เสธน้ำเงิน ไขปริศนา..รากลึกวัฒนธรรมไทย – รัสเซีย ใยจึงแน่นแฟ้นแนบแน่นยิ่งนักช่วงรัชกาลที่ 5

เรื่องราวของความสัมพันธ์ ระหว่างไทย กับ รัสเซีย เอาไว้ได้อย่างน่าสนใจ โดยมีรายละเอียดดังนี้

วันที่ 6 กันยายน 2558 เพจแฉ..ความลับ โดยทางด้าน เสธน้ำเงิน ได้โพสเรื่องราวของความสัมพันธ์ ระหว่างไทย กับ รัสเซีย เอาไว้ได้อย่างน่าสนใจ โดยมีรายละเอียดดังนี้...

 

 

ในอดีตวันที่ 20 - 24 มีนาคม 2434 ในสมัยนั้นพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ครั้งยังดำรงพระอิสริยศแกรนด์ดุกซารวิตซ์ มกุฎราชกุมารแห่งรัสเซีย ได้เสด็จพระราชดำเนินมาเยือนราชอาณาจักรสยามอย่างเป็นทางการ ในฐานะพระสหายสนิทในสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงรัชการที่ 5 ในการนี้พระองค์ทรงโปรดเกล้า

ให้จัดการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่สมกับพระเกียรติ และสมกับที่ทรงเป็นพระกัลยาณมิตรซึ่งกันและกัน เพื่อเจตนาจะคานอำนาจของ อังกฤษและฝรั่งเศส ที่ข่มขู่สยามทุกวิถีทางในขณะนั้น กับ 5 วันแห่งความทรงจำในดินแดนนิยายทางตะวันออก ด้วยการต้อนรับอย่างมโหฬารที่สุดเท่าที่เคยมีมา

นับตั้งแต่วันที่เรือพระที่นั่งผ่านสันดอนปากน้ำเข้ามายังท่าเทียบเรือที่ประดับประดาอย่างงดงามด้วยข้อความแสดงการต้อนรับเป็นภาษารัสเซีย ทหารกองเกียรติยศสยามที่บรรเลงเพลงชาติรัสเซียรับเสด็จ จนกระทั่งถึงวันส่งเสด็จกลับ จนถึงกับเกิดคำพูดกล่าวเปรียบเปรยกันติดปาก สัพยอกใครต่อใครที่ทำอะไรใหญ่โตหรูหราว่า “ยังกับรับซาร์จากรัสเซีย”

เวลา 3 วันในพระนคร ถือเป็นจุดเริ่มต้นแห่งมิตรภาพอันยืนยง ในพระราชวังสราญรมย์ได้รับการตกแต่งอย่างดีที่สุด เพื่อให้มิตรจากต่างแดนสุขสบายราวบ้านตน พิธีพระราชทาน “สายสะพายจักรี” สีเหลืองสด ซึ่งเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์ชั้นสูงสุดของไทยที่สงวนไว้เฉพาะผู้มีกำเนิดเป็นเจ้านายชั้นสูงแด่แกรนด์ดุ๊กซาร์เรวิช

ถือเป็นการประกาศเชิงสัญลักษณ์ถึงความยินยอมพร้อมใจ ที่จะรับอาคันตุกะจากอีกซีกโลกเป็นสมาชิกคนหนึ่งของครอบครัวจักรี รวมถึงการ “ปิกนิก” ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และการคล้องช้างครั้งสุดท้ายของแผ่นดินสยาม 2 วันสุดท้าย ซาร์เรวิชและคณะเสด็จไปพระราชวังบางปะอิน โดยพระพุทธเจ้าหลวง ได้ทรงพระราชทานการรับรอง

ในลักษณะของการปิกนิกแบบไทย ที่ไปกันเป็นคณะใหญ่จำนวน 3,000-4,000 กว่าคน และมีเรือเข้าร่วมขบวนเสด็จจำนวนนับร้อย สิ่งสำคัญที่สุดของการต้อนรับครั้งนี้ คือจัดให้มีพระราชพิธีคล้องช้างเกิดขึ้นที่เพนียด เป็นพระราชพิธีคล้องช้างที่สมบูรณ์แบบที่สุด ยิ่งใหญ่ที่สุด

