"ศานิตย์"รับมี 4 ตร.เอี่ยวผู้มีอิทธิพล ลั่น!! หากผิดจริงฟันไม่เลี้ยงไล่ออก-วินัย-อาญา

ติดตามข่าวสารเพิ่มได้ที่ www.tnews.co.th

รรท.ผบช.น. เผยมี 4 นายตำรวจนครบาลเอี่ยวผู้มีอิทธิพลยาเสพติด และวินมอไซค์  รู้ต้นสังกัดแล้ว 3 นาย อีก 1 รายไร้สังกัดแถมไม่มีชื่อในระบบกำลังพล เตือนใครมีพฤติกรรมขอให้เลิกและให้ความร่วมมือกับตร. ย้ำชัดหากผิดเจอไล่ออกแถมคดีทั้งวินัยและอาญา

         
วันนี้ (11 มี.ค.)  ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.)  พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น. กล่าวถึงกรณีผู้มีอิทธิพลในพื้นที่นครบาล ที่มีชื่อข้าราชการ ทั้ง 4 ราย ว่า ได้รับการประสานจาก พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. มาจำนวน 4 ราย ซึ่งได้ทำการตรวจสอบแล้ว และในวันนี้จะรายงานให้ ผบ.ตร.รับทราบในที่ประชุมบริหารของ ตร.
         

ส่วนผู้มีอิทธิพลรายอื่นทั้ง 16 กลุ่มนั้น ก็จะพยายามเร่งรัดดำเนินการเกี่ยวกับผู้ที่มีพฤติกรรมคล้ายผู้มีอิทธิพล  บางคนอาจจะเคยมีพฤติกรรมดังกล่าวแต่เลิกแล้ว  หรือบางคนที่คิดจะทำอะไรก็ตาม ทางรัฐบาลได้มีนโยบายในเรื่องดังกล่าวขึ้นมา  เชื่อว่าผู้ที่คิดจะกระทำความผิดนั้น ต้องรู้สึกเกรงกลัวแน่นอน ขอยืนยันว่า บช.น.จะสนองนโยบายนี้เต็มที่ทุกมาตรการ ซึ่งหลายๆ จุดได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงไปดูแลแล้ว คาดว่าจะมีการรายงานผลการปฏิบัติเร็วๆ นี้ ส่วนรายละเอียดยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เด๋วจะเป็นการชี้โพรงให้กระรอก
         

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทั้ง 4 ราย มีพฤติกรรมอย่างไรบ้าง  พล.ต.ท.ศานิตย์ กล่าวว่า ทั้ง 4 ราย มี 2 ราย เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ส่วนอีก 2 ราย มีส่วนเกี่ยวข้องกับรถจักรยานยนต์รับจ้าง  ซึ่งบางรายไม่ปรากฎตัว  บางรายได้ตรวจสอบจากฝ่ายกำลังพล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ก็ไม่ปรากฎว่าอยู่ในสังกัดใด หรือบางรายชื่อก็ต้องตรวจสอบอีกครั้ง เมื่อถามว่า เป็นการร้องเรียนจากประชาชนหรือไม่ ถึงมีการตรวจสอบในลักษณะดังกล่าว พล.ต.ท.ศานิตย์ กล่าวว่า เป็นข้อมูลจากฝ่ายที่เกี่ยวข้องส่งมาให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ เบื้องต้นทราบว่าเป็นเจ้าหน้าที่ที่มียศทั้ง 4 ราย แต่จากการตรวจสอบพบว่า 1 ในนั้นไม่ปรากฎว่าอยู่สังกัดใดใน สตช.ซึ่งทั้ง 3 ไม่ใช่อดีตนายตำรวจ
         

