คนเก่าไป คนใหม่มา เกมการเมืองสหรัฐฯ ต้นแบบประชาธิปไตย ยิ่งดูยิ่งน่ารังเกียจ

โดนัลด์ ทรัมป์ จะผ่าวิกฤติ สงครามการเมือง ไปได้ยาวนานแค่ไหน เพราะนี่เป็นเพียงปฐมบท เท่านั้น ก็ยังโดนซะจนแทบเอาตัวไม่รอด

ประธานาธิบดีบารัค โอบามา กล่าวสุนทรพจน์ที่ศูนยประชมแมคคอร์มิก ในเมืองชิคาโก สหรัฐอเมริกา เมื่อคืนวันอังคาร ท่ามกลางประชาชนมากกว่า 18,000 คน ซึ่งถือเป็นการกล่าวสุนทรพจน์อย่างเป็นทางการครั้งสุดท้าย ก่อนหมดวาระประธานาธิบดีคนที่ 44 ของประเทศ ในวันที่ 20 ม.ค.นี้ โดยนอกเหนือจากการกล่าวสรุปถึงสถานการณ์โลกที่สำคัญ และนโยบายที่สร้างความเปลี่ยนแปลง ให้แก่สหรัฐ ตลอดระยะเวลา 8 ปีที่ ที่เขาดูแลประเทศ เช่นการสังหารนายโอซามา บิน ลาเดน โครงการนิวเคลียร์อิหร่าน การฟื้นฟูความสัมพันธ์กับคิวบา และกฎหมายประกันสุขภาพหรือที่เรียกกันว่า โอบามาแคร์

โดยผู้นำสหรัฐฯ ได้บอกว่า เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น เป็นไปตามแคมเปญ เราทำได้ เพราะ เราได้ทำแล้ว 

 

นอกจากนั้นแล้ว ผู้นำสหรัฐฯ ได้ พูดให้กำลังใจให้แก่ชาวอเมริกันกับอนาคตข้างหน้าของสหรัฐฯ ที่กำลังจะเกิดขึ้นจากการบริหารของของนายโดนัลด์ ทรัมป์ โดยเขากล่าวว่าการแบ่งพรรคแบ่งพวก แนวคิดเหยียดผิว และความไม่เท่าเทียมในสังคมยังคงเป็นภัยคุกคามต่อระบอบประชาธิปไตยของสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นนับจากนี้ ทุกฝ่ายก้าวเดินไปข้างหน้าและถอยหลังไปพร้อมกัน


 

 

 


ผู้นำสหรัฐฯ  ยังพูดถึง ถึงการเลือกเมืองชิคาโกเป็นสถานที่สุดท้ายของการเดินทางเยือนในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐฯ  ว่าแม้ไม่ใช่บ้านเกิด แต่ตัวเขา นางมิเชล โอบามา ภริยา พร้อมบุตรสาว 2 คนคือมาเลียและซาชา ตั้งถิ่นฐานเพื่อสร้างเนื้อสร้างตัวกันที่นี่ และเมืองชิคาโกยังเป็นเมืองที่เขาใช้เป็นสถานที่กล่าวสุนทรพจน์ประกาศชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสมัยแรกและสมัยที่สอง เมื่อปี 2551 และ 2555 พร้อมรองประธานาธิบดีโจ ไบเดน และภริยาคือนางจิล ไบเดน ซึ่งทั้งสองคนร่วมปรากฏตัวบนเวทีครั้งนี้ด้วย

โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ทำการเปิดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการครั้งแรกนับตั้งแต่ได้รับเลือกตั้ง เป็นประธานาธิบดี เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เผยจะยังคงความเป็นเจ้าของอาณาจักรธุรกิจทั่วโลกของตนเอง แต่จะส่งมอบการดูแลแก่ลูกชายคนโต 2 คน ระหว่างที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี แนวทางจัดการที่กลุ่มเฝ้าระวังต่างๆแสดงความกังวลต่อผลประโยชน์ทับซ้อนในทำเนียบขาว
       