และถือเป็นครั้งสุดท้ายในสมัยรัตนโกสินทร์เพราะการคล้องช้างป่าต้องอาศัยความชำนาญเป็นอย่างมาก และยังถือเป็นประเพณีเก่าแก่ที่ไม่ได้จัดขึ้นอย่างง่ายๆ การถวายการต้อนรับอย่างอบอุ่นของรัฐบาลไทยครั้งนั้นได้ผูกพระทัยซาร์เรวิชกับชาวสยามเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ซึ่งเป็นการโคจรมาพบกันของเจ้าชายรัชทายาท จากดินแดนอันหนาวเย็นและองค์พระประมุขของประเทศที่พระอาทิตย์ทอแสงตลอดปี ก่อให้เกิดมิตรภาพที่ลงตัวในความแตกต่าง แม้จะมีพระชนมายุที่ห่างกันถึง 15 พรรษา และมีบุคลิกที่ต่างกันไปคนละขั้ว ทำให้มกุฎราชกุมารประเทศรัสเซีย ทรงประทับพระทัยและรักใคร่รัชกาลที่ 5 อย่างมาก

สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงรัชกาลที่ 5 ได้มีพระราชดำริว่า สยาม และ รัสเซีย นั้นแม้อยู่ห่างไกล แต่พระราชวงศ์ได้ดำเนินพระราชไมตรีด้วยดีเสมอมาเสมือนหนึ่งแผ่นดินเดียวกันก็ว่าได้ ในการที่มกุฎราชกุมารแห่งรัสเซียเสด็จฯ จากแดนไกลมาถึงเพียงนี้ มีพระหฤทัยประสงค์จำนงใดในราชอาณาจักรนี้ก็จะทรงจัดหาให้ไม่ขัดข้อง ด้วยเหตุนี้มกุฎราชกุมารแห่งรัสเซีย จึงได้กราบบังคมทูล

ขอ “พระแก้วมรกต” ไปประดิษฐานที่กรุงรัสเซีย ทั้งนี้เป็นกุศโลบายของฝ่ายรัสเซีย เพื่อที่จะทดลองน้ำพระราชหฤทัยในสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง เมื่อสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงได้ทรงสดับดังนั้นแล้ว ทรงนิ่งและทรงอึ้งอยู่ชั่วครู่เพื่อดำรงพระเกียรติยศและพระเกียรติศักดิ์ ในพระราชฐานะพระมหากษัตริย์ แห่งพระมหาจักรีบรมราชวงศ์

จึงทรงยึดถือคติที่ว่า "กษัตริย์ ตรัสแล้วไม่คืนคำ" ดังนั้น สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ทรงมีพระราชดำรัสตอบตกลงพระราชทานพระแก้วมรกตแก่กรุงรัสเซียผ่านทางมกุฎราชกุมาร ในการนี้ มกุฎราชกุมารแห่งรัสเซีย ก็ทรงตกพระทัยไม่น้อย เพราะทรงทราบดีว่าพระแก้วมรตกเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ของพระราชวงศ์ และอาณาประชาราษฎร์ทุกคน

เมื่อความเป็นดังว่านั้นฝ่ายรัสเซียจึงตระหนักดีว่าฝ่ายสยามไม่ได้มีความโลภที่จะอยากได้ทรัพย์สมบัติจากรัสเซีย นอกเสียจากน้ำใจไมตรีที่แท้จริง จึงทรงมีพระดำรัสตรัสขอบพระทัยอย่างสุดซึ้ง และขอให้ฝ่ายสยามได้ขอสิ่งใดจากรัสเซียเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนบ้าง สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงมีพระราชดำรัสตอบกลับโดยทันที

พระองค์ทรงขอ “พระแก้วมรกต”กลับคืนสู่ราชอาณาจักรไทย เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวของปวงชนทั้งราชอาณาจักรเช่นเดิม มงกุฎราชกุมารแห่งรัสเซีย ได้ทรงสดับดังนั้นทรงเลื่อมใสในพระปรีชาสามารถในสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเป็นอย่างมาก และทรงถวายพระแก้วมรกตคืน เนื่องจากพระราชดำรัส ของพระมหากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้น

