เปิดเอกสาร 2 พยานโผล่พลิกคดี อ้าง บอส ซิ่งรถหรูเร็วไม่เกินกม. จน อ.อ๊อด เหลืออดทนไม่ไหว

ถือเป็นประเด็นร้อนแรงสุด ๆ สำหรับเหตุกรณีการสรุปคดี นายวรยุทธ หรือ บอส อยู่วิทยา โดยการไม่สั่งฟ้อง ฐานกระทำโดยประมาทและการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 4 โดยรองอัยการสูงสุด ขณะที่ ในฝ่ายของคณะทำงานสตช. ก็มีความเห็นไม่แย้งคำสั่ง ส่งผลให้คดีเป็นที่ยุติ และ ผู้ต้องหาที่หลบหนีคดีอาญากว่า 8 ปี กลายเป็นผู้บริสุทธิ์โดยปริยาย


ถือเป็นประเด็นร้อนแรงสุด ๆ สำหรับเหตุกรณีการสรุปคดี  นายวรยุทธ  หรือ บอส  อยู่วิทยา   โดยการไม่สั่งฟ้อง   ฐานกระทำโดยประมาทและการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 4  โดยรองอัยการสูงสุด ขณะที่ ในฝ่ายของคณะทำงานสตช. ก็มีความเห็นไม่แย้งคำสั่ง ส่งผลให้คดีเป็นที่ยุติ   และ ผู้ต้องหาที่หลบหนีคดีอาญากว่า 8 ปี กลายเป็นผู้บริสุทธิ์โดยปริยาย

 

เปิดเอกสาร 2 พยานโผล่พลิกคดี อ้าง บอส ซิ่งรถหรูเร็วไม่เกินกม. จน อ.อ๊อด เหลืออดทนไม่ไหว


(คลิกอ่านข่าวประกอบ :  รองอัยการสูงสุด สั่งไม่ฟ้อง บอส อยู่วิทยา เป็นคนเดียวกัน เซ็นไม่อุทธรณ์คดี โอ๊ค พานทองแท้ ฟอกเงินกรุงไทย

ล่าสุดสนข.ทีนิวส์  ตรวจสอบพบข้อมูล และหลักฐานการพิจารณา  ประกอบการบ่งชี้ที่มา การตัดสินใจของทีมอัยการ กับ ฝ่ายสืบสวนเจ้าหน้าที่ตำรวจ  ซึ่งถูกตั้งคำถามจากสังคมอย่างหนัก ว่าอยู่บนพื้นฐานความยุติธรรม  ให้กับ ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ผบ.หมู่งาน ป.สน.ทองหล่อ  หรือไม่  อย่างไร 

 

เนื่องจากมีรายชื่อพยาน 2-3 ปากสำคัญ  ถูกอ้างอิงในเอกสารสำนวนคดี   ประกอบด้วย  พล.อ.ท.จักรกฤช ถนอมกุลบุตร และ นายจารุชาติ มดทอง  ที่ให้ความเห็นในภายหลัง   หริอ  เมื่อ วันที่ 4 ธ.ค. 2562  หลังจากเกิดเหตุเมื่อ วันที่ 3 ก.ย. 2555  หรือ  ประมาณกว่า 7 ปีผ่านไป   ว่า  นายวรยุทธ  อยู่วิทยา ขับรถยนต์ด้วยความเร็วประมาณ 50-60 กม.ต่อชั่วโมง  สอดรับกับคำให้การผู้เชี่ยวชาญ  ทำให้เชื่อได้ว่าผู้ต้องหาขับรถด้วยความเร็วไม่เกิน 80 กม.ต่อชั่วโมง  

 

นอกจากนี้ยังมีการระบุอยู่ในสำนวนคดีนำส่งอัยการ  ด้วยว่า  ครอบครัวของด.ต.วิเชียร  ได้รับการชดใช้ค่าเสียหายและค่าสินไหมทดแทน จากฝ่ายผู้ต้องหา  จนเป็นที่พอใจ และไม่ประสงค์จะดำเนินคดีท้้งทางแพ่งและทางอาญากับผู้ต้องหาอีกต่อไปแล้ว

 

