- 18 มิ.ย. 2569
"ทนายพัฒน์" เผย "ฟารีดา" ขอให้ไปเป็นพยาน หากผลตรวจ DNA ชี้ชัดเป็นลูก "ติณติณ" จริง "ฟารีดา" มี 2 ทางเลือกตามกฎหมาย
วันนี้ (18 มิ.ย. 69) ทางด้าน "ฟารีดา" มาตรวจ DNA ตามนัด โดยมีทางด้าน "ทนายพัฒน์" มาร่วมเป็นพยานด้วย ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ ทนายพัฒน์ แจ้งผ่านทางเฟซบุ๊ก ทนายพัฒน์ เมียหลวง2026 ระบุว่า "ได้รับการติดต่อจากฟารีดาขอให้ไปเป็นพยานในการตรวจ DNA"
ทางด้าน ทนายพัฒน์ ยังได้เผยเกี่ยวกับข้อกฎหมายหากผลตรวจ DNA ออกมาพบว่า เด็กในท้องเป็นลูกของ "ติณติณ" จริง ฟารีดา สามารถเรียกร้องอะไรได้บ้าง ระบุว่า...
คำถาม : ถ้าฟารีดาตรวจออกมาแล้วพบว่าเป็นบุตรของ ต. ฟารีดาเรียกร้องค่าเลี้ยงดูบุตรได้อย่างไรบ้าง?
ตอบ : หลักการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1564 บัญญัติว่า บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์
บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วแต่เฉพาะผู้ทุพพลภาพและหาเลี้ยงตนเองมิได้
ในกรณีที่ ชาย ต้องการตรวจ DNA เพื่อพิสูจน์ ว่าเป็นพ่อเป็นลูกกันในทางสายเลือดกับทารกที่อยู่ครรภ์หรือไม่นั้น ถ้าผลตรวจ DNA ออกมาว่า ชาย เป็นพ่อของเด็กในทางสายเลือดจริง ก็จะเกิดสิทธิแก่เด็กและแม่ของเด็กในการเรียกร้องเงินจากชาย และชายก็จะมีภาระและหน้าที่เกิดขึ้นตามกฎหมายที่จะต้องชดใช้เงินให้แก่เด็กและแม่ของเด็ก ดังนี้
1. ค่าบริบาลทารก คำว่า “บริบาล” หมายถึง “ดูแลรักษา, ดูแลเลี้ยงดู” ซึ่งจะเป็นคำเรียกรวมค่าใช้จ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการมีครรภ์ เริ่มตั้งแต่ตั้งครรภ์ ก็จะมีค่ารถไปฝากครรภ์ ค่าพี่เลี้ยง ค่าเสื้อผ้า ค่าอาหารเสริม เนื่องจากค่าใช้จ่ายในส่วนนี้จะมียิบย่อยจำนวนมาก ดังนั้น ถ้าจะแยกเงินที่เสียไปเกี่ยวกับการตั้งครรภ์เป็นเรื่องๆไปนั้นก็จะยุ่ง ในการฟ้องคดีเรียกเงินแบบนี้ ก็จะใช้คำว่า “เรียกให้ชำระหรือชดใช้ค่าบริบาลทารก” แล้วจึงค่อยระบุไปว่ามีค่าใช้อะไรบ้าง โดยอาจจะแบ่งเป็นหัวข้อใหญ่ หัวข้อย่อยก็ได้
ตัวอย่างเช่น
- ค่าบริบาลทารก แบ่งเป็น
- ค่าอาหารเสริมนับแต่ตั้งครรภ์จนถึงคลอด
- ค่าเดินทางไปฝากครรภ์นับแต่ตั้งครรภ์จนถึงคลอด
- ค่าเสื้อผ้าสำหรับหญิงตั้งครรภ์
- ค่าอุปกรณ์ช่วยสำหรับหญิงตั้งครรภ์
- ค่าใช้จ่ายในการคลอด
- ค่าใช้จ่ายหลังคลอด
แต่ถ้าไม่สะดวกในการแยกเป็นหัวข้อแบบนี้ ก็อาจจะใช้วิธีการเรียกไปรวมๆแบบเงินก้อนเดียว แล้วก็ระบุว่าเป็น “ค่าบริบาลทารกตั้งแต่ตั้งครรภ์จนถึงคลอด คิดเป็นเงินจำนวน 100,000 บาท ” และ “ค่าบริบาลทารกตั้งแต่คลอดจนถึงเด็กอายุ 1 ปี คิดเป็นเงินจำนวน 50,000 บาท” เรียกแบบรวมๆโดยไม่ต้องแยกเป็นหัวข้อก็ได้ เพราะบางครั้งในระหว่างตั้งครรภ์ก็ไม่ได้เก็บหลักฐานหรือใบเสร็จรับเงินในสำหรับค่าใช้จ่ายต่างๆไว้ จึงอาจจะเรียกแบบเหมาก็ได้เช่นกัน ซึ่งสุดท้ายแล้ว ศาลจะเป็นผู้กำหนดให้อยู่ดี เพราะภาระค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าบริบาลทารกที่อยู่ในครรภ์และหลังคลอดนั้น ศาลก็อาจจะไม่ได้ให้ชายรับภาระทั้งหมดก็ได้ อาจจะให้หญิงต้องมีส่วนรับรับภาระด้วยก็ได้ อาจจะ 70/30 หรือ 80/20 ก็ได้เช่น