เสมือนหนึ่งกฎหมายและมีผลบังคับในทันที ดังนั้นช่วงเวลาไม่กี่นาทีดังกล่าว ถือได้ว่าพระแก้วมรกตได้เป็นของรัสเซียแล้ว แม้มิได้อัญเชิญออกจากที่หรือเคลื่อนย้ายใดๆ แม้แต่น้อย หากวันนั้น มกุฎราชกุมารรัสเซียไม่ได้ทรงขอพระแก้วมรกต แต่ขอดินแดนไทยส่วนหนึ่ง ราชอาณาจักรสยาม อาจจะต้องเสียดินแดนไปมากกว่านี้ก็เป็นได้

หลังจากที่ มกุฎราชกุมาร ได้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระเจ้ากรุงรัสเซียแล้ว ทรงพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าซาร์นิโกลัสที่ 2 ช่วงนั้นฝรั่งเศส กับอังกฤษกดดันรังแกไทยอย่างมาก จะเอาเป้นเมืองขึ้นให้ได้เหมือนพม่า เวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย รัชกาลที่ 5 ทรงแผนการเสด็จประพาสยุโรปเพื่อใช้ “กลยุทธ์ทางการทูต”

ผูกสัมพันธ์ไมตรีและสร้างความเข้าใจอันดีกับประเทศมหาอำนาจต่างๆ ด้วยหมายกำหนดการเสด็จประพาสยุโรปที่กินระยะเวลากว่า 9 เดือน วันพระฤกษ์ 7 เมษายน 2440 เรือพระที่นั่งมหาจักรีก็ออกเดินทางจากปากน้ำสมุทรปราการ ผ่านมหาสมุทรอินเดีย ก่อนเข้ายุโรป โดยเสด็จขึ้นบกที่เมืองเวนิส ประเทศอิตาลีเป็นแห่งแรกราวกลางเดือนพฤษภาคม

และเสด็จพระราชดำเนินเข้าเขตประเทศรัสเซียในวันที่ 1 กรกฎาคม 2440 ต่อมาในวันที่ 3 กรกฎาคม พระเจ้าแผ่นดินสยามเหยียบย่างประพาสแผ่นดินรัสเซีย รัชกาลที่ 5 พร้อมข้าราชบริพารเสด็จพระราชดำเนินมาถึงกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ก็ไม่ได้ทำให้พระองค์ผิดหวังแม้แต่น้อย

ทั้งนี้เป็นเพราะตั้งแต่วันแรกที่ทรงประทับอยู่ที่กรุงวอร์ซอ (เวลานั้นเป็นส่วนหนึ่งของประเทศรัสเซีย) ทั้งเจ้าชายอาโนเลนสกี และนายพลเรืออาร์เซนเมียฟ แห่งรัสเซีย ต่างคอยถวายการต้อนรับตามพระราชบัญชาอย่างสมพระเกียรติ ทุกหนแห่งล้วนแสดงออกถึงความชื่นชมยินดี สถานีที่ขบวนรถไฟพระที่นั่งผ่านต่างก็ “ตกแต่งด้วยใบ (ไม้) ดอกไม้” ถวายเป็นพระเกียรติยศ

ส่วนการเดินทางสู่ราชสำนักรัสเซีย ณ กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบอร์กก็แสนสะดวกสบาย “รถพระที่นั่งใช้จักร” ที่ซาร์นิโคลัสจัดถวายนั้น ตกแต่งในรถนอกรถอย่างประณีต จนผู้มาในรถไฟรู้สึกราวกับว่าอยู่ในวังอันงามมีความผาสุขเป็นอย่างมาก ซึ่งในการพบกันอีกครั้งที่ต่างพระองค์ทรงดำรงพระอิสริยยศเสมอกันในฐานะพระประมุขเป็นครั้งแรก

ต่างก็ถวายพระเกียรติสูงสุดแก่กัน และแสดงให้เห็นถึงความสนิทสนมระหว่าง 2 ราชวงศ์ที่มีต่อกันมาก่อนหน้าการเสด็จประพาสครั้งนี้แล้ว พระเจ้าอยู่หัวสยาม ทรงเครื่องเต็มยศอย่างจอมพล ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์เซนต์แอนดรูว์ ส่วนพระประมุขรัสเซียก็ทรงเครื่องเต็มยศประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์

