รอช้าทำไม  ปีหน้า คิวทองหุ้นไทย

เป็นจริงได้มากน้อยแค่ไหน ติดตามเพจ Richman can do

ร่วมกันหาคำตอบ อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจและดัชนีหุ้นไทยปีหน้าร้อนแรง

นักวิเคราะห์จากหลายสำนัก แห่ปรับเป้าดัชนีหุ้นขานรับ สมคิด ที่ลั่นปีหน้าเศรษฐกิจไทยพุ่งทะยาน ดีทั้งปัจจัยภายนอกและภายใน ทั้งไตรมาสแรกปีหน้าโอกาสทองของนักลงทุน ดัชนีจะไปไกลกว่านี้

รอช้าทำไม  ปีหน้า คิวทองหุ้นไทย

วานนี้ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจกล่าวปาฐกถาพิเศษ โดยในปีหน้ามั่นใจว่า ตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวแบบร้อนแรงมาก เนื่องจากได้รับอานิสงส์ปีแห่งการพุ่งทะยาน(เทคออฟ)ของประเทศไทยที่มีข่าวดี ออกมาเรื่อย ๆ รวมถึงเศรษฐกิจไทยและโลกขยายตัวต่อเนื่องจึงเป็นโอกาสดีที่ภาคเอกชนมีแนวโน้มเพิ่มทุน
ภรณี ทองเย็น รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า ปีหน้าดัชนีหุ้นเป้าหมายปรับขึ้นมาที่ 1,815 จุด อิงราคาต่อกำไร (พี/อี) 16 เท่า ปรับขึ้นจากปัจจุบัน 6.8% จากเดิมคาดไว้ 1,766 จุด ถือเป็นสถิติสูงสุดใหม่ ส่วนกำไรสุทธิตลาดปีหน้าคาดไว้ที่ 1.11 ล้านล้านบาท คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น 113.57 บาท เติบโต 14.5% เพิ่มขึ้นจากเดิมที่เคยคาดไว้ 1.07 ล้านล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 110.4 บาท เติบโต 8.9% ขณะที่กำไรต่อหุ้นปีนี้ปรับลดลงเหลือ 99.05 บาท จากเดิมคาดไว้ที่ 101.3 บาท โดยกลุ่มธุรกิจที่จะเติบโตได้ดีในปีหน้า ได้แก่ กลุ่มค้าปลีก กลุ่มธนาคารพาณิชย์ กลุ่มปิโตรเคมี และกลุ่มสื่อ-บันเทิง เป็นต้น

รอช้าทำไม  ปีหน้า คิวทองหุ้นไทย

อุษณีย์ ลิ่วรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการ ผู้อำนวยการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า ผลจากการฟื้นตัวที่ชัดเจนขึ้นของเศรษฐกิจ ปีนี้คาดว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) โตที่ 3.8-3.9% ปี 2561 โต 4.2% และปี 2562 โต 4.5% ซึ่งขยายตัวสอดคล้องกับเศรษฐกิจประเทศอื่นในภูมิภาคมากขึ้น ที่ผ่านมาเศรษฐกิจขับเคลื่อนจากภาครัฐ แต่ปีนี้นอกจากลงทุนภาครัฐการลงทุนภาคเอกชนดีขึ้น โดยเริ่มเห็นสัญญาณการลงทุนภาคเอกชนกลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนมากขึ้นมาตั้งแต่กลางปีนี้
มาร์เก็ตแคป IPO พุ่ง ทำสถิติสูงสุด 4.2 แสนล้านปีหน้าดันบริษัทจดทะเบียนคุณภาพเตะสายตาต่างประเทศ
ส่วนปีนี้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) น่าจะอยู่ที่ 17.5 ล้านล้านบาทได้ เป็นการเติบโตจาก 2 ส่วน คือ การที่ราคาหุ้นปรับขึ้นและมาร์เก็ตแคปหุ้นที่เสนอขายให้ประชาชนเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) เพิ่มขึ้น โดยปีนี้มาร์เก็ตแคปหุ้นไอพีโอทำสถิติสูงสุดตั้งแต่ก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์ฯมา คือ 4.2 แสนล้านบาท จาก 42 บริษัท จากที่เคยมีมาร์เก็ตแคปหุ้นไอพีโอสูงสุดถึง 3.5 แสนล้านบาท จาก 30-40 บริษัท
 

รอช้าทำไม  ปีหน้า คิวทองหุ้นไทย

ด้านบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย มองว่า ปี 2561 ปีแห่งดอกเบี้ยและเงินเฟ้อขาขึ้น  สัปดาห์สุดท้ายของปี กองทุนจะปิดบัญชี Window Dressing ไม่แรงอย่างที่คาดหวัง :  จากสถิติ 5 ปีที่ผ่านมาดัชนีหุ้นไทย  ให้ผลตอบแทนในสัปดาห์สุดท้ายของปีไม่สวยเท่าไหร่นักนอกจากจะไม่บวกแล้วยังติดลบด้วย เฉลี่ย -0.17% โดยปรับเพิ่มขึ้นเพียง 3 จากใน 5 ปีเท่านั้นส่วน SET50 Index ยิ่งแล้วใหญ่ -0.35% 
อย่างไรก็ตามหากตลาดจะเกิด การปิดบัญชีของกองทุน(Window Dressing )ในปีนี้ คาดว่ากลุ่มหุ้น Top 20 ที่กองทุนนิยมถือทั้ง ADVANC, AOT, BANPU, BBL, BDMS, BJC, CPALL, CPN, INTUCH, KBANK ,KTB, MINT, MTLS, PTT, PTTEP, PTTGC, SAWAD ,SCB, SCC, TU จะเป็นเป้าหมายในการเก็งกำไร โดยในกลุ่มหุ้นดังกล่าวที่มีโอกาสดีที่สุดคือหุ้นที่ยังมี Upside จาก Consensus สูงสุดในขณะที่ผลตอบแทนตั้งแต่ต้น กปียังต่ำ หรือมีสถิติการปรับเพิ่มขึ้นสัปดาห์สุดท้ายของปีใน 5 ปีที่ผ่านมาเกือบทุกปีคือ ADVANC, BANPU, TU, SCC BDMS ,CPALL, INTUCH, MINT 

กลยุทธ์การลงทุน  ดัชนีจะพักตัว 1,725 – 1,740 จุดไปจนถึงสิ้นปีก่อนจะไปทดสอบ 1,760 จุดต้นปีหน้า วันนี้เลือก INTUCH ,CPALL และ TISCO เป็น Top Pick วันนี้ ส่วนระยะกลาง-ยาว ถือชุดหุ้นเด่นที่ได้แนะนำมาตลอด ทั้ง ADVANC ,AMATA, CPALL, BJC, PTTEP, MTLS, BBL, TISCO ,TICON ,STEC,  IVL, SC, SPALI, SCC และที่ KS Research ไม่ได้ออกบทวิเคราะห์ TVO, PYLON, WHA, WHAUP, MCS, CENTEL, MINT, PLANB, BDMS