จึงสั่งไม่ฟ้อง นายวรยุทธ อยู่วิทยา ฐานกระทำโดยประมาทและการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 4  

 

โดยมีชื่อของ นายเนตร  นาคสุข  อธิบดีอัยการ  สำนักงานคดีศาลสูง  รักษาการในตำแหน่งรองอัยการสูงสุด  เป็นผู้ลงนาม ในความเห็นและคำสั่ง ไม่ฟ้อง นายวรยุทธ อยู่วิทยา เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2563 ที่ผ่านมา

 

เปิดเอกสาร 2 พยานโผล่พลิกคดี อ้าง บอส ซิ่งรถหรูเร็วไม่เกินกม. จน อ.อ๊อด เหลืออดทนไม่ไหว

ขณะที่ "สนข.อิศรา" มีการขยายความปมประเด็นกรณีที่ทำให้คดีขับรถเร็วชนคนเสียชีวิต  ของนายวรยุทธ์  อยู่วิทยา กลายเป็นอีกหนึ่งในทันที  คือ

 


1. ประเด็นการตั้งข้อหาในคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา ซึ่งในสำนวนเอกสารคดีเรียกว่าเป็น ผู้ต้องหาที่ 1 ระบุว่ามีข้อหา " ขับรถโดยประมาท เป็นเหตุให้เฉี่ยวชนรถอื่นเสียหาย และมีผู้ถึงแก่ความตาย ขับรถในทางก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคล ไม่หยุดรถและให้ความช่วยเหลือตามสมควร แก่ผู้ได้รับความเสียหาย และไม่แจ้งเหตุต่อเจ้าพนักงานในทันที ขับรถในขณะเมาสุรา เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ขับรถเร็วเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด"

 

ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2555 เวลา ประมาณ 05.20 นาฬิกา ขณะที่ผู้ต้องหาที่ 1 กำลังขับขี่รถยนต์นั่งส่วนบุคคล เฟอร์รารี่ หมายเลขทะเบียน ---- กรุงเทพมหานคร ไปตามถนนสุขุมวิท ฝั่งขาออกในช่องทางเดินรถที่ 3 ติดกับเกาะกลางถนน จากบริเวณปากซอยสุขุมวิท 45 มุ่งหน้าไปทางพระโขนง เมื่อถึงบริเวณระหว่างปากซอยสุขุมวิท 47 และปากซอยสุขุมวิท 46 ได้ชนท้ายรถจักรยานยนต์ตราโลห์ เลขทะเบียน ---- ซึ่งมีผู้ต้องหาที่ 2  ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ตำรวจ สน.ทองหล่อ ที่เสียชีวิต  ถูกระบุว่าเป็นผู้เป็นผู้ขับขี่ เป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์คันที่ผู้ต้องหาที่ 2 ขับขี่ ล้มลงครูดไถลไปตามพื้นถนน หยุดอยู่ที่บริเวณปากซอยสุขุมวิท 49 ร่างของผู้ต้องหาที่ 2 พลัดตกจากรถจักรยานยนต์ขึ้นไปกระแทกกระจกรถยนต์นั่งส่วนบุคคล คันที่ผู้ต้องหาที่ 1 ขับขี่ แล้วตกลงไปที่พื้นถนน ชิดเกาะกลางถนน ถึงแก่ความตาย

 

 

ผู้ต้องหาที่ 1 ไม่ได้หยุดรถภายหลังเกิดเหตุ แต่ได้ขับขี่หลบหนีเข้าไปภายในบ้านพัก เลขที่ 9 ซอยสุขุมวิท 53 พนักงานสอบสวนได้เดินทางไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ จากการสืบสวนพบคราบน้ำมัน ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นของรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ของผู้ต้องหาที่ 1 ขับขี่ขณะเกิดเหตุ จอดอยู่ชั้นใต้ดิน และพบผู้ต้องหา นำตัวผู้ต้องหามอบต่อพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนได้แจ้งเจ้าพนักงานตำรวจ กองพิสูจน์หลักฐานเดินทางไปตรวจเก็บวัตถุพยานจากรถยนต์คันดังกล่าว และยึดรถยนตร์นั่งส่วนบุคคลคันดังกล่าวเป็นของกลาง ส่งตรวจร่องรอยความเสียหายทางวิทยาการ พร้อมกับรถจักรยานยนต์ คันที่ผู้ต้องหาที่ 2 ขับขี่ขณะเกิดเหตุ