จึงถือเอาวันที่ 3 กรกฎาคม 2440 เป็นวันแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ไทย-รัสเซียอย่างเป็นทางการ ความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้าแผ่นดินสยามและพระประมุขรัสเซียที่เป็นไป อย่างอบอุ่นดุจญาติพี่น้องเป็นรากฐานสำคัญที่นำไปสู่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในเวลาต่อมา

พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 เสด็จฯ มาทรงรับถึงสถานีรถไฟ และได้ทูลเชิญให้ประทับที่พระราชวังฤดูร้อน พระราชวังนอกเมืองที่คนรัสเซียเรียกกันว่า “ปีเตอร์-ฮอฟ” พระพุทธเจ้าหลวงทรงประทับถึง 11 วันในอาณาจักรรัสเซียอันยิ่งใหญ่ ในดินแดนปิยมิตร ได้เสด็จเยือนนครมอสโกเมืองหลวงเก่า

และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ (รัชกาลที่ 6) ซึ่งในขณะนั้นทรงศึกษาอยู่ที่อังกฤษได้ตามเสด็จมาสมทบ และได้เข้าเฝ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 และพระราชวงศ์ด้วย พระเจ้าซาร์ฯ ทรงรักใคร่รัชกาลที่ 5 มากถึงกับเคยตรัสว่า " เขา (ร.5) เป็นพี่ชายของฉัน"

 

เสธน้ำเงิน ไขปริศนา..รากลึกวัฒนธรรมไทย – รัสเซีย ใยจึงแน่นแฟ้นแนบแน่นยิ่งนักช่วงรัชกาลที่ 5

วันที่ 4 กรกฎาคม 2440 เป็นวันอาทิตย์ พระเจ้าซาร์นิโคลัส พระราชทานเลี้ยงพระกระยาหารเย็นเป็นทางการ ณ ห้องเปียระ พระองค์ทรงยืนมีพระราชดำรัสว่า “ ข้าพเจ้ามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับพระองค์ในเมืองของข้าพเจ้า และข้าพเจ้าได้มีโอกาสขอบพระทัยที่ได้ทรงเมตตา รับรองข้าพเจ้าในเวลาข้าพเจ้าไปถึงกรุงสยาม

ข้าพเจ้ายังจำการที่ได้ทรงต้อนรับข้าพเจ้าโดยทรงพระเมตตาอย่างเพื่อนอันสนิท ในพระนครของกรุงสยามได้ดีทุกอย่าง ข้าพเจ้าขอดื่มถวายชัยมงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรุงสยาม” ...แล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงยืนมีพระราชดำรัสตอบว่า “ข้าพเจ้า มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาเฝ้าพระองค์ถึงกรุงรัสเซีย

การที่พระองค์ได้เสด็จไปยังกรุงสยามนั้น ข้าพเจ้าและคนทั้งหลายในกรุงสยามยังจำได้โดยความยินดี ข้าพเจ้าถือว่าพระองค์เป็นมิตรผู้ทรงพระเดชานุภาพ ข้าพเจ้ามีความพอใจในการที่ได้ทรงจัดต้อนรับข้าพเจ้าเป็นอันมาก ข้าพเจ้าขอขอบพระทัยจากดวงจิตของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอดื่มถวายชัยมงคลสมเด็จพระเจ้าเอมเปรอกรุงรัสเซีย”

พระเจ้าซาร์นิโคลัส เคยตรัสจะยกประเทศเดนมาร์กให้กับสยามด้วย แต่พระพุทธเจ้าหลวงทรงปฎิเสธจะรับ พระราชไมตรีอันแน่นแฟ้นของพระราชวงศ์ทั้งสองครั้งนั้น ก็ได้คานอำนาจของประเทศมหาอำนาจ ในยุโรปอย่างฝรั่งเศส และ อังกฤษ ทำให้สยามดำรงเอกราชเพียงประเทศเดียว ในภูมิภาค จวบจนกระทั่งทุกวันนี้

