- 10 มี.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มได้ที่ www.tnews.co.th
ผบ.ตร. ยืนยันปราบผู้มีอิทธิพลทำตามนโยบาย ไม่เจาะจงกลุ่มการเมือง แต่ดำเนินการกับทุกกลุ่ม ขีดเส้นบัญชีดำตำรวจต้องรายงานครบวันศุกร์นี้ ด้าน ผบช.น.ชี้ไม่พบคนไทยเอี่ยวคดีปล้นปืน
วันนี้ (10 มี.ค.) พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) ได้กล่าวถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าการปราบปรามผู้มีอิทธิพลเป็นเรื่องการเมืองและเป็นการดำเนินการเพื่อให้การทำประชามติเป็นไปด้วยความเรียบร้อยว่า การปราบปรามผู้มีอิทธิพลเป็นไปตามนโยบายของพล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม อย่าไปคิดว่าเป็นการปราบผู้มีอิทธิพลในส่วนของฝ่ายการเมือง แต่เราทำในภาพรวมของประเทศ ไม่ได้เฉพาะเจาะจง และรายชื่อผู้มีอิทธิพล ก็มีจากทั้งข้อมูลเก่าและใหม่มีการสำรวจเพิ่มเติม
ส่วนกรณีที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ตนได้สั่งไว้ว่าให้รายงานกลับมาภายใน 7 วัน โดยจะครบกำหนดภายในวันที่ 11 มีนาคมนี้ และหลังจากนั้นหากพบว่าใครที่ไม่เกี่ยวข้องหรือเลิกไปแล้ว ก็จะมีการหารืออีกครั้งหนึ่ง ส่วนคนที่ยังมีพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องอยู่ก็จะดำเนินการตามวิธีการขององค์กรตำรวจ
ผู้สื่อข่าวถามว่า จากการสำรวจพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่พบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในรูปแบบของการมีส่วนรวมหรือสนับสนุนอย่างไร ผบ.ตร.กล่าวว่า มีทั้ง 2 แบบ ซึ่งเข้าข่าย 16 ฐานความผิด ส่วนฐานความผิดที่พบมากที่สุดนั้น เป็นฐานความผิดของยาเสพติด
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีข้อมูลอาวุธสงครามที่เป็นเครือข่ายนักการเมืองหรือไม่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวยอมรับว่า มีพอสมควรและคิดว่าความหนักใจจะไม่ได้อยู่ที่เจ้าหน้าที่ แต่อยู่ที่ตัวบุคคลมีรายชื่อ ถ้าเขาสามารถลด ละ เลิกและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ก็ยิ่งดี ส่วนตนเองไม่หนักใจอยู่แล้วเพราะมีหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย สำหรับกรณีของคนที่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องในอดีตจะเขามารายงานตัวเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจนั้น เราต้องให้โอกาสเขา บางทีข้อมูลอาจจะผิดพลาดบ้าง ส่วนเรื่องการทำงานปราบปรามผู้มีอิทธิพลระยะยาวหลังจากพ้นกรอบระยะ 6 เดือนไปแล้ว เราก็จะเดินหน้าดำเนินการอย่างเต็มที่
พล.ต.อ.จักรทิพย์ ได้กล่าวถึงกรณีมีการเผยแพร่คลิปตำรวจทางหลวงรับส่วยด้วยว่า ได้รับฟังจากข่าวและทราบว่าผู้การทางหลวงได้ดำเนินการทั้งทางวินัยและอาญาไปแล้ว อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต้องตรวจสอบหาข้อเท็จจริง ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องของการรับผลประโยชน์ เราจะตรวจสอบและให้ความเป็นธรรม เรื่องปัญหาส่วยนั้นมีมานานแล้ว และได้พยายามแก้ไขมาตลอดทั้งการควบคุมการดำเนินการของเจ้าหน้าที่
"ผมเชื่อว่าต่อไปนี้การทุจริตคอรัปชั่นหรือส่วยพวกนี้จะลดน้อยลงเพราะทุกวันนี้ทุกคนมีกล้องจากโทรศัพท์ จึงขอให้ช่วยเป็นหูเป็นตา ถ้าเจ้าหน้าที่หรือลูกน้องผมคนไหนไปเรียกรับผลประโยชน์ หรือรับส่วย กล้องที่มีอยู่อย่างที่ทำกันทุกวันนี้ก็ถูกต้องแล้ว ขอให้ช่วยกันป้องกันด้วย" ผบ.ตร.กล่าว
ส่วน พล.ต.ท.ศานิตย์ มหาถาวร รักษาการผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(รรท.ผบช.น.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าคดีปล้นปืนที่วังบูรพา ว่าจากการสอบสวนขยายผลและยังไม่มีข้อมูลว่าคนไทยเข้าไปเกี่ยวข้อง เรื่องนี้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก ขอเวลาให้พิสูจน์ในความชัดเจนก่อน
