เอกราช พูดถึง สรยุทธ หลังประกาศออกจาก รายการเรื่องเล่าเช้านี้

"เอกราช เก่งทุกทาง" พูดถึง "สรยุทธ สุทัศนะจินดา" หลังประกาศออกจาก รายการเรื่องเล่าเช้านี้ ทิ้งท้ายอาชีพที่จะทำต่อไปในอนาคต

ทำเอาแฟนข่าวเช้าหลายคนรู้สึกใจหายไม่น้อย หลังผู้ประกาศข่าวกีฬาคุ้นหน้าคุ้นตาอย่าง “หนุ่ย เอกราช เก่งทุกทาง” ประกาศอำลาช่อง 3 อย่างเป็นทางการ ปิดฉากเส้นทางในบ้านหลังเดิมที่ผูกพันมายาวนานกว่า 20 ปี ท่ามกลางกำลังใจจากผู้ชมจำนวนมาก ขณะที่ล่าสุดเจ้าตัวได้ออกมาเปิดใจแบบหมดเปลือก ทั้งเบื้องหลังชีวิตในรายการ “เรื่องเล่าเช้านี้” ความสัมพันธ์กับ สรยุทธ สุทัศนะจินดา ไปจนถึงแนวคิดการทำงานที่ยังคงยึดมั่นไม่เปลี่ยน

 

เอกราช พูดถึง สรยุทธ หลังประกาศออกจาก รายการเรื่องเล่าเช้านี้

เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 หนุ่ย เอกราช ได้เปิดใจผ่านช่องยูทูบ ย้อนเล่าเส้นทางการทำงานตลอดกว่า 20 ปีในครอบครัวข่าวช่อง 3 โดยเฉพาะบทบาทสำคัญในรายการ เรื่องเล่าเช้านี้ ที่เจ้าตัวอยู่เคียงข้างแฟนข่าวมายาวนาน พร้อมเผยทั้งความประทับใจ ความทรงจำสุดป่วนในรายการสด และมุมมองต่อเส้นทางใหม่หลังจากนี้

 

หนุ่ย เอกราช ระบุว่า ก่อนอื่นอยากขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งเข้ามา เพราะตนได้เห็นทั้งหมดและรู้สึกซาบซึ้งใจมาก พร้อมยอมรับว่า แม้วันนี้จะไม่ได้ทำงานกับช่อง 3 แล้ว แต่ช่อง 3 จะยังคงเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของตนเสมอ

 

เจ้าตัวเล่าย้อนว่า จุดเริ่มต้นของการเข้ามาทำงานในรายการ เรื่องเล่าเช้านี้ เกิดขึ้นในช่วงมหกรรมกีฬาโอลิมปิก ปี 2004 โดยในเวลานั้น สรยุทธ สุทัศนะจินดา เป็นผู้ชักชวนให้เข้ามาช่วยงาน ตอนแรกตั้งใจว่าจะอยู่เพียงแค่ประมาณ 1 เดือนเท่านั้น แต่เมื่อจบช่วงโอลิมปิกแล้ว กลับได้รับการชวนให้อยู่ทำงานต่อ จนสุดท้ายกลายเป็นการเดินทางยาวนานกว่า 20 ปี

 

หนุ่ยยอมรับว่า หากมองย้อนกลับไป ความสัมพันธ์ระหว่างตนกับช่อง 3 ในช่วงแรกถือเป็นความสัมพันธ์แบบ “วิน-วิน” เพราะแม้ก่อนหน้านั้นจะมีคนรู้จักจากการพากย์ฟุตบอลอยู่แล้ว แต่การได้มาทำงานใน เรื่องเล่าเช้านี้ ก็ช่วยเปิดฐานผู้ชมให้กว้างขึ้นอย่างชัดเจน จึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญที่ทำให้ตนรู้สึกขอบคุณช่อง 3 อย่างมาก