 

นอกจากนี้ พนักงานสอบสวนได้ส่งตัวผู้ต้องหาที่ 1 ไปตรวจหาสารเสพติดและปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ในวันเดียวกัน  

 

 2. ในตอนท้ายของเอกสารคำสั่งไม่ฟ้องระบุว่า เหตุดังกล่าวเป็นเหตุสุดวิสัย ผู้ต้องหาไม่มีความผิด

 

ใจความตอนหนึ่งระบุว่า รถจักรยานยนต์ที่ผู้ต้องหาที่ 2 ขับขี่มา ได้แล่นเข้าไปในช่องทางเดินรถที่ 3 ที่ผู้ต้องหาที่ 3 ขับรถแล่นมาในระยะกระชั้นชิด จึงทำให้รถยนต์คันที่ผู้ต้องหาที่ 1 ขับขี่มา ชนท้ายรถจักรยานยนต์ คันที่ผู้ต้องหาที่ 2 ขับขี่มา เป็นเหตุให้ผู้ต้องหาที่ 2 ถึงแก่ความตาย รถทั้งสองคันได้รับความเสียหาย

 

เมื่อเหตุที่เกิดขึ้นจากการที่ผู้ต้องหาที่สอง ขับขี่รถจักรยานยนตร์เปลี่ยนช่องทางเดินรถ เข้าไปในช่องทางเดินรถที่ผู้ต้องหาที่ 1 ขับขี่มา ด้วยความเร็วไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในระยะกระชั้นชิด ทำให้ผู้ต้องหาที่ 1 ไม่สามารถหลบหลีกและหยุดรถได้ทันท่วงที เหตุที่เกิดขึ้นจึงเป็นเหตุสุดวิสัย มิใช่เกิดจากความประมาทปราศจากความระมัดระวัง ของผู้ต้องหาที่ 1 แต่เกิดจากความประมาท ปราศจากความระมัดระวัง ของผู้ต้องหาที่ 2 ที่เปลี่ยนช่องทางเดินรถในระยะกระชั้นชิด

 

การกระทำของผู้ต้องหาที่ 1 จึงไม่มีความผิด ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแต่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291

 

คดีมีพยานหลักฐานไม่พอฟ้อง ผู้ต้องหาที่ 1 ในความผิดฐานนี้ และเป็นกรณีกลับความเห็นและคำสั่งเดิมของระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด ว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ.2547 ข้อ 6 วรรคท้ายอนึ่ง ฝ่ายผู้ต้องหาที่ 2 ( ผู้ตาย ) ได้รับการชดใช้ค่าเสียหาย ค่าสินไหมทดแทนจากผู้ต้องหาที่ 1 จนเป็นที่พอใจ และไม่ประสงค์จะดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญา กับผู้ต้องหาที่ 1 อีกต่อไปจึงมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง นายวรยุทธ อยู่วิทยา ผู้ต้องหาที่ 1 ฐาน กระทำการโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2560 มาตรา 4

 

 3.ความเห็นจากพยาน-ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ต้องหาที่ 1 ขับรถไม่เกิด 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 

 

ประเด็นนี้ปรากฏในเอกสารดังกล่าว สืบเนื่องจากรองอัยการสูงสุดขณะนั้น ระบุว่าคดีมีปัญหาที่จะต้องพิจารณาเฉพาะข้อกล่าวหาของผู้ต้องหาที่ 1ว่าขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291 ว่ามีข้อเท็จจริงใหม่เพียงพอที่จะกลับความเห็นและคำสั่งเดิมหรือไม่ สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ ผู้ต้องหาที่ 1 ยื่นเรื่องร้องขอความเป็นธรรม ต่ออัยการสูงสุดหลายครั้ง รวมถึงยื่นคำร้องขอความเป็นธรรมต่อคณะกรรมมาธิการกฎหมายกระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ( สนช.) ในปี 2557 ด้วย จนอัยการสูงสุดมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมตามหนังสือร้องขอความเป็นธรรมอีกหลายครั้ง นำมาสู่การพิจารณาประเด็นข้อกล่าวหาของผู้ต้องหาที่ 1ว่าขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291 ตามที่อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ มีคำสั่งฟ้องหรือไม่

