว ไม่ใช่เจ้าของเครื่องยนต์ คัสซี หรือบอดี้ที่เอาเข้ามา รวมถึงไม่ใช่เจ้าของอะไหล่ เขามาจ้างให้ทำเป็นตัวรถ และไม่ได้เป็นคนดำเนินการในเรื่องการจดประกอบ ไม่เคยรู้เรื่องการจดประกอบ ไม่รู้เรื่องทะเบียน 99 และไม่รู้ด้วยว่าใครเคยเป็นเจ้าของชื่อรถคนแรก จึงไม่ได้เป็นผู้ขายรถคันดังกล่าวให้กับหลวงพี่แป๊ะ แต่เป็นช่างที่ได้รับการว่าจ้างให้ซ่อมรถดังกล่าว โดยหลวงพี่แป๊ะเป็นผู้ว่าจ้าง
เจ้าของอู่วิชาญ กล่าวต่อว่า มีการแบ่งจ่ายค่าจ้างในจำนวน 4 ล้านบาท โดย 2.5 ล้านบาท จ่ายให้บริษัทอ๊อด 89 ซึ่งเป็นผู้จัดหาอะไหล่รถมาและเป็นผู้ดำเนินการเรื่องจดประกอบ ส่วนตนรับงานซ่อมโดยมีค่าจ้าง 1.5 ล้านบาท ซึ่งเป็นงานปรับแต่งภายใน ภายนอกรถ ไม่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนการจดประกอบ เงินค่าจ้าง 1.5 ล้านบาท ก็มีการว่าจ้างช่างในส่วนอื่นซ่อมรถและทยอยจ่ายช่างแต่ละคนไป ซึ่งเมื่อทำรถเสร็จและพ้นจากอู่ของตนไป จึงนำไปสู่ขั้นตอนการจดประกอบ ซึ่งตนไม่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม ไม่ยืนยันว่าหลวงพี่แป๊ะรู้จักกับบริษัทอ๊อด 89 หรือไม่ แต่ระหว่างการซ่อมรถคันดังกล่าวทั้งคู่ได้พบกันหลายครั้ง
" ผมไม่เข้าใจ ทำไมหลวงพี่แป๊ะ จึงไม่ฟ้องผู้ที่เป็นคนจัดหาอะไหล่ หรือทำการจดประกอบรถให้ แต่กลับมาฟ้องผมซึ่งเป็นเพียงผู้รับจ้างแค่ซ่อมรถให้ใช้งานได้ หลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว หลวงพี่แป๊ะไม่ได้ติดต่อพูดคุยกับผมเลย ทั้งที่ในช่วงที่มีการทำรถก็มีการติดต่อกันอย่างต่อเนื่องและมีการทยอยจ่ายเงินค่าจ้างเป็นงวดๆ " เจ้าของอู่วิชาญ กล่าว