ค่าบริบาลทารกนั้น แยกออกมาต่างหากจากค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร เพราะค่าบริบาลทารกจะหมายถึง “ทารกที่อยู่ในครรภ์” ซึ่งในขณะที่อยู่ในครรภ์นั้นทารกยังไม่มีสิทธิได้ค่าอุปการะเลี้ยงดู จะมีสิทธิได้ค่าอุปการะเลี้ยงดูต่อเมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก ดังนั้น การเรียกค่าบริบาลทารก จึงหมายถึง “ค่าใช้จ่ายต่างๆเกี่ยวกับตั้งครรภ์ในขณะที่ทารกยังอยู่ในครรภ์” ซึ่งถือว่าเป็นคนละส่วนกับค่าอุปการะเลี้ยงดูตามกฎหมาย
เทียบ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10842/2558
“โจทก์ฟ้องให้จำเลย (ชาย) รับเด็กเป็นบุตร และฟ้องเรียกเงินให้จำเลยรับผิดชอบดังนี้
1. ค่าบริบาลทารก (รวมถึงค่าคลอดด้วย)
2. ค่าอุปการะเลี้ยงดู
3. ค่าการศึกษาบุตร
ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้เด็กเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยและให้จำเลยชดใช้เงิน “ค่าใช้จ่ายในการคลอดและค่าบริบาลทารก” รวมเป็นเงิน 150,000 บาท ค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาบุตรแก่โจทก์ ให้จำเลยจ่ายในแต่ละช่วงของอายุและการศึกษาดังนี้ ค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1 ถึงอนุบาลปีที่ 3 เดือนละ 20,000 บาท ค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เดือนละ 30,000 บาท ค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เดือนละ 38,000 บาท และค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาระดับชั้นปริญญาตรีหรือบรรลุนิติภาวะเดือนละ 47,000 บาท
ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่าย “ค่าใช้จ่ายในการคลอดและค่าบริบาลทารกเป็นเงิน 200,000 บาท”
ศาลฎีกาพิพากษายืน ให้จำเลยจ่าย “ค่าใช้จ่ายในการคลอดและค่าบริบาลทารกเป็นเงิน 200,000 บาท””
ดังนั้น จะเห็นว่า แม้ว่าทารกจะอยู่ในครรภ์ก็ตาม ถ้ามีค่าใช้จ่ายต่างๆเกี่ยวกับการบริบาลทารกหรือการบริบาลแม่ของเด็กเพราะเหตุตั้งครรภ์นั้น ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้สามารถฟ้องเอาจากฝ่ายชายได้
และค่าบริบาลทารกในครรภ์นั้น ไม่เกี่ยวกับการคลอดหรือไม่คลอดของทารก แต่เกี่ยวกับตั้งครรภ์ ดังนั้น ฝ่ายหญิง จึงสามารถฟ้องเรียกเอาค่าบริบาลทารกจากฝ่ายชายได้ แม้ว่าในขณะฟ้องนั้นทารกยังไม่ได้คลอดและอยู่รอดเป็นทารกก็ตาม เพราะถือว่าค่าบริบาลค่าทารกนั้น สามารถแยกส่วนออกจากค่าอุปการะเลี้ยงดูได้
ดังนั้น เมื่อผลตรวจ DNA ออกมาแล้วว่าเด็กเป็นบุตรโดยสายเลือดของชาย ฝ่ายหญิงย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกค่าบริบาลค่าทารกในครรภ์เอากับฝ่ายชายได้เลยทันทีเมื่อผลตรวจ DNA ออกมาว่าเป็นพ่อของเด็กจริงๆ เพียงแต่จะยังเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรไม่ได้เท่านั้น เพราะต้องรอให้ทารกในครรภ์คลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกเสียก่อน
ดังนั้น ถ้าผลตรวจ DNA ออกมาว่าเป็นพ่อลูกกันโดยสายเลือด ฝ่ายหญิงมีทางเลือก 2 ทาง คือ
