โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ  นักวิเคราะห์คาด มีโอกาสโดนถอดถอนพ้นตำแหน่ง

คณะผู้เลือกตั้งทั้ง 538 คนใน 50 รัฐและ 1 เขตการปกครองพิเศษคือกรุงวอชิงตัน ทำการลงมติภายในรัฐของตัวเองพร้อมกัน เมื่อวันจันทร์ เพื่อเลือกประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 45 อย่างเป็นทางการ

สำนักข่าวรอยเตอร์ ได้รายงานข่าว ว่า คณะผู้เลือกตั้งทั้ง 538 คนใน 50 รัฐและ 1 เขตการปกครองพิเศษคือกรุงวอชิงตัน ทำการลงมติภายในรัฐของตัวเองพร้อมกัน เมื่อวันจันทร์ เพื่อเลือกประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 45 อย่างเป็นทางการ โดยการหยั่งเสียงเกิดขึ้น 6 สัปดาห์ หลังนายโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนผู้สมัครของพรรครีพับลิกัน ชนะนางฮิลลารี คลินตัน ตัวแทนผู้สมัครของพรรคเดโมแครต ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา และรวบรวมจำนวนคณะผู้เลือกตั้งได้อย่างไม่เป็นทางการ 306 เสียง ส่วนคลินตันได้ไป 232 เสียง

 


 

ผลการหยั่งเสียงของคณะผู้เลือกตั้งเป็นไปตามความคาดหมาย โดยการลงคะแนนเสียงของคณะผู้เลือกตั้งในรัฐเทกซัสส่งให้ทรัมป์มีคะแนนเสียงคณะผู้เลือกตั้งเกินเกณฑ์ขั้นต่ำคือ 270 เสียง แม้มีการประท้วงอย่างหนักของประชาชนในหลายรัฐก่อนถึงกำหนดการหยั่งเสียง เพื่อเรียกร้องให้คณะผู้เลือกตั้งเปลี่ยนใจ เนื่องจากรัฐธรรมนูญของสหรัฐไม่ได้กำหนดตายตัว ว่าคณะผู้เลือกตั้งต้องออกเสียงตามผลคะแนนดิบที่มาจากการอออกเสียงของประชาชนในรัฐของตัวเอง


 


     กระบวนการหยั่งเสียงโดยคณะผู้เลือกตั้งของสหรัฐเป็นไปตามขั้นตอนที่ปรากฏอยู่ในมาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญว่าด้วยระบบการเลือกตั้งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีแบบทางอ้อม ซึ่งใช้มาตั้งแต่ปี 2332  โดยหลังเสร็จสิ้นการลงมติ คณะผู้เลือกตั้งแต่ละรัฐจะส่งผลไปยังประธานวุฒิสภา คือรองประธานาธิบดีโจ ไบเดน ซึ่งจะประกาศผลอย่างเป็นทางการอีกครั้งในวันที่ 6 มกราคม 2560  ก่อนนายโดนัลด์ ทรัมป์ และ นายไมค์ เพนซ์ ว่าที่รองประธานาธิบดี จะสาบานตนเข้ารับตำแหน่งและเริ่มงานอย่างเป็นทางการเป็นเวลา 4 ปี ต่อจากประธานาธิบดีบารัค โอบามา ตั้งแต่ช่วงเที่ยงของวันที่ 20 มกราคม 2560

 

โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ  นักวิเคราะห์คาด มีโอกาสโดนถอดถอนพ้นตำแหน่ง

 

ก่อนผ่านกระบวนการหยั่งเสียงทาง เดลีสตาร์ ได้รายงานข่าว การเข้าสู่ทำเนียบขาวของโดนัลด์ ทรัมป์ อาจต้องพบกับอุปสรรค หลังปรากฏความพยายามขัดขวางว่าที่ประธานาธิบดีรายนี้จากการเข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม ด้วยเบื้องต้นพบคณะผู้เลือกตั้งอย่างน้อย 6 คน ส่อขัดขืนเจตจำนงของผู้มีสิทธิ์ออกเสียง หันไปสนับสนุนนางฮิลลารี คลินตัน

 

ในขณะที่ทุกคนทราบดีว่าโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับชัยชนะในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายนที่ผ่านมา แต่ดูเหมือนจะมีคนจำนวนมากที่ยังไม่ทราบว่าขั้นตอนอย่างเป็นทางการอาจขัดขวางเขาจากเส้นทางสู่ทำเนียบขาว
       

 

จากระบบเลือกตั้งสหรัฐฯ แต่ละรัฐจะมีคณะผู้แทนหรือที่เรียกว่า "คณะผู้เลือกตั้ง" หรือ “electors” เป็นผู้เลือกประธานาธิบดี และคณะผู้เลือกตั้งนี้ จะเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย ในการลงคะแนนที่จะมีขึ้นในวันที่ 19 ธันวาคม ไม่ใช่ประชาชนแต่อย่างใด
       
       โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ชัยชนะในศึกเลือกตั้ง หลังได้คะแนนคณะผู้เลือกตั้งตามรัฐต่างๆเพียงพอที่จะเข้ามาเลือกเขาเป็นผู้นำคนถัดไป
       
       ปกติแล้วคณะผู้เลือกตั้งจะโหวตตามผลคะแนนที่ออกมาในแต่ละรัฐระหว่างการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตามเวลานี้มีคณะผู้เลือกตั้งอย่างน้อย 6 คนที่ประกาศละเลยเสียงของประชาชนผู้ลงคะแนน และจะหันไปเลือกนางฮิลลารี คลินตัน แทน
       
   
   

