ผกก.คลองตัน ยัน เด็กผู้ก่อเหตุพูดคุยได้ปกติ ไม่ฟันเป็นเด็กพิเศษ

พ.ต.อ.วชิรากรณ์ วงศ์บุญ ผกก.สน.คลองตัน เผย จากการสอบปากคำเด็กม.2 ที่ก่อเหตุพบว่าพูดคุยได้ปกติ รู้เรื่องดี พ่อแม่ก็ไม่ได้แจ้งความผิดปกติ

วันนี้ (29 ม.ค. 67) กรณีเด็กม.2 แทงเพื่อนดับหลังเลิกแถวในโรงเรียน ต่อมานายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยความคืบหน้ากรณีเด็กนักเรียนชั้น ม.2 ก่อเหตุใช้มีดปอกผลไม้แทงคอเพื่อนร่วมชั้นจนเสียชีวิตว่า ตนเองเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่วนเรื่องของคดีความให้ทางเจ้าหน้าที่ตํารวจเป็นผู้ดําเนินการ แต่สิ่งที่สําคัญที่สุดคือการดูแลสภาพจิตใจนักเรียนและครูโดยจะให้นักจิตวิทยาเข้ามาดูแลในส่วนนี้

 

ผกก.คลองตัน ยัน เด็กผู้ก่อเหตุพูดคุยได้ปกติ ไม่ฟันเป็นเด็กพิเศษ

ผกก.คลองตัน ยัน เด็กผู้ก่อเหตุพูดคุยได้ปกติ ไม่ฟันเป็นเด็กพิเศษ

 

ด้าน พ.ต.อ.วชิรากรณ์ วงศ์บุญ ผกก.สน.คลองตัน ระบุว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตํารวจคุมตัวนักเรียนที่ก่อเหตุเพื่อทําการสอบปากคําพร้อมกับทีมสหวิชาชีพ เบื้องต้นแจ้งข้อกล่าวหา "ฆ่าผู้อื่นและพกพาอาวุธมีด" ส่วนกรณีกระแสข่าวว่าผู้ก่อเหตุเป็นเด็กพิเศษนั้น ตนเองยืนยันว่าจากการพูดคุยเบื้องต้นผู้ก่อเหตุพูดคุยรู้เรื่องและสามารถตอบคําถามได้ตามปกติเหมือนเด็กทั่วไป ซึ่งเรื่องนี้จะต้องมีการส่งตัวไปตรวจอย่างละเอียดว่าเข้าข่ายเป็นเด็กพิเศษจริงหรือไม่

ส่วนสาเหตุเบื้องต้นให้การทํานองว่ามีปัญหาทะเลาะกันแต่ไม่บอกว่าเรื่องอะไร ซึ่งจะต้องมีการสอบถามอย่างละเอียดอีกครั้ง แต่จากการสอบถามเพื่อนร่วมชั้นทุกคนยืนยันว่าทั้งคู่เล่นกันตามปกติแต่อาจจะมีการหยอกล้อกันจนเกิดความไม่พอใจและก่อเหตุขึ้น 

ผกก.คลองตัน ยัน เด็กผู้ก่อเหตุพูดคุยได้ปกติ ไม่ฟันเป็นเด็กพิเศษ

 

ขณะที่ผู้อํานวยการโรงเรียน ยืนยันว่า ทางโรงเรียนมีมาตรการความปลอดภัยโดยการสุ่มตรวจอาวุธอยู่เป็นประจํา แต่ยอมรับว่าการจะตรวจค้นเด็กทุกคนนั้นเป็นเรื่องที่ยากและละเอียดอ่อน ส่วนเรื่องของการบูลลี่ยืนยันว่าไม่มีข้อมูลว่าผู้ก่อเหตุถูกบูลลี่ โดยปกติแล้วทางโรงเรียนจะไม่ใช้ความรุนแรงกับนักเรียนจะใช้เหตุผลในการพูดคุย และจากการสอบถามครูประจําชั้นพบว่าผู้ก่อเหตุไม่มีพฤติกรรมรุนแรงเพียงแต่ชอบเล่นและอยู่คนเดียวเท่านั้น

 

ผกก.คลองตัน ยัน เด็กผู้ก่อเหตุพูดคุยได้ปกติ ไม่ฟันเป็นเด็กพิเศษ

 

อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ระบุว่า เบื้องต้นประเด็นของการบูลลี่และเด็กพิเศษนั้น ขอให้มีการตรวจสอบอย่างละเอียดเสียก่อน ทั้งนี้ กทม. โรงเรียนมัธยม 1 - 6 เพียง 9 แห่ง และโรงเรียนมัธยม 1 - 3 กว่าร้อยโรงเรียน ซึ่งจะต้องดูแลอย่างเข้มงวดเพราะนักเรียนวัยนี้เกิดความขัดแย้งได้ง่าย โดยจะเข้มงวดในการตรวจอาวุธให้มากขึ้น