       นายโดนัลด์ ทรัมป์ แจ้งว่าเขาจะลาออกจากทุกตำแหน่งที่ดูแลโรงแรม สนามบินและธุรกิจอื่นๆ และโอนทรัพย์สินสู่กองทุนทรัสต์แห่งหนึ่ง เพื่อรับประกันว่าเขาจะไม่จงใจใช้ตำแหน่งหน้าที่ประธานาธิบดีดำเนินการต่างๆเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง
       

 

 

 


       
       อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญด้านจริยธรรมการเตรียมการสละการดูแลอณาจักรธุรกิจดังกล่าวยังไม่มากพอ "ขาดการไตร่ตรองและความไม่รอบคอบของ นายโดนัลด์ ทรัมป์จะเป็นตัวเร่งเรื่องอื้อฉาวและคอรัปชัน" นอร์ม ไอเซน อดีตที่ปรึกษาด้านจริยธรรมของทำเนียบขาว สมัยของประธานาธิบดีบารัค โอบามา กล่าว
       
       ดูเหมือนทรัมป์ จะยังคงเกี่ยวข้องกับธุรกิจของเขาระหว่างเตรียมการเข้ารับตำแหน่ง โดยเผยว่าได้บอกปัดข้อตกลงพัฒนา 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในดูไบ ที่เขาได้รับข้อเสนอเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
       
       DAMAC บริษัทซึ่งเป็นผู้ยื่นข้อเสนอดังกล่าว ยืนยันว่าได้มีการหารือกันจริง
       

 

เชรี อิลลอน ที่ปรึกษาของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ บอกว่าองค์กรธุรกิจของเขาจะไม่ทำข้อตกลงต่างประเทศใหม่ ระหว่างที่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี และจะทำสัญญาโครงการต่างๆภายในประเทศ เมื่อได้รับคำอนุมัติจากบริษัทที่ปรึกษาด้านจริยธรรมแล้วเท่านั้น ส่วน นายโดนัลด์ ทรัมป์ จะทราบข่าวคราวข้อตกลงเหล่านั้นผ่านการติดตามข่าวจากสื่อมวลชน
       

 

 

 


       นอกจากนี้แล้ว ที่ปรึกษาของนายโดนัลด์ ทรัมป์ยังเผยด้วยว่า อิวานกา ทรัมป์  ลูกสาวของเขาจะไม่มีส่วนในอำนาจบริการองค์กรธุรกิจอีก หลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งแต่งตั้ง จาเรด คุชเนอร์ สามีของเธอเป็นที่ปรึกษาอาวุโสในทำเนียบขาว
       
       เหล่าผู้เชี่ยวชาญด้านจริยธรรมจำนวนมาก ในนั้นรวมถึงสำนักงานจริยธรรมรัฐบาลแห่งสหรัฐฯ เรียกร้อง โดนัลด์ ทรัมป์ ถอนตัวจากอาณาจักรธุรกิจทั้งหมดหรือไม่ก็จัดตั้งกองทุน Blind Trust สำหรับทรัพย์สินของเขา
       
       ทั้งนี้ Blind Trust คือการมอบให้คณะบุคคลที่เป็นอิสระเป็นผู้ควบคุมดูแลและตัดสินใจในการบริหารทรัพย์สินแทนเจ้าของ โดยมีอำนาจอิสระในการบริหารและตัดสินใจซื้อและขายทรัพย์สินอย่างแท้จริง โดยปราศจากการรับรู้และอิทธิพลแทรกแซง ซึ่งการที่พวกลูกชายของเขา จะเข้ามาบริหารธุรกิจแทนเขา มันจึงไม่เป็นไปตามมาตรฐานของ Blind Trust

 

