"เอส กันตพงศ์" ทิ้งประโยคสะเทือน ปมมือที่ 3 ลั่น ลองไปคำนวณดู

ใครฟังก็ช้ำใจ "เอส กันตพงศ์" เปิดหมดเปลือก ทิ้งประโยคสะเทือน ปมรักพังเพราะมือที่ 3 หรือไม่ ? ลั่น ลองไปคำนวณดู

กลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นร้อนในโลกบันเทิงที่ถูกจับตาอย่างมาก หลังจากก่อนหน้านี้ฝั่งอดีตภรรยาของ เอส กันตพงศ์ บำรุงรักษ์ ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องราวชีวิตครอบครัวและปมความสัมพันธ์ที่ยุติลง จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ตามมาอย่างต่อเนื่อง

"เอส กันตพงศ์" ทิ้งประโยคสะเทือน ปมมือที่ 3 ลั่น ลองไปคำนวณดู

 

ล่าสุด เอส กันตพงศ์ ออกมาเปิดใจตอบโต้แบบชัดเจน โดยยืนยันว่า หลายประเด็นที่อีกฝ่ายพูดออกมา “ไม่เป็นความจริง” พร้อมย้ำว่า ที่ผ่านมาตนเลือกเงียบมาตลอด เพราะไม่อยากให้เรื่องส่วนตัวกระทบไปถึงลูก แต่เมื่อเรื่องราวบานปลาย จึงจำเป็นต้องออกมาพูดเพื่อปกป้องสิทธิ์ของตัวเองในฐานะพ่อ

 

เอสเผยว่า ตนเป็นฝ่ายที่ ถูกฟ้องหย่า ไม่ใช่คนที่เป็นฝ่ายเริ่มต้นเรื่องทั้งหมดอย่างที่หลายคนเข้าใจ พร้อมตั้งคำถามกลับว่า หากอีกฝ่ายบอกว่าการออกมาพูดเป็นการปกป้องสิทธิ์ของตัวเอง ตนก็ยังไม่เข้าใจว่าสิทธิ์ที่ว่านั้นคืออะไร และเหตุใดจึงไม่คำนึงถึงความรู้สึกของลูกให้มากกว่านี้

 

"เอส กันตพงศ์" ทิ้งประโยคสะเทือน ปมมือที่ 3 ลั่น ลองไปคำนวณดู

นอกจากนี้ เจ้าตัวยังย้ำด้วยว่า ประเด็นเรื่อง สิทธิ์ในการปกครองบุตร ที่ถูกพูดถึงนั้น ไม่ได้เป็นไปตามที่หลายคนเข้าใจ เพราะฝั่งตน ไม่เคยเป็นฝ่ายจะไปฟ้องขอสิทธิ์ปกครองลูกก่อน แต่เป็นอีกฝ่ายต่างหากที่ยื่นฟ้องขอสิทธิ์ปกครองแบบ 100% ขณะที่ตัวเขาเองยังยืนยันชัดว่า สิ่งที่ต้องการมีเพียงโอกาสได้ทำหน้าที่พ่อ และได้เจอลูกมากขึ้นเท่านั้น

 

สำหรับสาเหตุของการหย่าร้าง เอสยอมรับตรง ๆ ว่า จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเพราะอะไร พร้อมโยนคำถามกลับไปยังอีกฝ่าย โดยเฉพาะประเด็นที่มีการพาดพิงถึง “บุคคลที่ 3” ซึ่งเจ้าตัวมองว่า เรื่องนี้ควรไปถามอีกฝั่งมากกว่า