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทั้ง 4 มีพฤติกรรมเป็นผู้มีอืทธพลนานหรือยัง  พล.ต.ท.ศานิตย์ กล่าวว่า บางคนที่จับกุมอย่างต่อเนื่อง หรือบ่อยครั้ง ก็คงต้องตรวจสอบเชิงลึกอีกครั้ง เพราะว่าบางทีคนที่จับเก่งอาจจะมีการเลือกปฏิบัติ  คือรู้ระบบการทำงานของตำรวจ ก็หาช่องทางในการหาผลประโยชน์ เมื่อถามอีกว่า นอกเหนือจาก 4 ราย ที่มีรายชื่อ บุคคลที่มีลักษณะในการรู้จักกัน ช่วยเหลือกัน ไม่ได้มีอิทธิพลเอง แต่เป็นบรรดาเครือญาติ มีลักษณะอย่างไร พล.ต.ท.ศานิตย์ กล่าวว่า ทุกอย่างต้องอยู่ในความถูกต้อง ถ้าทุกสิ่งทุกอย่างมีเหตุและผล ถ้าไม่เชื่อมโยง ไม่เกี่ยวข้อง แต่ทางเจ้าหน้าที่มีหลักฐานว่า บุคคลดังกล่าวมีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ถ้าไม่มีหลักฐาน ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ ถือเป็นเรื่องปกติ ขอยืนยันว่า จะยึดหลักในการทำงานที่ถูกต้องชอบธรรม ผบ.ตร.ก็บอกแล้วว่าทุกฝ่ายต้องช่วยกัน ส่วนคนที่คิดจะกระทำความผิดขอให้เลิกซะ หรือทำความผิดไปแล้วขอให้เลิกซะ หันมาร่วมมือกัน คืออย่างน้อยที่สุด มันเกิดความเดือดร้อนกับพี่น้องประชาชน
         

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ในส่วนของข้าราชการทหาร ข้าราชการฝ่ายปกครอง ส่งรายชื่อให้ตรวจสอบหรือไม่ พล.ต.ท.ศานิตย์ กล่าวว่า ยังไม่มี เบื้องต้นมีเพียง 4 รายชื่อเท่านั้น และเร่งรัดขยายผลว่ากลุ่มใดสามารถดำเนินการได้ ก็จะเร่งกวาดล้างให้สิ้น แต่จะมีกลุ่มใดบ้างนั้น ไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะที่ผ่านมาได้สั่งการให้ ผบก.1 และ ผบก.น.6 ไปตรวจสอบในพื้นที่ว่ามีการเรียกค่าคุ้มครองหรือไม่ ซึ่งได้รับรายงานว่าเรื่องดังกล่าวเป็นอดีต ที่เรียกมาปรับความเข้าใจกันแล้ว ถ้ามีพฤติกรรมดังกล่าวยืนยันว่าจับทันที
 

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า  กลุ่มที่เป็นผู้มีอิทธิพลในส่วนของวินรถจักรยานยนต์รับจ้าง  นอกจากในพื้นที่ บก.น.2  มีในพื้นที่ใดหรือไม่ พล.ต.ท.ศานิตย์ กล่าวว่า ยังไม่สามารถระบุได้  เนื่องจากยังไม่พบการกระทำความผิด ถามต่อว่า ในส่วนของนครบาล มีจุดไหนที่มองเป็นพิเศษว่ามีการสร้างอิทธิพล แบ่งเครือข่ายอย่างชัดเจนบ้าง พล.ต.ท.ศานิตย์ กล่าวว่า เท่าที่ทราบก็คือรู้ว่าทุกจุดอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายได้ แต่ก็ไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากว่าต้องดำเนินการเป็นความลับ เพราะการกวาดล้างอิทธิพลจะไปบอกล่วงหน้าก็ไม่ได้ สรุปว่าเฝ้ามองทุกจุดในนครบาลแน่นอน
         
ต่อข้อถามที่ว่า จะฝากถึงกำลังพลที่มีส่วนเกี่ยวข้อง จะมีความผิดอย่างไรบ้าง  พล.ต.ท.ศานิตย์ กล่าวว่า ฝากไปถึงผู้กระทำความผิด ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ หรือพลเรือน หรือฝ่ายอื่น ฝ่ายใดก็ตาม รัฐบาลมีนโยบายที่จะกวาดล้างผู้มีอิทธิพลทั้ง 16 กลุ่ม ดังนั้น ขอให้ข้าราชการและผู้ที่กระทำความผิด ลด ละ เลิกซะ หันมาร่วมมือกัน ทำให้บ้านเมืองสงบ เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัย และทุกคนไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ
         

" หากพบว่ามีกำลังพล หรือข้าราชการตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้อง ไล่ออกยังไม่พอ จะต้องดำเนินคดีอาญาด้วย ตัวอย่างเช่น กรณี สน.บวรมงคล ต้องดำเนินคดีทุกอย่าง ทั้งวินัย และอาญา " รรท.ผบช.น.กล่าว