การแถลงข่าวครั้งนี้ถูกกำหนดมาเพื่อให้ นายโดนัลด์ ทรัมป์ มอบรายละเอียดต่างๆเกี่ยวกับกิจการธุรกิจของเขา แต่มันถูกบดบังโดยประเด็นถกเถียงจากข้อกล่าวหาที่ว่า รัสเซีย แฮกระบบทีมหาเสียง ฮิลลารี คลินตันและพรรคเดโมแครต เพื่อช่วยให้เขาได้รับชัยชนะในศึกเลือกตั้ง
       

 

 

 

 


       นายโดนัลด์ ทรัมป์ ตวาดใส่สื่อมวลชนและประชาคมข่าวกรองระหว่งการแถลงข่าวครั้งนี้ พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเขากับรัสเซีย แต่ยอมรับเป็นครั้งแรกว่าดูเหมือน รัสเซีย จะแทรกแซงการเลือกตั้งสหรัฐฯ


นายโดนัลด์ ทรัมป์ บอกว่า รัสเซียอาจอยู่เบื้องหลังการแฮกข้อมูลคณะกรรมการแห่งชาติพรรคเดโมแคตและอีเมลของทีมหาเสียงของนางฮิลลานรี คลินตัน แต่ปกป้องเป้าหมายของเขาที่จะสร้างความสัมพันธ์อันดีกับรัสเซีย

สำนักข่าวรอยเตอร์ ได้รายงานว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ 2 คนเปิดเผยว่าบรรดาหัวหน้า 4 หน่วยงานข่าวกรองของอเมริกาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ได้นำเสนอเอกสารลับกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งในนั้นรวมถึงคำกล่าวอ้างที่ยังไม่ตรวจสอบว่าพวกปฏิบัติการข่าวกรองของรัสเซียมีข้อมูลอ่อนไหวเกี่ยวกับตัวเขา
       
       ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซีย ระบุว่าคำกล่าวอ้างในเอกสารเป็นเรื่องโกหก และเป็นแผนการที่หวังกัดเซาะความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับ รัสเซีย ซึ่งปัจจุบันดำดิ่งอยู่ในขั้นต่ำสุดนับตั้งแต่สงครามเย็น

 

 

 

 

 

นายโดนัลด์ ทรัมป์ ทวีตข้อความเกี่ยวกับข้อกล่าวหาดังกล่าวว่า "ข่าวเท็จ และเป็นการล่าแม่มดทางการเมือง" และ ได้โพสต์ข้อความชี้แจงเพิ่มเติมว่า รัสเซียไม่เคยพยายามจะใช้ความลับมาข่มขู่ให้เขายอมโอนอ่อนผ่อนตามความต้องการของรัสเซีย 


นอกจากนั้นแล้ว    ดมิทรี เปสคอฟ  บอกว่า ไม่ได้ ตกใจต่อรายงานงานข่าวที่ว่า เร็กซ์ ทิลเลอร์สัน ว่าที่รัฐมนตรีต่างประเทศ กล่าวระหว่างการขอรับรองจากวุฒิสภา ว่ารัสเซียดูท่าจะเป็นอันตราย โดยทางด้าน ดมิทรี เปสคอฟ ยังบอกต่อว่า เร็กซ์ ทิลเลอร์สัน นั้นเป็นคนที่ยอมรับฟัง และก็เป็นคนที่สร้างสรรค์ 

 

ก่อนหน้านี้ มีรายงานข่าว ของซีเอ็นเอ็นและหนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทมส์ ที่อ้างอิงเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่มีส่วนร่วมในการประชุม แต่ไม่ประสงค์ออกนาม ระบุว่า บรรดาหัวหน้าหน่วยงานด้านข่าวกรองได้มอบรายงานสรุปความยาว 2 หน้าให้แก่ โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐฯ และประธานาธิบดี บารัค โอบามา ที่กำลังจะอำลาตำแหน่งในสัปดาห์หน้า ตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมาระหว่างการบรรยายสรุปข้อกล่าวหาที่ว่า รัสเซียพยายามแทรกแซงการเลือกตั้งของอเมริกา
       