นายโดนัลด์ ทรัมป์ จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากคณะผู้เลือกตั้ง 270 เสียง เพื่อก้ามผ่านอุปสรรคดังกล่าวในเดือนหน้า ขณะที่ประชาชนมอบบัญชาคณะผู้เลือกตั้งแก่เขา 290 คน ส่วน นางฮิลลารี คลินตัน ได้คะแนนคณะผู้เลือกตั้งเพียง 232 คน

 

       
       แม้คณะผู้เลือกตั้งขบถแค่ 6 คนจะไม่กัดเซาะเสียงข้างมากของทรัมป์ ทว่าพวกเขากำลังพยายามโน้มน้าวคนอื่นๆให้เปลี่ยนข้างตาม และต้องการอีกแค่ 15 เสียงเท่านั้นก็จะทำให้ผลการเลือกตั้งเข้าสู่ความสงสัย
       
       หากทรัมป์ เหลือคณะผู้เลือกตั้งต่ำกว่า 270 คน สภาผู้แทนราษฏรสหรัฐฯจะเป็นผู้เลือกประธานาธิบดีคนใหม่
       
       ในขณะที่พรรครีพับลิกันของทรัมป์ ครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้นมันยังคงเป็นเรื่องดีต่อเขา ทว่าอีกด้านหนึ่งอดีตดาราเรียลิตีโชว์รายนี้ก็เคยสร้างความขุ่นเคืองแก่คนในพรรคจำนวนมากระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง
       
       ความเคลื่อนไหวนี้แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งสหรัฐฯ หนสุดท้ายที่คณะผู้เลือกตั้งเกิดแปรพักต์ ต้องย้อนกลับไปในปี 1808 โดยคราวนั้นมีอยู่ด้วยกัน 6 คน

 

โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ  นักวิเคราะห์คาด มีโอกาสโดนถอดถอนพ้นตำแหน่ง

ก่อนหน้านี้ อินดิเพนเดนท์ ได้รายงานข่าว ว่า นีลล์ เฟอร์กูสัน แห่งสถาบันฮูเวอร์ของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เคยคาดหมายเมื่อเดือนมิถุนายน ว่าทรัมป์ มีโอกาสดีที่จะชนะศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ มากกว่าที่เหล่านักสังเกตการณ์ทั้งหลายบ่งชี้
       
       อย่างไรก็ตามในคำทำนายล่าสุด เฟอร์กูสัน บอกว่าภูมิหลังนักธุรกิจของว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สนับสนุนให้เขาก้าวเข้าสู่ทำเนียบขาว ท้ายที่สุดแล้วจะกลายมาเป็นบ่อนทำลายตัวเขาเสียเอง
       

 

 บทความที่เขียนลงในซันเดย์ไทม์ส เฟอร์กูัน ระบุว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ชูนโยบายหาเสียงในฐานะคนนอกแวดวงการเมืองและเน้นย้ำไหวพริบทางธุรกิจของเขาในการเรียกคะแนนจากผู้มีสิทธิ์ออกเสียง แต่เวลานี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ส่งสัญญาณต่างๆของการเอาผลประโยชน์ทางธุรกิจมาผสมปนเปกับหน้าที่ทางราชการ แม้เคยอ้างว่าเป้าหมายแรกคือบริหารประเทศและจะไม่สนใจในธุรกิจของตนเองก็ตาม
       


       โดนัลด์ ทรัมป์ มีกิจการการค้ามากมายอยู่ทั่วโลก ด้วยหลายประเทศเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ของอเมริกา ขณะที่เขาและครอบครัว ซึ่งมีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิดกับทีมเปลี่ยนผ่านและบริหารอาณาจักรทรัมป์ ได้พบปะกับเหล่าพันธมิตรทางธุรกิจระหว่างประเทศทันทีหลังได้รับชัยชนะในศึกเลือกตั้ง
       

 

 

 

 

 


       ธุรกิจบางอย่างก่อความกังวลเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตุรกี ประเทศซึ่งมีความสำคัญใหญ่หลวงในภูมิภาค ขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ปกป้องความเคลื่อนไหวของประธานาธิบดี เรเซป เทอยิบ เออร์โดกัน ที่ปราบปรามฝ่ายต่อต้านอย่างโหดเหี้ยม หลังมีความพยายามก่อรัฐประหารแต่ล้มเหลว
 

เฟอร์กูสัน บอกว่า ว่าที่ประธานาธิบดีไม่มีพันธะทางกฎหมายในการส่งมอบธุรกิจให้ผู้อื่นดูแล ทำให้เสียงเรียกร้องให้เขาทำแบบนั้นก็ดูจะไร้ความหมาย
       
       อย่างไรก็ตาม เฟอร์กูสัน ตั้งข้อสังเกตว่าโดยทั่วไปพวกนักธุรกิจมักเป็นนักการเมืองที่เลว เนื่องจากการจัดเก็บภาษีมันเป็นอะไรที่ง่ายดายกว่าการทำเงินจากธุรกิจ
       
       "มันคือช่วงเวลากลืนไม่เข้าคายไม่ออก คณะผู้ปกครองแยกตัวออกจากชีวิตของประชาชนทั่วไป ท้ายที่สุดพวกเขาก็จะถูกกำจัด" เขากล่าว "ในอเมริกา เรียกกันว่าการถอดถอน เดโมแครตเหลือเวลาแค่ 2 ปีในการหาทางทวงคืนเสียงข้างมากในรัฐสภา ตามคำทำนาย หากพวกเขาทำสำเร็จ วันเวลาของการเป็นประธานาธิบดีของทรัมป์ ก็จะลดน้อยถอยลง"

 

โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ  นักวิเคราะห์คาด มีโอกาสโดนถอดถอนพ้นตำแหน่ง

 

 

 

เรียบเรียงโดย สถาพร สำนักข่าวทีนิวส์