เอกราช พูดถึง สรยุทธ หลังประกาศออกจาก รายการเรื่องเล่าเช้านี้

อีกสิ่งหนึ่งที่เจ้าตัวพูดถึงด้วยความอบอุ่น คือคำว่า “ครอบครัวข่าว” ซึ่งเป็นความรู้สึกที่อยู่กับเขามาตลอด โดยเฉพาะในช่วง 4-5 ปีแรกที่เข้ามาทำงาน บรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุก ความเป็นกันเอง และความผูกพันแบบพี่น้องร่วมบ้านเดียวกัน

 

หนุ่ยยังย้อนถึงยุคทองของวงการข่าวโทรทัศน์ ว่าในเวลานั้นช่อง 3 เต็มไปด้วยนักข่าวและพิธีกรมากฝีมือหลายคน ไม่ว่าจะเป็น กาละแมร์ พัชรศรี, ไก่ มีสุข, กิตติ สิงหาปัด, สมเกียรติ อ่อนวิมล, สาธิต กรีกุล, พิศณุ นิลกลัด, กระเต็น วราภรณ์, สู่ขวัญ บูลกุล และอีกหลายคน ซึ่งบรรยากาศในยุคนั้นคึกคักมาก ถึงขั้นเวลาช่องจัดงานแต่ละครั้ง นักข่าวและพิธีกรขึ้นเวทีกันแน่นจนแทบไม่มีที่ยืน

 

นอกจากนี้ หนุ่ย เอกราช ยังเปิดเผยด้วยว่า หนึ่งในเสน่ห์สำคัญของ เรื่องเล่าเช้านี้ คือความสดจริง ด้นสดจริง และแทบไม่มีการเตี๊ยมกันล่วงหน้า โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับ สรยุทธ ที่ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไร หรือจะโยนประเด็นไหนขึ้นมา ทุกอย่างเกิดขึ้นตรงหน้าในรายการสดทั้งหมด ซึ่งเจ้าตัวมองว่านี่คือความดิบที่ทำให้รายการมีชีวิต และทำให้เกิดเหตุการณ์ชวนจำมากมายตลอดหลายปีที่ผ่านมา

 

หนึ่งในเหตุการณ์ที่หนุ่ยบอกว่า “ลืมไม่ลง” คือครั้งหนึ่งที่กำลังจะขึ้นไปอ่านข่าว แต่ดันแวะเข้าห้องน้ำก่อน แล้วเผลอลืมสคริปต์เอาไว้ในห้องน้ำ พอถึงเวลาออกอากาศสด สรยุทธก็โยนข่าวเข้ามาตามปกติ ทำให้เจ้าตัวต้องลุกเดินออกจากฉากกลางรายการสดแบบหน้าตาเฉย พร้อมพูดสั้น ๆ ว่า
“ลืมสคริปต์ อ่านข่าวอื่นไปก่อน”
ก่อนจะกลับไปหยิบสคริปต์แล้วเดินกลับมานั่งอ่านข่าวต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซึ่งเจ้าตัวยอมรับเองว่าเป็นเหตุการณ์ที่ “บ้าบอมาก” แต่เกิดขึ้นจริง

เอกราช พูดถึง สรยุทธ หลังประกาศออกจาก รายการเรื่องเล่าเช้านี้

อีกเหตุการณ์หนึ่งที่หนุ่ยเล่าแบบขำ ๆ คือช่วงที่ช่อง 3 จัดงานบอลดารา และมีเด็ก ๆ มายิงจุดโทษในช่วงพักครึ่ง โดยเจ้าตัวอาสาไปเป็นผู้รักษาประตู คิดว่าเป็นกิจกรรมเบา ๆ ไม่กี่คน แต่สุดท้ายกลับต้องรับลูกยิงต่อเนื่องเกือบ 40 คน จนนิ้วกลางบวมอยู่นานหลายสัปดาห์ และเจ้าตัวเชื่อว่าน่าจะถึงขั้นหักด้วยซ้ำ

 

