- 11 ก.พ. 2569
"ทนายพัฒน์" พูดแล้ว คดี "ปู กนกวรรณ" จะโดนฟ้องไหม เพราะไม่มีการจดทะเบียนสมรส หลังเมีย เด๋อ ดอกสะเดา อีกคนแสดงตัว
จากกระแสข่าวความสัมพันธ์ระหว่าง “ปู กนกวรรณ” และ “เด๋อ ดอกสะเดา” ที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง ล่าสุด “ทนายพัฒน์ เมียหลวง2026” ได้โพสต์วิเคราะห์ข้อกฎหมายที่อาจเกี่ยวข้อง เพื่อให้สังคมทำความเข้าใจในประเด็นสิทธิ หน้าที่ และทรัพย์สินตามกฎหมาย โดยอ้างอิงบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) และคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง
ทนายพัฒน์ระบุว่ากรณีของ ปู กับ เด๋อ มีข้อกฎหมายที่อาจเกี่ยวข้อง เพื่อให้สังคมเปรียบเทียบกฎหมาย ดังนี้
ถ้าปูไม่รู้เรื่องที่เด๋อจดทะเบียนสมรสมาก่อนเลย เพราะถูกเด๋อหลอกและปิดบังไว้ และภริยาที่จดทะเบียนสมรสก็ไม่เคยมาแสดงตัว กรณีนี้ ปู อ้างได้ว่า ตนเองไม่รู้ว่าเด๋อมีภริยาที่จดทะเบียนสมรสอยู่ก่อนแล้ว โดยอาศัยข้อเท็จจริงว่า “ไม่รู้และไม่สามารถรู้ได้”
- เทียบ คำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 748/2568
“การที่ภริยาจะฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่น ที่มีความสัมพันธ์กับสามีของตน ในทำนองชู้สาวตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง ต้องเป็นกรณีที่หญิงดังกล่าวได้แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาว โดยหญิงดังกล่าวจะต้องทราบว่าชายนั้นมีภริยาแล้ว แต่ยังจงใจละเมิดสิทธิภริยาด้วย จึงต้องรับผิดใช้ค่าทดแทน ถ้าหญิงคนดังกล่าวไม่ทราบ ก็ไม่ต้องรับผิดใช้ค่าทดแทน”
ส่วนภริยาที่จดทะเบียนสมรสกับเด๋อนั้น รู้มาโดยตลอดว่า เด๋อ กับ ปู ใช้ชีวิตร่วมกันอย่างสามีและภริยา เพราะเรื่องของเด๋อกับปูเป็นข่าวที่ถูกเผยแพร่มานาน ดังนั้น จึงถือว่าภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของเด๋อรู้ว่าเด๋อคบหากับปู เมื่อไม่ได้มาเรียกร้องสิทธิหรือฟ้องหย่าใด ๆ เลยนั้น จึงถือว่าภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของเด๋อยินยอมให้เด๋อคบหากับปูได้
ดังนั้น ภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายจึงฟ้องปูเรียกค่าทดแทน ตามมาตรา 1523 วรรคสอง ของ ป.พ.พ. ไม่ได้ เพราะถือว่าตนเองยินยอมและยอมรับให้เด๋อคบหากับปูได้
สำหรับทรัพย์สินที่ ปู กับ เด๋อ ทำมาหาได้ร่วมกันในระหว่างคบหาเป็นครอบครัวกันนั้น ให้ใช้หลักเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม ถ้าจะต้องแบ่งกันก็ต้องแบ่งกันคนละครึ่ง
- เทียบ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4656/2567
“โจทก์และจำเลยตกลงอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาด้วยใจสมัคร แม้จะไม่มีการสู่ขอ ไม่มีสินสอด ไม่ได้จัดพิธีแต่งงานกันตามประเพณี และไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย ไม่ก่อให้เกิดสิทธิหน้าที่ในทางทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันเป็นสินสมรสเช่นอย่างสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ทั้งการอยู่ร่วมกันเช่นนี้มิใช่เป็นเหมือนหุ้นส่วนและไม่เข้าลักษณะของบทกฎหมายว่าด้วยหุ้นส่วนและบริษัท เพราะมิใช่ข้อตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกันด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรตามความใน ป.พ.พ. มาตรา 1012 แต่ทรัพย์สินที่ทำมาหามาได้ร่วมกันระหว่างที่อยู่ด้วยกันฉันสามีภริยานั้น ย่อมเป็นกรรมสิทธิ์รวมหรือเจ้าของรวมซึ่งต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 1357”
ทรัพย์สินในส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์รวมของเด๋อ ถือว่าเป็นทรัพย์สินของเด๋อ หากเด๋อยังไม่เสียชีวิต เด๋อจะให้แก่ใครก็ได้ หรือจะทำพินัยกรรมให้แก่ใครก็ได้ทั้งนั้น แต่หากเด๋อเสียชีวิตไปโดยที่ไม่ได้ทำพินัยกรรม ทรัพย์สินในส่วนนี้ก็จะตกเป็นมรดกของเด๋อ ซึ่งทายาทที่มีสิทธิในการรับมรดก ได้แก่
- ภริยาที่จดทะเบียนสมรส
- ลูกของเด๋อกับภริยาที่จดทะเบียนสมรส
- ลูกของเด๋อกับปู
ส่วน ปู ไม่ใช่ภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเพียงเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกันกับเด๋อ จึงไม่มีสิทธิได้รับมรดกของเด๋อ
ภริยาของเด๋อ ไม่สามารถฟ้องเรียกทรัพย์ในส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ร่วมของปูได้ โดยจะอ้างว่าเป็นทรัพย์สินของเด๋อก็ไม่ได้ เพราะปูกับเด๋อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกันในทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันในระหว่างคบหากัน ปู กับ เด๋อ จึงต้องแบ่งทรัพย์สินกันคนละครึ่ง
ภริยาที่จดทะเบียนสมรสกับเด๋อ จะฟ้องเรียกค่าทดแทนจาก ปู ไม่ได้ ด้วยเหตุผล 2 ประการ คือ
(1) ภริยาที่จดทะเบียนสมรสทราบมาโดยตลอดว่า ปู กับ เด๋อ คบหากันอย่างสามีภริยา จึงถือว่าเป็นการยินยอมหรืออนุญาตให้เด๋อคบหากับปูได้ ภริยาที่จดทะเบียนสมรสจึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนเพราะเหตุเป็นชู้ได้ ตามมาตรา 1523 วรรคท้าย ของ ป.พ.พ. ซึ่งบัญญัติว่า
“ถ้าคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจให้อีกฝ่ายหนึ่งกระทำการตามมาตรา 1516 (1) (ยอมให้อุปการะหรืออยู่กินกับหญิงอื่นได้) คู่สมรสไม่มีสิทธิเรียกค่าทดแทนได้”
(2) ถ้า ปู ไม่ทราบว่า เด๋อมีภริยาที่จดทะเบียนสมรสอยู่ก่อนแล้ว ปู สามารถปฏิเสธได้ โดยอ้างว่าไม่รู้ เทียบ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4656/2567
ทั้งนี้ การวินิจฉัยข้อกฎหมายย่อมขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานที่ครบถ้วน และคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดแล้วเท่านั้น ที่จะวินิจฉัยยุติว่าใครผิดใครถูกอย่างไร
ข้อมูลจาก ทนายพัฒน์ เมียหลวง2026






