- 07 ธ.ค. 2559
สำนักข่าวรอยเตอร์ได้รายงานข่าว หลังจากที่นายโคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ ( ยูเอ็น ) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการที่ปรึกษารัฐยะไข่ เสร็จสิ้นภารกิจการลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบสถานการณ์ในรัฐยะไข่
สำนักข่าวรอยเตอร์ได้รายงานข่าว หลังจากที่นายโคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ ( ยูเอ็น ) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการที่ปรึกษารัฐยะไข่ เสร็จสิ้นภารกิจการลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบสถานการณ์ในรัฐยะไข่ ตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่ามี เกิดความรุนแรงจริงในพื้นที่ นับตั้งแต่เกิดเหตุกลุ่มคนร้ายสังหารโหดตำรวจเสียชีวิต 9 นาย เมื่อช่วงกลางเดือนต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้กองทัพเมียนมาตอบโต้ด้วยการส่งกำลังทหารจำนวนมากปิดล้อมรัฐยะไข่ เพื่อ ปราบปรามกลุ่มก่อการร้าย จนมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 86 คน และชาวโรฮีนจามากกว่า 20,000 คนพยายามอพยพออกจากรัฐยะไข่ไปยังบังกลาเทศ แต่ถูกผลักดันกลับมา
โดยนายโคฟี อันนัน ประเมินว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่การเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงกับประชาชนในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มชาวพุทธหรือชาวโรฮิงญาที่เป็นชาวมุสลิม และไม่ใช่เป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แต่เรียกร้องให้รัฐบาลพลเรือนและกองทัพให้ความคุ้มครองขั้นสูงสุดแก่พลเรือนทุกเชื้อชาติอย่างเท่าเทียม และเป็นไปตามครรลองของกฎหมาย เช่นเดียวกับการเพิ่มความโปร่งใสด้วยการให้องค์กรกลางและผู้สื่อข่าวต่างชาติเข้าไปสังเกตการณ์
ด้านนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค และรัฐบาลมาเลเซีย เดินหน้าโจมตีนางออง ซาน ซูจี มนตรีแห่งรัฐและรมว.กระทรวงการต่างประเทศของเมียนมาอย่างหนัก เกี่ยวกับสถานการณ์ในรัฐยะไข่ที่กองทัพเมียนมากำลังกระทำกับชาวโรฮิงญา และเสนอให้มีการทบทวนสถานภาพสมาชิกของเมียนมาในสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ( อาเซียน )
ด้านกระทรวงการต่างประเทศของเมียนมาตอบโต้ด้วยการเตือนว่า มาเลเซียไม่ควรก้าวก่ายการบริหารภายในประเทศของประเทศเพื่อนบ้าน นักวิเคราะห์ ก็มองกันว่านายนาจิบ ราซัค นั้นเพียงต้องการเบี่ยงเบนความสนใจของชาวมาเลเซียจากเรื่องอื้อฉาวที่ตัวเองมีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการทุจริตในกองทุนพัฒนาประเทศ วันเอ็มดีบี และความขัดแย้งอย่างหนักกับดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย นั่นเอง
เรียบเรียงโดย สถาพร สำนักข่าวทีนิวส์
