- 25 ธ.ค. 2559
นายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวนอกรอบของการให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการข่าวของทางสถานี ว่าไม่หวาดกลัวกับการแข่งขันด้านการผลิตและสะสมอาวุธ
สำนักข่าวรอยเตอร์ ได้รายงานข่าว นายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวนอกรอบของการให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการข่าวของทางสถานี ว่าไม่หวาดกลัวกับการแข่งขันด้านการผลิตและสะสมอาวุธ พร้อมทั้งแสดงความเชื่อมั่นว่าสหรัฐฯ จะอยู่ในสถานะได้เปรียบทุกประเทศหากจะมีการแข่งขันทางด้านอาวุธกับทางด้านสหรัฐฯ
จากการพูดดังกล่าวนั้นเพิ่มความวิตกกลังวลให้แก่หลายฝ่ายเกี่ยวกับทิศทางด้านนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ในอนาคตโดยเฉพาะกับรัสเซีย เนื่องจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งจะทวีตข้อความผ่านทวิตเตอร์ @realDonaldTrump เรียกร้องให้สหรัฐขยายขอบเขตของแสนยานุภาพด้านอาวุธนิวเคลียร์ หลังจากที่ทางด้านผู้นำรัสเซีย อย่างประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน นั้นได้ ออกคำสั่งกระทรวงกลาโหมรัสเซีย เพิ่มประสิทธิภาพระบบอาวุธนิวเคลียร์ของกองทัพรัสเซีย ให้สามารถทำลายระบบต่อต้านทางอากาศของศัตรูทุกประเภท และในการประชุมกระทรวงกลาโหมรัสเซีย MOD ครั้งนี้ ผู้นำรัสเซียได้ชื่นชมความสำเร็จของกองทัพในซีเรีย
“เราจำเป็นต้องเพิ่มสมรรถนะของระบบอาวุธนิวเคลียร์ทางทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระบบขีปนาวุธที่ต้องมีความสามารถทำลายระบบต่อต้านขีปนาวุธที่มีอยู่ในปัจจุบันได้ทั้งหมดรัสเซียต้องเฝ้าจับตาความเปลี่ยนแปลงอำนาจอย่างใกล้ชิดในสถานการณ์เวทีการเมืองทางทหารของโลก โดยเฉพาะตลอดแนวยาวพรมแดนรัสเซีย และดำเนินแผนการทำให้ภัยคุกคามต่อประเทศของเราสงบในทันที”
ทางด้านว่าที่โฆษกรัฐบาลสหรัฐฯ นายฌอน สไปเซอร์ ให้สัมภาษณ์กับสื่อใหญ่หลายแห่งของสหรัฐฯ ชี้แจงและขยายความคำกล่าวของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าหมายถึงการที่รัฐบาลสหรัฐฯ ในอนาคตจะไม่เพิกเฉยต่อการเพิ่มขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์ของประเทศใดก็ตาม บนโลกยุคปัจจุบันมีเพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่มีนโยบายอย่างชัดเจนในเรื่องดังกล่าว ซึ่งรวมถึงจีนและรัสเซีย แน่นอนว่าหากความเคลื่อนไหวด้านนิวเคลียร์ของประเทศใดมีแนวโน้มคุกคามอธิปไตยของสหรัฐฯ รัฐบาลก็ไม่อาจนิ่งนอนใจได้
ก่อนหน้านี้ทางด้าน นายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้นำเอาจดหมายที่ได้รับจากประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำของรัสเซีย ออกมาเผยแพร่ โดยเนื้อหานั้นได้เรียกร้องผูกสัมพันธ์อันเป็นมิตรกันระหว่างสองชาติ อย่างสหรัฐฯ และ รัสเซีย
ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯกับรัสเซียดำดิ่งสู่ขั้นเลวร้ายสุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามเย็น ด้วยประธานาธิบดีบารัค โอบามา กำหนดมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย ในกรณี ที่ทางด้านร้สเซียนั้นผนวกดินแดนไครเมีย ของยูเครน เข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย
ในจดหมายของผู้นำรัสเซีย ที่ได้เผยแพร่โดยสำนักงานของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า "ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและสหรัฐฯ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการรับประกันเสถียรภาพและความมั่นของโลกสมัยใหม่ มันเรียกว่าเป็นก้าวย่างที่แท้จริงในการฟื้นฟูกรอบการทำงานของความร่วมมือทวิภาคีในขอบเขตต่างๆ"
นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้พูดถึงจดหมายฉบับดังกล่าวว่า เป็นจดหมายที่ที่ดีมาก และความคิดของทางด้านผู้นำรัสเซีย นั้นถูกต้อง และหวังว่าทั้งสองประเทศจะนำพาทิศทางและสถานการณ์ ไปสู่ความคลี่คลาย ต่อไป
ในเวลาต่อมาทางด้าน นายดมิทรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบรัฐบาลรัสเซีย ยืนยันว่าเป็นจดหมายจากรัฐบาลรัสเซียจริง
เรียบเรียงโดย สถาพร สำนักข่าวทีนิวส์