 

เอกสารส่วนนี้ มีการเปิดเผยข้อมูลจากพันตำรวจตรีรายหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ตรวจสอบความเร็วรถยนต์ ยืนยันว่า ความเร็วของรถยนต์ที่ผู้ต้องหาที่ 1 ขับ มีความเร็วเกินกว่าความเร็วของรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่จะแล่นภายในกรุงเทพมหานคร ที่กำหนดความเร็วไว้ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ผู้ต้องหาที่ 1 ขับรถแล่นด้วยความเร็วเฉลี่ย 177 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จึงเป็นการกระทำโดยประมาท ปราศจากความระมัดระวังในการขับรถ

 

ทว่า เมื่อมีการยื่นเรื่องร้องขอความเป็นธรรม ได้มีการสอบสวนพยานบุคคลผู้เชียวชาญเพิ่มเติมคำนวณความเร็วของรถยนตร์และรถจักรยานยนต์ในคดีนี้ รวมทั้งพยานที่ระบุว่าขับรถตามหลังจักรยานยนต์ของผู้ต้องหาที่ 2 ระบุสอดคล้องกันว่า รถของผู้ต้องหาที่ 1 ขับมาด้วยความเร็วไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

 

ทางด้าน รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์  หรือ   อาจารยอ๊อด อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  โพสต์แสดงความเห็น  พร้อมภาพประกอบ  ในประเด็นดังกล่าวว่า  "กล้องวงจรปิดพบเฟอร์รารี่วิ่งผ่านเสาไฟฟ้า ห่างกัน 31 ม. ใช้เวลา 0.63 วินาที จากสูตร V = S/T คำนวณได้ 49 ม/วินาที หรือ 177 กม/ชม."  และ "วิทยาศาสตร์ตรวจสอบความเร็วได้ 177 กม/ชม ผ่านมา 8 ปี พยานใหม่ 2 รายยศนายพล แจ้งว่าขับอยู่ข้างกัน 79.23 กม/ชม ต่ำ 80 ไม่เข้าประมาท?"

 

เปิดเอกสาร 2 พยานโผล่พลิกคดี อ้าง บอส ซิ่งรถหรูเร็วไม่เกินกม. จน อ.อ๊อด เหลืออดทนไม่ไหว

 

 

เปิดเอกสาร 2 พยานโผล่พลิกคดี อ้าง บอส ซิ่งรถหรูเร็วไม่เกินกม. จน อ.อ๊อด เหลืออดทนไม่ไหว

 

 

เปิดเอกสาร 2 พยานโผล่พลิกคดี อ้าง บอส ซิ่งรถหรูเร็วไม่เกินกม. จน อ.อ๊อด เหลืออดทนไม่ไหว

 

เปิดเอกสาร 2 พยานโผล่พลิกคดี อ้าง บอส ซิ่งรถหรูเร็วไม่เกินกม. จน อ.อ๊อด เหลืออดทนไม่ไหว

 

 

เปิดเอกสาร 2 พยานโผล่พลิกคดี อ้าง บอส ซิ่งรถหรูเร็วไม่เกินกม. จน อ.อ๊อด เหลืออดทนไม่ไหว

 

 

เปิดเอกสาร 2 พยานโผล่พลิกคดี อ้าง บอส ซิ่งรถหรูเร็วไม่เกินกม. จน อ.อ๊อด เหลืออดทนไม่ไหว

 

 

เปิดเอกสาร 2 พยานโผล่พลิกคดี อ้าง บอส ซิ่งรถหรูเร็วไม่เกินกม. จน อ.อ๊อด เหลืออดทนไม่ไหว

 

เปิดเอกสาร 2 พยานโผล่พลิกคดี อ้าง บอส ซิ่งรถหรูเร็วไม่เกินกม. จน อ.อ๊อด เหลืออดทนไม่ไหว