- 22 เม.ย. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.tnews.co.th
วันนี้ (22 เม.ย. 59) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง และ นางวรรณพร เทพหัสดิน ณ อยุธยา เลขาธิการ คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ แถลงว่า รัฐบาลได้บูรณาการหน่วยงานราชการเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ เพื่อให้อันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจของประเทศไทย ซึ่งจัดโดยธนาคารโลก มีอันดับที่ดีขึ้น จากปัจจุบันซึ่งไทยอยู่ในลำดับที่ 49 จาก 189 ประเทศทั่วโลก โดยธนาคารโลกจะมีการสรุปผลการดำเนินงานของไทยในวันที่ 1 มิถุนายน 2559
ทางภาครัฐได้ปรับปรุงขั้นตอนการประกอบธุรกิจให้มีความสะดวกมากขึ้น ตั้งแต่ขั้นตอนการขอรับใบอนุญาต การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจ การยื่นภาษี การตรวจสอบผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม หรือ อีไอเอ จนถึงการปิดกิจการ โดยใช้ระบบอิเล็คทรอนิคส์เข้ามาช่วย เพื่อให้ดำเนินการได้ในจุดเดียว ทั้งการรับ-จ่าย ใบกำกับภาษี ซึ่งคาดว่าภายในสิ้นปี 2559 จะสามารถให้บริการที่เชื่อมโยงด้วยระบบอิเล็คทรอนิคส์ได้ทั้งหมดทุกขั้นตอน
ไทยไม่ได้หวังเพียงแค่คะแนน แต่ต้องการให้เกิดผลในทางปฏิบัติเพื่อให้ภาคเอกชนเป็นกำลังขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจในประเทศ สามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งจากการพูดคุยกับนักลงทุนต่างประเทศ ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุนคือความสะดวกสบายในขั้นตอนการปฏิบัติงาน และคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของผู้ที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย
ในกรณีที่ธนาคารโลกเป็นห่วงสถานการณ์เงินเฟ้อของไทยนั้น ขณะนี้ไทยยังมีเงินไหลเข้าเนื่องจากดอกเบี้ยในสหรัฐฯ ยังไม่นิ่งทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น จึงคาดว่าเงินเฟ้อปีนี้จะไม่ถึง 1% ซึ่งการติดลบของเงินเฟ้อในประเทศมีปัจจัยมาจากราคาน้ำมันที่ลดลง ขณะที่ค่าเงินบาทยังมีเสถียรภาพ ซึ่งทางธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ แบงก์ชาติ ดูแลอยู่ แต่เมื่อเทียบกับประเทศอื่นภูมิภาคไทยก็ยังไม่น่าห่วง
ส่วนที่นายกรัฐมนตรีต้องการให้ไทยอยู่อันดับที่ 28 นั้น มองว่า ไม่ว่าอันดับเท่าไหร่ก็มีความเป็นไปได้ทั้งนั้น ซึ่งต้องถามความเห็นจากภาคเอกชนด้วยว่าสิ่งที่รัฐบาลทำไปนั้นช่วยเอื้อให้กับการทำธุรกิจได้มากน้อยอย่างไร อย่างไรก็ดี ทางนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ต้องการจัดงานใหญ่เพื่อแสดงถึงความสะดวกในการประกอบธุรกิจของไทยในเดือน พ.ค. นี้ เพื่อให้ภาคเอกชนรู้ว่ารัฐบาลได้ดำเนินการอย่างไรบ้าง
ทางด้านนางวรรณพร เทพหัสดิน ณ อยุธยา เลขาธิการ คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ว่า ผู้ประกอบการสามารถจดทะเบียนโดยใช้ระบบไอทีได้ภายในสิ้นปีนี้ ส่วนการขออนุญาตก่อสร้าง ขออนุญาตไฟฟ้าและประปา จะสามารถดำเนินการในระบบอีเพย์เม้นท์ได้ภายในเดือน ก.ย. นี้ ส่วนการเสียภาษีสามารถเสียได้ที่เว็บไซต์กรมสรรพากรในจุดเดียว ซึ่งเสียได้ทั้งภาษีที่อยู่ภายใต้การดูแลของกรมศุลกร ซึ่งภายในปีนี้จะเพิ่มการเสียภาษีของกรมสรรพสามิตเข้าไปด้วย
ทั้งนี้ ยังดำเนินการเรื่องการนำเข้า-ส่งออก ที่มีปัญหาระยะเวลา ค่าใช้จ่าย จึงได้จัดทำการลดระยะเวลาการตรวจปล่อยสินค้าพร้อมทั้งมีแผนรวมจุดที่ผู้ประกอบการสามารถดำเนินการได้ในจุดเดียวผ่านระบบออนไลน์อีกด้วย
