- 15 มี.ค. 2560
ประเทศไทยไม่สามารถรับมือกับความกังวลระหว่างประเทศเกี่ยวกับพันธกรณีของรัฐบาลทหารในการรักษาสิทธิทางแพ่งและทางการเมืองในการทบทวนของสหประชาชาติในเจนีวา
สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานข่าว กรณี ประเทศไทยไม่สามารถรับมือกับความกังวลระหว่างประเทศเกี่ยวกับพันธกรณีของรัฐบาลทหารในการรักษาสิทธิทางแพ่งและทางการเมืองในการทบทวนของสหประชาชาติในเจนีวา
กองทัพไทยยึดอำนาจในการรัฐประหารเมื่อ พ.ค. 2557 เพื่อยุติความไม่สงบทางการเมืองเป็นเวลากว่าทศวรรษ กล่าวว่ามาตรการรุนแรงเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้มั่นใจถึงเสถียรภาพและความสงบเรียบร้อยและมุ่งเป้าไปที่ผู้ที่ปลุกระดมความรุนแรง
คณะผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิแห่งสหประชาชาติได้ขอร้องให้ประเทศไทยแก้ปัญหาด้านสิทธิหลายประการเพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นในพันธกรณีระหว่างประเทศเกี่ยวกับสิทธิทางแพ่งและทางการเมืองในการประชุมทบทวนในวันจันทร์และวันอังคาร
แต่คณะผู้แทนไทยซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่รัฐ 46 คนและเป็นคณะใหญ่ที่สุดในปีนี้ไม่สามารถตอบข้อกังวลบางเรื่องของคณะกรรมการได้โดยตรงไทยล้มเหลวในการแสดงความมุ่งมั่นอย่างแท้จริงต่อสิทธิทางแพ่งและทางการเมืองมันเป็นเรื่องของการกล่าวหาแทนที่จะแก้ปัญหาความเป็นจริง
คิงสลีย์แอ็บบอทผู้ให้คำปรึกษาด้านกฎหมายระหว่างประเทศอาวุโสประจำภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าวถึงความกังวลเกี่ยวกับมาตรา 44 ซึ่งทำให้ผู้นำของรัฐบาล คสช. และนายกรัฐมนตรีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีอำนาจออกคำสั่งเพื่อความมั่นคงของชาติ กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และข้อจำกัด ในการแสดงออกในการชุมนุมทางการเมือง
ในขณะที่มีคำถามมากมายหลายเรื่อง แต่ไม่ได้รับคำตอบทั้งหมดในการชี้แจงครั้งนี้
ในทางตรงกันข้าม ทางด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เห็นต่างกันโดยนายกรัฐมนตรี ของไทย เห็นว่าคณะผู้แทนไทยทำงานได้ดีสามารถตอบคำถามทั้งหมดได้
โดยทางด้านคณะกรรมการตั้งข้อซักถาม ได้ขอให้คณะกรรมาธิการฝ่ายไทยได้ตอบข้อซักถามทั้งหมดภายใน 48 ชั่วโมงหลังจากสิ้นสุดวาระการประชุม
ในขณะที่เมื่อเวลา 14.55 น.วันที่ 14 มี.ค.ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช.กล่าวถึงการเข้าร่วมประชุมทบทวนการบังคับใช้กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทาง การเมืองของนายชาญเชาว์ ไชยานุกิจปลัดกระทรวงยุติธรรม ที่กรุงเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ระหว่างวันที่ 13-14 มี.ค.ว่า ความคาดหวังในการประชุมเราต้องเข้าใจทุกประเทศต้องถูกซักถามหมด เราโดนถามประมาณ 10 -11 คำถามก็ตอบไปทั้งหมด ที่ได้รับรายงานมาเบื้องต้นเขาก็รับฟังดีไม่รุกไล่อะไรต่างๆมากมายเพราะเรามีเหตุผลในการชี้แจงมาโดยตลอด แต่ธรรมดาเมื่อสถานการณ์เป็นอยู่ตรงนี้ทางคณะทำงานคงทำให้ได้มากที่สุด เราต้องมาดูว่าประเทศเราอยู่ในสถานการณ์ใด แก้ปัญหาประเทศอย่างไร ถึงได้บอกแล้วว่าเรื่องผิดกฎหมายกับเรื่องสิทธิมนุษยชนเส้นนี้มันใกล้กันมาก กรุณาช่วยตนดูนิดหนึ่ง คณะทำงานกลับมาจะรอฟังคำชี้แจงอีกครั้งว่ามีผลเป็นอย่างไร แต่ทุกประเทศโดนหมดเยอะด้วย ยกตัวอย่างประเด็นกรณีประเทศไทยทำไมยังมีการกำหนดโทษประหารชีวิตอยู่ ขณะที่คนไทยบางคนทำไมไม่ประหารชีวิตมันก็ขัดแย้งกันเองอยู่แล้วทั้งๆที่เราเองต้องเข้าใจว่าเรามีกฎหมายก็จริงปาเข้าไปกี่ปีแล้ว เป็นสิบปีแล้วไม่ได้ประหารชีวิตใคร ประเทศมหาอำนาจเข้าก็มีโทษประหารชีวิตอยู่
สถาพร เกื้อสกุล
