- 06 ม.ค. 2560
ภาพของ "โมฮัมเหม็ด โชฮาเยต" หนูน้อยวัยเพียง 16 เดือน นอนคว่ำหน้าเสียชีวิตอยู่ในแอ่งโคลน หลังจากครอบครัวพยายามหลบหนีการกวาดล้างของทางการเมียนมา
ภาพของ "โมฮัมเหม็ด โชฮาเยต" หนูน้อยวัยเพียง 16 เดือน นอนคว่ำหน้าเสียชีวิตอยู่ในแอ่งโคลน หลังจากครอบครัวพยายามหลบหนีการกวาดล้างของทางการเมียนมา ได้สร้างความสะเทือนใจให้กับโลกออนไลน์ อย่างยิ่ง ในขณะที่ผู้เป็นพ่อเรียกร้องให้โลกตระหนักถึงวิกฤติที่กำลังเกิดขึ้นกับชาวโรฮิงญาในเมียนมา
สภาพศพที่นอนคว่ำหน้าอยู่ในโคลนของหนูน้อยโมฮัมเหม็ด กลายเป็นภาพหลอนที่สะท้อนชะตากรรมของ ชาวโรฮิงญา ที่ถูกกระทำจาก ทหารเมียนมา ซึ่ง นอกจากเด็กน้อยดังกล่าวแล้ว แม่กับพี่ชายของเด็กน้อยคนดังกล่าวได้พากันทิ้งบ้านเรือนในรัฐยะไข่ของเมียนมา และพยายามข้ามแม่น้ำนาฟไปยังบังคลาเทศ แต่โชคร้ายที่เรือของพวกเขาล่มเสียก่อน ทำให้พวกเขาจมน้ำเสียชีวิต ขณะที่ชาวโรฮิงญาอีกเป็นจำนวนมากอ้างว่า พวกเขาถูกเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงของเมียนมา กดขี่ข่มเหง ถูกฆ่าและถูกวางเพลิงเผาบ้านเรือน ผู้หญิงหลายคนถูกข่มขืน ทำให้ต้องหนีออกนอกประเทศ ไปตายเอาดาบหน้าที่บังคลาเทศ
ซาเฟอร์ อาลัม พ่อของหนูน้อยโมฮัมเหม็ด ที่เดินทางล่วงหน้าไปยังบังคลาเทศก่อน วิงวอนให้โลกได้รับรู้ถึงชะตากรรมอันโหดร้ายของชาวโรฮิงญา เขาบอกว่า ที่หมู่บ้านที่เขาอยู่ มีเฮลิคอปเตอร์หลายลำ ระดมยิงใส่ชาวบ้าน ปู่และย่าของเขาถูกเผาทั้งเป็น ทั้งหมู่บ้านถูกเผาเหลือแต่ซาก ไม่มีอะไรเหลือ เมื่อเขาเห็นภาพลูกน้อย ก็รู้สึกอยากตายตาม เขาไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่ออะไร แต่เขาก็อยากให้ทั้งโลกได้รับรู้ ไม่ควรให้เวลารัฐบาลเมียนมาได้จัดการอะไรอีกแล้ว ยิ่งถ้าให้เวลา พวกเขาก็จะฆ่าโรฮิงญาจนหมด
ก่อนหน้านี้ทาง กลุ่มสิทธิมนุษยชน ฮิวแมนไรท์วอทช์ วิจารณ์รายงานของคณะกรรมการสอบสวนเหตุรุนแรงต่อชาวโรฮิงญาในรัฐยะไข่ซึ่งแต่งตั้งโดยรัฐบาลเมียนมาว่า “มีข้อบกพร่องเชิงระเบียบวิจัย” และมีเป้าหมายเพื่อลดแรงเสียดทานจากประชาคมโลก หลังคณะกรรมการเผยผลสอบสวนเบื้องต้น ว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอสนับสนุนข้อกล่าวหาที่ว่าทหารและตำรวจกระทำทารุณและฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮิงญา
ท่าทีล่าสุดของฮิวแมนไรท์วอทช์และรายงานผลการสอบสวนของคณะกรรมการดังกล่าวมีขึ้นไม่กี่วันหลังจากที่ทางการเมียนมาควบคุมตัวตำรวจหลายนายที่ปรากฎในคลิปวิดีโอขณะทำร้ายร่างกายชาวโรฮิงญาด้วยการใช้ไม้ตีและเตะเข้าที่ใบหน้า นอกจากนี้ คณะกรรมการดังกล่าวมีกำหนดจะเผยรายงานฉบับสมบูรณ์ในวันที่ 31 มกราคมนี้
เรียบเรียงโดย สถาพร สำนักข่าวทีนิวส์
