- 20 เม.ย. 2561
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
เดินหน้า“เชือด” คนโกงปมทุจริต เงินอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรมในพื้นที่ กทม.จำนวน 3 แห่ง 4 คดี ต่อกองบังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในวันที่ 11 เม.ย.ที่ผ่านมาของมหาเถระหรือพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ ของพ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้สร้างผลงานอันลือลั่น เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน ปปป. โดย มีพระชั้นผู้ใหญ่ 5 รูปเกี่ยวข้อง ที่น่าอับอายก็ คือ มีกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.)ถึง3 รูปด้วยกัน
1.พระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดสามพระยาวรวิหาร กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) และเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร
2.พระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมฺมจารี) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร กรรมการ มส. และเจ้าคณะภาค ๔-๗
3.พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร กรรมการ มส. และเจ้าคณะภาค ๑๐
4.พระเมธีสุทธิกร (สังคม ญาณวฑฺฒโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ
5.พระวิจิตรธรรมาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ
ทั้งหมดกระทำความผิดอาญาคดีทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติ แผนกสามัญศึกษา แผนกธรรม และแผนกบาลี และงบเผยแผ่ศาสนา มีความเสียหายทั้งสิ้น 70 ล้าน
การทุจริตเงินอุดหนุนโรงเรียนพระปริยัติธรรมของพระชั้นผู้ใหญ่ ในครั้งนี้ไม่ใช่ลักษณะการทอนเงิน แต่เป็นการทำเอกสารขึ้นมาเบิกเงินสนับสนุนโรงเรียนของสงฆ์ และเอาเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์
โดยมีพระชั้นผู้ใหญ่ร่วมกับ ผอ.พศ.ทั้ง 2 ยุค คือนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ และนายพนม ศรศิลป์ ได้จัดทำเอกสารขึ้นมาว่า วัดจะขอเงินสนับสนุนโรงเรียนพระปริยัติธรรมจากสำนักพุทธ เพื่อนำไปให้วัดอื่นๆ ระบุจำนวนเงิน ระบุโรงเรียนสงฆ์ชัดเจน แต่วัดอื่นๆ ที่ว่ากลับไม่ได้รับเงินแม้แต่บาทเดียว ซึ่งแตกต่างจากการทอนเงินในล็อตแรก ดังนั้นเงินได้ถูกแบ่งไปใช้ผิดประเภท เช่น สร้างกุฏิของพระชั้นผู้ใหญ่ ส่งต่อไปให้พระธรรมทูตที่อยู่ในต่างประเทศ เข้าบัญชีส่วนตัวของพระเอง โดยมีการทุจริตรวมเป็นยอดเงินประมาณ 70 ล้านบาท
ล่าสุดพระธรรมกิตติเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชาธิวาสวิหาร เจ้าคณะภาค 16-17-18 ในฐานะประธานศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์สั้นๆกับสื่อมวลชนในฐานะคนกลางว่า เรื่องที่เกิดขึ้นอาจจะสร้างความแตกแยกให้กับลูกศิษย์ของพระทั้ง 3 รูปที่ถูกกล่าวหา กับ ประชาชนทั่วไป ส่วนตัวมองว่าปัญหาดังกล่าวสามารถแก้ไขได้และไม่บานปลายกลายเป็นปัญหาใหญ่ หรือมีม็อบชุมนุมประท้วง
พระธรรมกิตติเมธี ยอมรับว่ากฎการใช้งบประมาณที่ได้มาจากสำนักพระพุทธศาสนามีช่องโหว่ แต่ก็ขึ้นอยู่กับเจตนาของพระว่าจะนำงบประมาณไปใช้ในโครงการใด อาจจะไม่ใช่โครงการที่เขียนขอไปตั้งแต่ต้นก็ได้ แต่ต้องนำเงินมาใช้คืน ถ้าไม่คืนถือว่ามีความบกพร่อง ส่วนแนวทางแก้ไขในอนาคต วัดต่างๆอาจจะไม่ต้องรับเงินจากราชการแล้ว รับแต่เงินบริจาคจากพุทธศาสนิกชนเป็นพอ แต่แนวทางนี้อาจทำให้เกิดผลกระทบต่อวัดเล็กๆตามต่างจังหวัด ซึ่งแต่ละปีได้รับเงินอุดหนุนกับเงินบริจาคน้อย จนไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย
อย่างไรก็ตามปัญหานี้แม้เป็นเพียงความผิดเล็กๆน้อยๆไม่ใช่โทษหนักถึงขั้นประหารชีวิต เปรียบเหมือนการทำผิดกฏจราจรไม่ข้ามทางม้าลาย แต่เป็นการเตือนสติไม่ให้กระทำผิดอีก
