ลุกลามบานปลายแน่!! กระแสต่อต้าน "โดนัลด์ ทรัมป์" ชักบานปลาย อัยการ - ศาล - นักการทูต อุตสาหกรรมไอที รวมถึง ยูเอ็น ออกโรงเอง

กระแสประท้วงต่อต้านคำสั่งฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งแบนผู้ลี้ภัยและนักเดินทางจาก 7 ชาติมุสลิม

สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงาน ข่าวกระแสประท้วงต่อต้านคำสั่งฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งแบนผู้ลี้ภัยและนักเดินทางจาก 7 ชาติมุสลิม  ยังคงมีอย่างต่อเนื่องทั่วทั้งสหรัฐฯ แม้ว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์      พยายามปกป้องนโยบายที่ก่อให้เกิดการโต้แย้งกันอย่างหนักหน่วงของตน รวมทั้งกำราบฝ่ายต่อต้านอย่างแข็งกร้าว ดังเช่นการสั่งปลด แซลลี่ เยตส์ จากตำแหน่งรักษาการรัฐมนตรียุติธรรม หลังจากเธอได้แจ้งเจ้าหน้าที่กระทรวง ไม่ให้ปกป้องแก้ต่างให้แก่คำสั่งของนายโดนัลด์ ทรัมป์ เนื่องจากมีแนวโน้มขัดต่อรัฐธรรมนูญ
       
ทางด้าน อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ หรือว่ายูเอ็น ก็ออกมาวิจารณ์อย่างรุนแรง ว่า คำสั่งแบนของนายโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นมาตรการที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง มีแนวโน้มช่วยส่งเสริมโฆษณาชวนเชื่อของกลุ่มลัทธิสุดโต่งมากกว่ารับมือกับภัยคุกคามจากการก่อการร้าย
       
ขณะที่ความเคลื่อนไหวของผู้พิพากษาศาลสหรัฐฯใ นหลายๆ ท้องที่ ออกคำสั่งฉุกเฉินอนุญาตให้ผู้ลี้ภัยหรือนักเดินทางจากประเทศที่มีรายชื่อถูกแบน พำนักในอเมริกาชั่วคราว ขณะที่อัยการสูงสุดจาก 16 รัฐ ซึ่งรวมถึงแคลิฟอร์เนียและนิวยอร์ก ประกาศต่อสู้กับคำสั่งดังกล่าวเนื่องจากขัดรัฐธรรมนูญ  รัฐแมสซาชูเสตส์ นิวยอร์ก เวอร์จิเนีย พร้อมใจกันดำเนินการทางกฎหมายเพื่อต่อต้านคำสั่งนี้ ซึ่งน่าจะเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญเนื่องจากเป็นการเลือกปฏิบัติโดยอิงกับถิ่นกำเนิดและศาสนา โดยทั้งสามมลรัฐประกาศให้การสนับสนุนการฟ้องร้องของบรรดาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งนี้

 

ลุกลามบานปลายแน่!! กระแสต่อต้าน "โดนัลด์ ทรัมป์" ชักบานปลาย อัยการ - ศาล - นักการทูต อุตสาหกรรมไอที รวมถึง ยูเอ็น ออกโรงเอง

ก่อนหน้านี้ รัฐวอชิงตันถือเป็นรัฐแรกที่ลุกขึ้นมาต่อต้านคำสั่งของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ โดยอัยการสูงสุดของรัฐนี้ยื่นฟ้องเพื่อล้มคำสั่งการแบนการเดินทางดังกล่าว  ขณะเดียวกัน ซานฟรานซิสโกกลายเป็นเมืองแรกที่ยื่นฟ้องร้องเพื่อล้มล้างคำสั่งของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งในนั้นมีมาตรการให้ระงับการอุดหนุนงบประมาณของรัฐบาลกลางแก่เมืองต่างๆ ที่ให้ความช่วยเหลือผู้เข้าเมืองผิดกฎหมาย
       
นอกจากนั้นแล้วนักการทูตจำนวนถึง 900 คนในกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ร่วมกันลงนามในบันทึกคัดค้าน ที่เผยแพร่ผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการว่า ถึงเรื่องคำสั่งดังกล่าว 
       
ส่วนทางด้าน บรรดาอดีตเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงแห่งชาติตั้งแต่ยุคอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช จนถึง บารัค โอบามา ประสานเสียงเตือนในจดหมายที่ส่งถึงสมาชิกคณะรัฐมนตรีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่า คำสั่งดังกล่าวเป็นการส่งสาส์น ถึงชาวมุสลิมว่า สหรัฐฯ กำลังทำสงครามกับความเชื่อทางศาสนาของคนเหล่านั้น อันจะทำให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ ในระยะยาว
       
ขณะที่บรรดายักษ์ใหญ่ของอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยี อย่างเช่นอัลฟาเบต บริษัทแม่ของกูเกิล, เน็ตฟลิกซ์, แอร์บีเอ็นบี และทวิตเตอร์ กำลังวางกลยุทธ์ทางกฎหมายร่วมกันเพื่อท้าทายคำสั่งของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งคาดว่า จะมีผลยิ่งต่ออุตสาหกรรมนี้ซึ่งต้องว่าจ้างคนเข้าเมืองผู้มีความรู้ความชำนาญนับเป็นพันๆ คน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นชาวมุสลิม ที่เป็นมันสมองทางด้านเทคโนโลยี ให้กับบริษัทเหล่านี้

 

 

ลุกลามบานปลายแน่!! กระแสต่อต้าน "โดนัลด์ ทรัมป์" ชักบานปลาย อัยการ - ศาล - นักการทูต อุตสาหกรรมไอที รวมถึง ยูเอ็น ออกโรงเอง

ลุกลามบานปลายแน่!! กระแสต่อต้าน "โดนัลด์ ทรัมป์" ชักบานปลาย อัยการ - ศาล - นักการทูต อุตสาหกรรมไอที รวมถึง ยูเอ็น ออกโรงเอง

        แม้แต่ทีมงานของนายโดนัลด์ ทรัมป์ บางคนยังวิจารณ์ว่า คำสั่งดังกล่าวกว้างเกินไปและเร่งรีบบังคับใช้โดยไม่มีการปรึกษาหารือเจ้าหน้าที่สำคัญที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง
       
แต่ทางด้าน จอห์น เคลลี่ รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ยืนยันว่า ที่ปรึกษาระดับสูงของนายโดนัลด์ ทรัมป์ รับรู้เรื่องนี้ดี และสำทับว่า มีการหารือเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาล รวมทั้งฝ่ายอัยการด้วย
       
นายฌอน สไปเซอร์ โฆษกทำเนียบขาว ออกมาย้ำอีกครั้งว่า คำสั่งของผู้นำสหรัฐฯ ไม่ใช่การแบนมุสลิมหรือการแบนการเดินทาง แต่เป็นระบบคัดกรองเพื่อให้อเมริกาปลอดภัย นอกจากนั้นแล้วยังได้ส่งสาร์น ไปยัง เหล่านักการทูตว่า นักการทูตเหล่านั้นควรปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลหรือไม่ก็ลาออกไป

ลุกลามบานปลายแน่!! กระแสต่อต้าน "โดนัลด์ ทรัมป์" ชักบานปลาย อัยการ - ศาล - นักการทูต อุตสาหกรรมไอที รวมถึง ยูเอ็น ออกโรงเอง

เรียบเรียงโดย สถาพร สำนักข่าวทีนิวส์