- 06 ธ.ค. 2559
อองซานซูจี ผู้นำโดยพฤตินัยของเมียนมากล่าวหาประชาคมระหว่างประเทศว่า โหมกระพือความรู้สึกขุ่นเคืองโกรธแค้นระหว่างชาวพุทธ และชาวมุสลิมในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ
สำนักข่าวรอยเตอร์ ได้รายงานว่า อองซานซูจี ผู้นำโดยพฤตินัยของเมียนมากล่าวหาประชาคมระหว่างประเทศว่า โหมกระพือความรู้สึกขุ่นเคืองโกรธแค้นระหว่างชาวพุทธ และชาวมุสลิมในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ ที่การปราบปรามของทหารได้ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 86 คน และอีกนับหมื่นชีวิตหลบหนีไปบังกลาเทศ
ซูจี ได้เรียกร้องขอความเข้าใจต่อความซับซ้อนทางชาติพันธุ์ของเมียนมา และกล่าวว่า โลกไม่ควรลืมว่าการปฏิบัติการทางทหารที่เกิดขึ้นนั้นเป็นไปเพื่อตอบโต้เหตุโจมตีกองกำลังรักษาความมั่นคงที่รัฐบาลได้กล่าวโทษว่าเป็นฝีมือของกลุ่มก่อความไม่สงบชาวมุสลิม
“เราจะรู้สึกยินดีอย่างมากหากประชาคมระหว่างประเทศจะช่วยเหลือเราในการรักษาไว้ซึ่งความสงบสุข และเสถียรภาพ และสร้างความก้าวหน้าในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นระหว่างสองชุมชน แทนการโหมกระพือความรู้สึกไม่พอใจให้ลุกลามบานปลาย มันไม่ได้ช่วยอะไรหากทุกคนมุ่งความสนใจไปแต่ด้านลบของสถานการณ์ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วมีการโจมตีด่านชายแดนตำรวจ”
ความรุนแรงในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมียนมาเป็นความท้าทายใหญ่หลวงต่อรัฐบาลของซูจี และนำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากต่างชาติถึงความพยายามในการแก้ปัญหาชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมโรฮิงญาของซูจี
ทหารได้ระดมกำลังลงพื้นที่ทางเหนือของรัฐยะไข่ ใกล้กับชายแดนบังกลาเทศ หลังเกิดเหตุโจมตีด่านชายแดนเมื่อวันที่ 9 ต.ค. ที่ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิต 9 นาย
รัฐบาล และทหารเมียนมาได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาของชาวบ้าน และกลุ่มสิทธิมนุษยชนที่ว่า ทหารได้ข่มขืนหญิงชาวโรฮิงญา เผาบ้านเรือน และฆ่าพลเรือนระหว่างปฏิบัติการ
ความเห็นของซูจีครั้งนี้มีขึ้นขณะที่คณะกรรมการที่นำโดย นายโคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ เดินทางลงพื้นที่รัฐยะไข่ ที่ชาวพุทธยะไข่ และชาวมุสลิมโรฮิงญาอาศัยอยู่อย่างแตกแยกนับตั้งแต่เกิดการปะทะรุนแรงในปี 2555 ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100 คน
ขณะที่อีกด้านหนึ่ง สื่อของเมียนมาเองได้รายงานเรื่องของ คดีข่มขืนเด็กในพม่าเพิ่มจำนวนขึ้นถึงร้อยละ 40 ในปีนี้ ตามการรายงานของสื่อทางการ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่โตขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศที่ยังคงดิ้นรนต่อสู้กับอดีตอันดำมืดของการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ความยากจนและความอ่อนแอของกฎหมายเป็นผลให้เด็กในเมียนมา มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกละเมิดสิทธิ ซึ่งเด็กจำนวนมากถูกขายเป็นแรงงานหรือถูกเกณฑ์ให้ต่อสู้ตามพื้นที่ชายแดนของประเทศ
นักเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิกล่าวว่ายังมีเด็กอีกจำนวนมากที่ตกอยู่ในความเสี่ยงของการถูกใช้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นการเป็นผู้ช่วยแม่บ้านให้กับครอบครัวร่ำรวย หรือภายในชุมชนของตัวเอง
จนถึงสิ้นเดือนต.ค. มีรายงานการข่มเหงทำร้ายเด็กถึง 380 คดี ในทั่วประเทศ ซึ่งมากกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปี 2558 และครึ่งหนึ่งของของคดีความเป็นเหตุข่มขืม แต่ผู้เชี่ยวชาญวิตกว่าตัวเลขดังกล่าวอาจเป็นเพียงแค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง ด้วยวัฒนธรรมความเงียบและการกล่าวโทษเหยื่อเป็นผลให้การละเมิดไม่ค่อยมีรายงานหลักฐาน
การล่วงละเมิดทางร่างกายและอารมณ์เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งผู้แทนยูนิเซฟประจำเมียนมากล่าวว่า ความรุนแรงทางเพศเป็นรูปแบบที่แพร่หลายมากที่สุดเป็นอันดับสองของการละเมิดสิทธิเด็กในประเทศ
การเสริมความคุ้มครองให้กับเด็กเป็นประเด็นสำคัญสำหรับรัฐบาลใหม่ของเมียนมา ที่พยายามจะปฏิรูปประเทศหลังอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลเผด็จการทหารนานครึ่งศตวรรษ และมีความคาดหวังว่า กฎหมายคุ้มครองเด็กที่มีบทลงโทษรุนแรงขึ้นจะผ่านมติในปีนี้
แต่การลงโทษจำคุกระยะยาวอาจไม่เพียงพอ โดยเฉพาะสำหรับคดีข่มขืนเด็ก
เรียบเรียงโดย สถาพร สำนักข่าวทีนิวส์