ทางที่ 1. ทำบันทึกข้อตกลงกับฝ่ายชายให้ฝ่ายชายรับผิดชอบเงินสำหรับค่าบริบาลทารกในครรภ์ ซึ่งในกรณีนี้ก็ตกลงกันว่าจะให้กันอย่างไร เท่าไหร่ ซึ่งเงินค่าบริบาลทารกจะสิ้นสุดเมื่อทารกในครรภ์คลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก
ทางที่ 2. ฝ่ายหญิงฟ้องฝ่ายชายได้เลย เพราะเมื่อตั้งครรภ์แล้ว ก็จะมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการบริบาลทารกเกิดขึ้นโดยสภาพอยู่แล้ว การฟ้องแบบนี้ก็จะเรียกเป็นตัวเงินแบบก้อนเดียว หรือชำระเป็นรายเดือนไปจนกว่าจะคลอดก็ได้
สำหรับ ค่าตรวจ DNA นั้น แบ่งเป็น 2 กรณี คือ
กรณีที่ 1. ตกลงตรวจ DNA กันเองนอกศาล แบบนี้ต้องตกลงกันว่าใครจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ก็ให้เป็นไปตามที่ตกลงกัน หรือบุคคลภายนอกจะเข้ามารับภาระค่าตรวจให้ก็ได้เช่นกัน
กรณีที่ 2. ศาลมีคำสั่งให้ตรวจ DNA กรณีนี้จะให้ฝ่ายที่เป็นฝ่ายแพ้คดีในประเด็นตรวจ DNA นั้น เป็นผู้รับผิดชอบ เช่น หญิง ฟ้อง ชาย ถ้าสุดท้ายผลตรวจ DNA ออกมาว่าชายเป็นพ่อเด็ก ก็จะถือว่าชายเป็นฝ่ายแพ้คดีในประเด็นนี้ ค่าตรวจ DNA ก็จะให้เป็นความรับผิดชอบของฝ่ายชายโดยถือว่าเป็นค่าฤชาธรรมเนียมที่ชายต้องรับผิดชอบ
เทียบ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10842/2558
“ค่าใช้จ่ายในการตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรมถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าฤชาธรรมเนียม ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 128/1 วรรคท้าย โดยหากศาลไม่มีดุลพินิจเป็นประการอื่นก็ต้องสั่งให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีเป็นผู้รับผิดในชั้นที่สุด ตามมาตรา 161 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 167 วรรคหนึ่ง”
ดังนั้น การตรวจ DNA เพื่อพิสูจน์ความเป็นพ่อเป็นลูกกันนั้น ถ้าตรวจออกมาแล้วพบว่าเป็นพ่อเป็นลูกกันโดยทางสายเลือด ฝ่ายหญิง มีอำนาจฟ้องฝ่ายชายให้รับผิดชอบชดใช้เงินเป็นค่าบริบาลทารกได้ทันที ไม่จำเป็นต้องรอให้ทารกในครรภ์คลอดออกมาก่อน เพราะถือว่าเป็นเงินค่าใช้จ่ายคนละส่วนกับค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ ซึ่งค่าอุปการะเลี้ยง ต้องรอให้บุตรคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกก่อน จึงจะฟ้องได้
เทียบ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1053/2480
“ถ้าหญิงจะฟ้องชาย ให้รับเด็กเป็นบุตร และเรียกค่าเลี้ยงดู จะต้องรอให้เด็กนั้นคลอดจากครรภ์มารดาแล้วและมีชีวิตรอดอยู่จนมีสภาพเป็นบุคคลตามกฎหมายเสียก่อนจึงจะฟ้องได้ ถ้าทารกยังไม่คลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกจนมีสภาพบุคคลก็ยังฟ้องให้รับเด็กเป็นบุตรและฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรไม่ได้”
ทั้งนี้ การวินิจฉัยที่ถูกต้องจะต้องรับฟังพยานหลักฐานที่ครบถ้วนตลอดทั้งข้อเท็จจริงที่ครบถ้วนเช่นกัน และคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุดเท่านั้นที่จะมีวินิจฉัยว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายที่ผิดหรือถูกครับ
