- 17 เม.ย. 2559
ติดตามข่าวเพิ่มได้ที่ www.tnews.co.th
กรมคุมประพฤติชี้แจง 4 ข้อการทำงานบริการสังคมในห้องดับจิต ย้ำชัดทำตามกรอบอำนาจที่กฎหมายกำหนดและสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากล
วันนี้ (17 เม.ย.) พ.ต.อ. ดร.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมคุมประพฤติ เปิดเผยว่า ตามที่มีคำวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับมาตรการคุมประพฤติตามคำสั่งศาล ในกรณีที่จะให้ไปทำงานบริการสังคมด้วยการบำเพ็ญประโยชน์ช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล ว่าอาจเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนนั้น กรมคุมประพฤติ ขอชี้แจงดังนี้
พ.ต.อ. ดร. ณรัชต์ กล่าวว่า 1.มาตรการดังกล่าวเป็นมติที่ประชุมหลายฝ่าย เมื่อวันที่ 17 มี.ค.59 ที่กระทรวงสาธารณสุขเป็นเจ้าภาพ เชิญผู้แทนจากกระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระทรวงคมนาคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานศาลยุติธรรม เพื่อหามาตรการเพิ่มความปลอดภัยทางถนน ลดจำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งที่ประชุมได้มีมติร่วมให้ผู้ถูกคุมประพฤติไปบำเพ็ญประโยชน์ด้วยการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล หรือดูแลผู้ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนน เพื่อให้ผู้กระทำผิดได้รู้ซึ้งถึงความทุกข์ทรมาน การสูญเสียสมรรถภาพจากการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนน เป็นการกระตุ้นให้เกิดจิตสำนึกเพื่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการขับขี่ให้มีความปลอดภัยทางถนนมากขึ้น
พ.ต.อ. ดร. ณรัชต์ กล่าวต่อว่า 2.การดำเนินการนั้นสอดคล้องกับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ซึ่งมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการทำงานบริการสังคมว่า ให้ผู้กระทำผิดไปรายงานตัวต่อพนักงานที่ศาลระบุไว้ เพื่อเจ้าพนักงานจะได้ให้คำแนะนำ ช่วยเหลือ หรือตักเตือนตามที่เห็นสมควร หรือจัดให้ทำกิจกรรมบริการสังคม 3.หากมีคำสั่งให้บำเพ็ญประโยชน์ด้วยการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลนั้น หากจะมีการนำเข้าห้องผู้ป่วยฉุกเฉิน หรือห้องดับจิต จะมีการประสานงาน เห็นชอบ ให้ความร่วมมือ และกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดจากทุกฝ่าย ทั้ง แพทย์ พยาบาล บุคคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาล เจ้าพนักงานคุมประพฤติ ผู้กระทำความผิด ตัวผู้ได้รับบาดเจ็บ หรือญาติของผู้เสียชีวิต และ 4.มีวัตถุประสงค์เพื่อลดปริมาณการเกิดอุบัติเหตุทางถนนจากผู้เมาแล้วขับ และขอยืนยันจะดำเนินตามกรอบอำนาจที่กฎหมายบัญญัติไว้ โดยมีความสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากล
อธิบดีกรมคุมประพฤติ กล่าวต่ออีกว่า ผู้ที่เข้าสู่กระบวนการคุมความประพฤติ และทำงานบริการสังคมตามคำพิพากษาของศาลนี้ ล้วนเป็นผู้ที่กระทำความผิดทางอาญาและศาลมีคำพิพากษาลงโทษแล้วทั้งสิ้น โดยได้รับโอกาสในการรอการลงโทษจำคุกไว้ แต่การกระทำผิดดังกล่าวจำเป็นต้องมีบทลงโทษและเงื่อนไขการคุมประพฤติ เพื่อให้เกิดความหลาบจำและเกรงกลัวต่อกฎหมาย อันจะส่งผลให้สังคมมีความปลอดภัยและเกิดความสงบสุข