"เอส กันตพงศ์" ทิ้งประโยคสะเทือน ปมมือที่ 3 ลั่น ลองไปคำนวณดู

เอสยังกล่าวถึงประเด็นที่บางคนอาจมองว่า “บุคคลที่ 3” หมายถึงครอบครัวของเขา โดยเจ้าตัวยืนยันหนักแน่นว่า ครอบครัวของตนไม่เคยเข้าไปก้าวก่ายชีวิตคู่ แต่อย่างใด นอกจากช่วงเวลาที่ตนเข้ารับการรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ซึ่งพ่อแม่และญาติพี่น้องเป็นฝ่ายเข้ามาช่วยดูแล รวมถึงช่วยโอนเงินให้ฝั่งอดีตภรรยาอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ตนป่วย

ในทางกลับกัน เอสอ้างว่า ช่วงเวลาที่ตนพักรักษาตัวนั้น อีกฝ่ายเคยบอกว่า “ยังไม่พร้อมที่จะดูแล” จึงทำให้ครอบครัวของเขาต้องเข้ามารับบทบาทดูแลเป็นหลักในช่วงเวลาดังกล่าว

อีกหนึ่งประเด็นที่ทำให้เอสตัดสินใจ ฟ้องกลับ หลังเก็บความรู้สึกมาเกือบ 3 ปี คือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับลูกโดยตรง โดยเจ้าตัวเล่าว่า เริ่มเอะใจเมื่อได้ยินลูกเรียกตนว่า “ลุง” ขณะที่กลับไปเรียกผู้ชายอีกคนว่า “พ่อ” หรือบางครั้งใช้คำว่า “แด๊ดดี้” ซึ่งตอนแรกตนยังพยายามบอกลูกว่าอาจเรียกผิดหรือไม่

"เอส กันตพงศ์" ทิ้งประโยคสะเทือน ปมมือที่ 3 ลั่น ลองไปคำนวณดู

อย่างไรก็ตาม เอสเผยว่า ต่อมาช่วงปลายปีที่ผ่านมา เขาได้เห็นบางอย่างด้วยตาตัวเอง จนทำให้รับรู้ว่าลูกไม่ได้พูดผิด และสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมีความจริงอยู่เบื้องหลัง โดยยังระบุด้วยว่า ความจริงแล้วมีคนเห็นเรื่องนี้มาตั้งแต่ช่วงที่เขานอนรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลในปี 2565 แต่ไม่มีใครกล้าบอกเขาในเวลานั้น

เอสยังสะท้อนความเจ็บปวดอีกว่า ทุกวันนี้ตนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าลูกอาศัยอยู่ที่ไหน หรืออยู่บ้านใคร และในหนึ่งเดือน เขาได้เจอลูกเพียงประมาณ 20 ชั่วโมง เท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้รู้สึกสะเทือนใจอย่างมากในฐานะคนเป็นพ่อ

 

เมื่อถูกถามตรง ๆ ว่า ความสัมพันธ์ที่ต้องยุติลงนั้นเกิดจากเรื่องของบุคคลที่ 3 หรือไม่ เอสตอบเพียงว่า “ผมไม่ทราบ” พร้อมทิ้งท้ายให้คนลองย้อนกลับไปคำนวณช่วงเวลาเอาเอง เพราะในปี 2565 เขาใช้ชีวิตอยู่ในโรงพยาบาล และขอไม่ลงลึกในรายละเอียดมากกว่านี้

 

ท้ายที่สุด สิ่งเดียวที่ เอส กันตพงศ์ ย้ำอย่างหนักแน่นคือ เขาอยากให้เรื่องนี้จบลงด้วยความเข้าใจ และอยากยืนยันสถานะของตัวเองให้ชัดเจนว่า “ผมเป็นพ่อ ไม่ใช่ลุง” ขณะที่อีกฝ่ายก็ยังคงเป็นแม่ของลูกเหมือนเดิม โดยสิ่งที่เขาต้องการจริง ๆ มีเพียงโอกาสในการทำหน้าที่พ่อ และได้ใช้เวลากับลูกให้มากขึ้นเท่านั้น
 

"เอส กันตพงศ์" ทิ้งประโยคสะเทือน ปมมือที่ 3 ลั่น ลองไปคำนวณดู