โดยซีเอ็นเอ็น  ไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับรายงานสรุปดังกล่าว ทว่า เว็บไซต์บัซฟีดได้เผยแพร่บันทึกความจำความยาว 35 หน้าซึ่งเป็นข้อมูลอ้างอิงของรายงานสรุปที่ส่งให้ นายโดนัลด์ ทรัมป์ และ บารัค โอบามา และที่สำคัญ บันทึกฉบับนี้เผยแพร่ในสหรัฐฯมาหลายเดือนแล้ว โดยบันทึกความจำระบุถึงวิดีโอฉาวที่มีภาพหญิงขายบริการที่ถ่ายระหว่างที่

 

 

นายโดนัลด์ ทรัมป์เดินทางไปยังโรงแรมหรูแห่งหนึ่งในรัสเซีย เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ซึ่งน่าเชื่อว่า คลิปนี้มีจุดประสงค์ในการแบล็กเมล์  บันทึกดังกล่าวรวบรวมโดยอดีตสายลับเอ็มไอ-6 ของอังกฤษที่ได้รับการว่าจ้างโดยสมาชิกพรรครีพับลิกันที่ต้องการสกัด นายโดนัลด์ ทรัมป์เมื่อปีที่แล้ว และภายหลังยังได้ทุนจากสมาชิกพรรคเดโมแครต  สายลับอังกฤษส่งข้อมูลที่รวบรวมได้ให้สำนักงานสอบสวนกลางของสหรัฐฯ (เอฟบีไอ) ตั้งแต่เดือนสิงหาคม หรือก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีกว่าสองเดือน
       
       รายงานสรุปความยาว 2 หน้า ยังครอบคลุมข้อกล่าวหาว่า มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันเป็นประจำระหว่างบรรดาผู้ช่วยของนายโดนัลด์ ทรัมป์ กับสื่อกลางของรัฐบาลรัสเซียในช่วงหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้ว

 

ทันทีที่รายงานข่าวนี้ออกมา ซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่ทรัมป์จะแถลงข่าวครั้งแรกหลังได้รับการเลือกตั้งว่าที่ผู้นำสหรัฐฯ ทวีตตอบโต้ว่า เป็นข่าวมั่วมาก เป็นเกมล่าแม่มดทางการเมือง  รวมถึงทวีตโจมตีบัซฟีด ว่า เผยแพร่เอกสารที่ไม่สามารถตรวจสอบยืนยันได้ ขณะที่ เคลลี แอนน์ คอนเวย์ ผู้ช่วยอาวุโสของนายโดนัลด์ ทรัมป์ สำทับว่า รายงานดังกล่าวไม่ได้รับการยืนยัน และใช้แหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยตัวตน
ทางด้าน วุฒิสมาชิก คริส คูนส์ บอกผ่านซีเอ็นเอ็น ว่า หากข้อกล่าวหาที่ว่า ทีมงาน นายโดนัลด์ ทรัมป์ รวมหัวกับเจ้าหน้าที่ข่าวกรองรัสเซีย และรัฐบาลรัสเซีย พยายามครอบงำ โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นเรื่องจริงถือว่า น่าตกใจมากและเขาก็ไม่สมควรได้เป็นประธานาธิบดี

 

ก็ต้องดูกันว่า โดนัลด์ ทรัมป์ จะผ่าวิกฤติ สงครามการเมือง ไปได้ยาวนานแค่ไหน เพราะนี่เป็นเพียงปฐมบท เท่านั้น ก็ยังโดนซะจนแทบเอาตัวไม่รอด ใครที่ทุกวันนี้ เชิดชูสหรัฐฯ ว่าเป็นต้นแบบประชาธิปไตย แต่ สิ่งที่เห็นตอนนี้ ยิ่งมองก็ยิ่งน่ารังเกียน กับวิถีการเมืองประชาธิปไตยของอเมริกันชน

 

 

เรียบเรียงโดย สถาพร สำนักข่าวทีนิวส์