เรื่องชวนจำยังไม่จบ เพราะเมื่อกลับมาจัดรายการในเช้าวันถัดมา สรยุทธ ได้ขอให้โชว์นิ้วที่บาดเจ็บ หนุ่ยจึงยกนิ้วกลางข้างขวาขึ้นมาให้ดูแบบธรรมชาติ โดยไม่ได้คิดอะไร เนื่องจากเป็นนิ้วที่บาดเจ็บจริง ๆ แต่หลังจบรายการ ช่างกล้องกลับเดินมาทักว่า
“พี่ พี่ชูนิ้วกลางให้คนดู”
ทำเอาเจ้าตัวเพิ่งนึกได้ทีหลังว่า ภาพที่ออกอากาศไปอาจทำให้ผู้ชมเข้าใจผิด แม้จะยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาใด ๆ และทุกอย่างเกิดขึ้นสด ๆ ตามธรรมชาติของรายการ

 

หนุ่ย เอกราช ยังพูดถึงอีกมุมหนึ่งที่ผู้ชมจำนวนมากอาจไม่เคยเห็น นั่นคือเบื้องหลังการทำงานที่หนักและละเอียดกว่าที่คิด โดยแม้ช่วงเวลาอ่านข่าวกีฬาบนหน้าจอจะมีเพียงไม่กี่นาที แต่กว่าจะออกมาเป็นข่าวแต่ละชิ้น ตนต้องหาข่าวเอง แปลข่าวเอง เขียนสคริปต์เอง และเตรียมข้อมูลเองแทบทั้งหมด เหลือเพียงงานตัดต่อและการจัดหาภาพที่มีทีมงานช่วยดูแล

 

สำหรับอนาคตในการทำงาน หนุ่ยย้ำชัดว่า ตนเป็นคนที่ถ้าจะทำอะไรแล้ว ต้องทำให้เต็มที่ และถ้ารู้สึกว่างานนั้นจะออกมาไม่ดีพอ ก็พร้อมเลือกที่จะไม่ทำ เพราะไม่อยากให้คนดูผิดหวัง โดยเฉพาะในงานพากย์ฟุตบอลที่เจ้าตัวให้ความสำคัญอย่างมาก ทั้งเรื่องทีมงาน คนว่าจ้าง และคู่พากย์ เพราะเชื่อว่างานที่ดีต้องมาจากคนทำงานที่เข้าใจกันจริง ๆ ไม่ใช่แค่ทำไปตามระบบ

 

เจ้าตัวยังระบุด้วยว่า ตอนนี้ตนยังเปิดรับโอกาสใหม่ ๆ และมีหลายสิ่งที่อยากทำต่อจากนี้ แต่ไม่ว่าจะเป็นงานรูปแบบใด สิ่งสำคัญที่สุดยังคงเป็นคำถามเดิมเสมอว่า
“แล้วคนดูจะได้อะไร”
เพราะสำหรับเขา หัวใจของการทำงาน ไม่ใช่แค่การได้ปรากฏตัวบนหน้าจอ แต่คือการส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับผู้ชมในทุกบทบาท

 

ช่วงท้าย หนุ่ย เอกราช ยังเผยถึงปรัชญาการทำงานที่ยึดถือมาตลอดกว่า 30 ปี ในสายอาชีพข่าวและพากย์กีฬา โดยหยิบยกคำสอนจาก พี่เปี๊ยก ศุภพร มาพึ่งพงศ์ ตำนานนักพากย์อเมริกันฟุตบอล และ เอกชัย นพจินดา หนึ่งในครูคนสำคัญ ที่เคยสอนให้พยายาม “ยกระดับคนดู”

 

ในมุมมองของเขา คำว่ายกระดับคนดู ไม่ได้หมายถึงการมองว่าผู้ชมรู้น้อย แต่คือการพยายามเติมข้อมูล มุมมอง และความเข้าใจใหม่ ๆ ให้กับคนดู เพื่อให้การเสพข่าวหรือการชมฟุตบอลแต่ละครั้ง ได้อะไรมากกว่าความบันเทิงเพียงอย่างเดียว

 

และไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทผู้ประกาศข่าว หรือผู้พากย์ฟุตบอล สิ่งที่หนุ่ย เอกราช ยืนยันว่าทำมาตลอดก็คือ การทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด เพราะเชื่อว่า ทุกคนต่างมีหน้าที่ในสังคม และสำหรับเขา หน้าที่นั้นก็คือ
“การสร้างความสุขให้กับคนดู”

ภาพจาก Instagram bright_ch3