- 08 เม.ย. 2569
อึ้งหนักไปอีก รู้แล้วคนก่อเหตุบุกขโมยทรัพย์สินในบ้าน "แน็ก ชาลี" จนมูลค่าเป็นร้อยล้าน ถึงว่า เข้ามาลักของได้แบบง่ายๆ เลย
อีกหนึ่งประเด็นสะเทือนใจที่ถูกพูดถึงอย่างหนักในโลกออนไลน์ หลัง แน็ก ชาลี ไตรรัตน์ หรือ แน็ก ชาลี ปอทเจส ออกมาเปิดใจเล่าถึงเหตุการณ์ถูกคนร้ายบุกขโมยทรัพย์สินภายในบ้าน จนสร้างความเสียหายอย่างหนัก แต่สิ่งที่ทำให้หลายคนอึ้งยิ่งกว่า มันไม่ใช่แค่เรื่องมูลค่าทรัพย์สินที่หายไป หากแต่เป็นความจริงที่ว่า คนลงมือก่อเหตุ กลับเป็นคนที่เจ้าตัวและครอบครัวเคยเมตตา ช่วยเหลือมาตลอดหลายปี
ในรายการ #PhuttaTalk แน็ก ชาลี เปิดเผยว่า ชายที่ก่อเหตุชื่อว่า “นายอ้น” ซึ่งไม่ใช่คนแปลกหน้าที่ไหน แต่เป็นคนที่เขาและคุณแม่เคยให้ทั้งข้าว ให้น้ำ รวมถึงช่วยเหลือเรื่องเงินทองมาโดยตลอด ด้วยความสงสารและเห็นใจ แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นคนที่หักหลังความไว้ใจอย่างไม่น่าเชื่อ
แน็กเล่าว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เพราะก่อนหน้านี้ นายอ้นเคย แอบเข้ามาเอาของในบ้านออกไปขายหลายครั้ง โดยใช้ รถซาเล้ง ขนของออกจากบ้านไปอย่างหน้าตาเฉย ซึ่งของที่ถูกนำออกไปนั้นก็ถูกขายต่อให้กับคนในละแวกบ้าน
สิ่งที่ยิ่งทำให้เรื่องนี้สะเทือนใจมากขึ้น คือแม้หลังจากนายอ้นจะได้รับการปล่อยตัวออกมาแล้ว เจ้าตัวยังกลับมาหาแน็กอีกครั้ง พร้อมอ้างว่าจะนำ ปืนโบราณ ที่ขโมยไปมาคืนให้ หากได้เงินบางส่วนไปก่อน
แน็กยอมรับว่า ด้วยความใจอ่อนและยังอยากได้ทรัพย์สินคืน เขาจึงยอมให้เงินไปตามที่อีกฝ่ายร้องขอ แต่จนถึงขณะนี้ ปืนโบราณที่มีทะเบียนถูกต้องและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งถือเป็นทรัพย์สินสำคัญทั้งในแง่มูลค่าทางใจและมูลค่าทางทรัพย์สิน ก็ยังไม่ได้ถูกนำกลับมาคืนแต่อย่างใด
ภายหลังจากเรื่องนี้กลายเป็นข่าวใหญ่ในสังคมออนไลน์ ก็เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาหลากหลายด้าน บางส่วนแสดงความเห็นใจต่อสิ่งที่แน็กต้องเผชิญ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็มีคนตั้งคำถามว่า เหตุใดเจ้าตัวจึงไม่เก็บรักษาทรัพย์สินมีค่าเหล่านี้ให้รัดกุมกว่านี้
อย่างไรก็ตาม แน็ก ชาลี ได้ออกมาชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าว พร้อมวอนชาวเน็ตให้มองประเด็นให้ตรงจุด โดยย้ำว่า คนที่ควรถูกตำหนิเป็นคนแรก ไม่ใช่เจ้าของบ้าน แต่คือ คนที่ตัดสินใจเป็นโจรและบุกเข้าบ้านผู้อื่น
“ถ้ามองในเรื่องจิตสำนึก มันก็จริงนะทุกคน เราเก็บของเราอย่างดี ใส่เซฟ เก็บไว้ในบ้านซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนบุคคล แต่คนดี ๆ ที่ไหน จะเข้าบ้านคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต แถมยังเอาของที่ไม่ใช่ของตัวเองกลับไปอีก” แน็กกล่าวในรายการ
อีกหนึ่งประเด็นที่ทำให้หลายฝ่ายยังคงคาใจ คือกรณีของ ปืนโบราณที่มีทะเบียนและมีลักษณะเฉพาะชัดเจน ซึ่งตามหลักแล้วควรจะสามารถสืบหาเส้นทางและติดตามกลับคืนมาได้ไม่ยากนัก แต่แม้เวลาจะผ่านไปนานกว่า 9 เดือน หลังสามารถจับตัวผู้ก่อเหตุได้แล้ว ทรัพย์สินชิ้นดังกล่าวก็ยังไม่ถูกตามคืนกลับมา
เรื่องนี้ทำให้ทั้ง พุทธอภิวรรณ และผู้เชี่ยวชาญที่ร่วมพูดคุยในรายการ ต่างตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการติดตามทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่ ขณะเดียวกันก็มีข้อมูลจากคนในละแวกบ้านว่า เคยมีคนนำปืนไปเร่ขายให้กับกลุ่มคนงานในพื้นที่ ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าทรัพย์สินของแน็กถูกขายออกไปแล้วจริง
นอกจากนี้ ยังมีคำถามจากชาวเน็ตจำนวนไม่น้อยว่า ทำไมแน็กจึงดูเหมือน “เงียบ” ไปนาน หลังเกิดเหตุการณ์ปล้นบ้านที่เจ้าตัวระบุว่าความเสียหายอาจสูงถึง 50 ล้านบาท และบางคนถึงขั้นตั้งข้อสงสัยว่า เรื่องทั้งหมดอาจไม่เป็นความจริง
ต่อประเด็นนี้ แน็ก ชาลี ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ตลอดระยะเวลากว่า 1 ปีที่ผ่านมา เขาไม่ได้เพิกเฉยหรือปล่อยเรื่องให้เงียบหาย แต่กลับเป็นเพราะ ไม่มีใครเชื่อในสิ่งที่เขาพูดตั้งแต่แรก ทั้งที่เขาได้แจ้งความและพยายามพูดถึงเรื่องนี้มาโดยตลอด
แน็กยังสะท้อนให้เห็นอีกมุมว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้หลายคนตั้งข้อสงสัย อาจเป็นเพราะไม่คิดว่าเขาจะมีทรัพย์สินสะสมจำนวนมากขนาดนั้น ทั้งที่ในความเป็นจริง เขาทำงานในวงการบันเทิงมาตั้งแต่ยังเด็ก และมีรายได้จากงานแสดง งานโฆษณา รวมถึงช่วงกระแสไลฟ์สดที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในอดีต
เรื่องราวของแน็ก ชาลี จึงไม่ได้เป็นเพียงคดีขโมยทรัพย์ธรรมดา แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงอีกด้านของการไว้ใจคนใกล้ตัว และกลายเป็นอุทาหรณ์สำคัญว่า บางครั้งคนที่สร้างบาดแผลให้เราได้มากที่สุด อาจไม่ใช่คนแปลกหน้า แต่อาจเป็นคนที่เราเคยหยิบยื่นความช่วยเหลือให้ด้วยใจจริง






