- 22 มี.ค. 2561
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
(22 มีนาคม 2561) ดร.เดชรัต สุขกำเนิด หัวหน้าภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก Decharut Sukkumnoed เกี่ยวกับแง่คิดทางด้านการเมืองในประวัติศาสตร์ พร้อมทั้งอธิบายอย่างละเอียด โดยแบ่งเป็น 7 ข้อ ดังต่อไปนี้
.
.
.
.
1. การรับ "สินน้ำใจ" จากล็อบบี้ยิสต์ (กรมเมือง) มาพูดเรื่องที่ตนต้องการจะพูดอยู่แล้ว คงไม่ผิด (คิดแบบออกญาโกษาธิบดี-เหล็ก) แต่การรับสินบนแม้เพียงเล็กน้อยก็ทำให้ความบริสุทธิ์ใจในคำพูดหมดลง หรืออย่างน้อยก็นำไปสู่ความคลางแคลงใจ (คิดแบบขุนหลวงนารายณ์) เรียกว่า มีความทับซ้อนของผลประโยชน์
2. ในระบบการเมืองยุคนั้น สิ่งที่ขุนหลวงนารายณ์ต้องการคือ ความไว้วางใจจากขุนนางใกล้ชิด (เน้นตามเนื้อเรื่องในละคร ส่วนเรื่องในประวัติศาสตร์ขอวิเคราะห์วันหลัง) ยิ่งขุนเหล็ก ซึ่งเป็นขุนนางอันดับ 2 คุมการเงินของแผ่นดิน ปฏิเสธข้อเท็จจริง ขุนหลวงนารายณ์ยิ่งผิดหวัง จึงลงโทษหนัก
3. วิธีคิดแบบออกญาโกษาธิบดียังคงดำรงอยู่ในปัจจุบัน เช่น ข้าราชการไปนั่งเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจและบริษัทของรัฐ โดยรับเงินมากกว่าเงินเดือนตนเองเสียอีก แล้วมากำหนดนโยบายในฐานะรัฐบาลและคณะกรรมการต่าง ๆ หรือนักวิชาการอย่างพวกตน รับทำวิจัยและทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้เจ้าของโครงการ
4. เรื่องนโยบายเมกะโปรเจคท์สร้างป้อมปราการ ในยุคนั้น ไม่ได้มีกระบวนการถกแถลงกันก่อน แต่มีรับสั่งให้สร้างไปเลย อีกทั้งไม่ได้มีการจำลองสถานการณ์การรบที่ใช้ป้อมปราการเหล่านั้นด้วย การถกเถียงจึงยากที่จะได้ข้อยุติ
ดร.เดชรัต สุขกำเนิด หัวหน้าภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
5. (ข้อนี้สำคัญที่สุด) ในภาษาโลก เราอาจมองว่า ใครเป็นคนดีหรือคนเลว แต่ในภาษาธรรม หน่วยของการวิเคราะห์ (หรือ unit of analysis) ไม่ใช่คน แต่เป็น "การกระทำ" แต่ละการกระทำนั้นเอง การดำเนินชีวิตจึงต้องมีสติระมัดระวังตลอดเวลา อย่าไปเอาความรู้สึกว่า เราเป็นคนดีหรือเป็นคนเลวมาปะปน ไม่ว่าเราจะเป็นคนเช่นไร เราพร้อมจะทำผิดได้ตลอดเวลาถ้าประมาท และบางครั้งผลของการกระทำนั้นไม่สามารถเอาความดี / ความเลวในอดีตมาหักลบกลบหนี้หรือวิเคราะห์ส่วนเพิ่มได้แบบที่นักบัญชีหรือนักเศรษฐศาสตร์ชอบทำ
6. ความไม่พอใจของออกญาเทพราชาในกรณีนี้ (ตามเนื้อหาในละคร) ไม่ได้ตั้งอยู่บนฐานความถูก / ผิดทางจริยธรรม ในการกระทำของออกญาโกษาธิบดี แต่อยู่ที่ขุนหลวงนารายณ์ทรงเชื่อฝ่ายใดมากกว่ากัน และการตอบโต้ของพระเพทราชาก็ตั้งอยู่บนฐานคิดนี้ เช่นเดียวกับการใช้อำนาจรัฐหลาย ๆ ครั้ง ในยุคปัจจุบัน (แต่ไม่ได้หมายความว่า เราไม่ควรจัดการการโกงของออกพระฤทธิ์กำแหงอย่างที่ขุนศรีวิสารวาจากำลังพยายามทำ)
7. แม้ว่า แม่หญิงการะเกดจะงุนงงและต้องใช้เวลาเรียนรู้ในภาษาและวัฒนธรรมของยุคนั้นพอสมควร แต่พอถึงมิติการแย่งชิงอำนาจรัฐ แม่หญิงหางงไม่ แปลว่า หนทางการแย่งชิงอำนาจรัฐแทบไม่ต่างกันเลย ระหว่างอยุธยากับกรุงเทพฯ แม้ว่าจะผ่านมากว่า 300 ปีแล้วก็ตาม
.
.
ภาพและข้อมูลจาก / Decharut Sukkumnoed,