พระเจ้าซาร์นิโคลัสฯ จึงได้ทรงชักชวนให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ส่งพระราชโอรสไปศึกษาที่ประเทศรัสเซีย ซึ่งพระองค์ยินดีที่จะอุปการะเสมือนสมาชิกราชวงศ์โรมานอฟด้วย ต่อมาใน พ.ศ. 2441 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ จึงมีพระราชกระแสรับสั่งส่งสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าจักรพงษภูวนารถ กรมขุนพิษณุโลกประชานารถ

ซึ่งขณะนั้นทรงศึกษาอยู่ในประเทศอังกฤษอยู่แล้ว ให้เข้าศึกษาในโรงเรียนนายร้อยมหาดเล็กที่รัสเซียตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระเจ้าซาร์นิโคลัส ในการไปศึกษาของพระองค์ในประเทศรัสเซียคราวนั้น ด้วยพระวิริยะอุตสาหะผลการสอบของพระองค์ในโรงเรียนนายร้อยฯ ปรากฏว่าพระองค์ทรงสอบไล่ได้ที่ 1 ข้าราชบริพารไทยอีกคนที่ตามเสด็จไปได้ที่ 2

ผลการสอบของพระองค์ในโรงเรียนนายร้อยมหาดเล็กในราชสำนักกรุงรัสเซีย ทรงทำคะแนนได้สูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ของโรงเรียน ดังนั้นพระนามของพระองค์จึงได้ถูกจารึกไว้บนแผ่นศิลาอ่อนของโรงเรียนด้วย ทำให้พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ทรงพอพระทัยยิ่งได้ทรงแต่งตั้งให้เป็น นายพันเอกพิเศษในกองทัพบกรัสเซีย

และพระราชทานสายสะพายเซนต์อันเดรย์ ซึ่งเป็นตราสูงสุดของประเทศรัสเซียสมัยนั้นอีกด้วย พระเจ้าซาร์ได้มีพระราชสาส์นมาเล่าถึงการเรียน และการพระราชทานตำแหน่งทางการทหารให้แก่พระราชโอรสเป็นทหารม้าฮุสซาร์ ขณะเดียวกันก็มีรายงานเกี่ยวกับการศึกษาเล่าเรียนของพระราชโอรส จากทูตไทยที่ดูแลภาคพื้นนั้นมาด้วย

พระเจ้าซาร์ฯ ทรงชุบเลี้ยงและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด ทูลกระหม่อมเล็กอยู่ในพระราชอุปการะและเป็นที่รักใคร่ในสมเด็จพระจักรพรรดินิโคลัสที่ 2 และสมเด็จพระจักรพรรดินีเป็นอย่างยิ่งเป็น “สายสัมพันธ์ที่มีชีวิต” ซึ่งเชื่อมโยงราชสำนักทั้ง 2 ให้สนิทสนมแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ต่อมามีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ

พ.ศ. 2441 พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ทรงแต่งตั้งอเล็กซานเดอร์ โคลารอฟสกี มาดำรงตำแหน่งอุปทูตรัสเซียประจำสยามเป็นคนแรกใน และทางสยามก็ได้แต่งตั้งพระยาสุริยานุวัตรราชทูตไทย ณ กรุงปารีส มีอำนาจรับผิดชอบครอบคลุมถึงรัสเซีย และต่อมา พ.ศ. 2442 ได้แต่งตั้งพระยามหิบาลบริรักษ์ ( สวัสดิ์ ภูมิรัตน์ ) เป็นอัครทูตคนแรก ณ กรุงเซ็นต์ปีเตอร์สเบิร์ก

ทำให้อังกฤษ กับ ฝรั่งเศส แหยงที่จะใช้กำลังทหารยึดไทยเป้นเมืองขึ้น ต่อมาเจ้าฟ้าจักรพงษภูวนารถกรมขุนพิษณุโลกประชานารถ ทรงพบรักกับแคทริน พยาบาลสาวชาวรัสเซีย และแต่งงานกันมีบุตรชายหนึ่งพระองค์ คือ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์

 

เสธน้ำเงิน ไขปริศนา..รากลึกวัฒนธรรมไทย – รัสเซีย ใยจึงแน่นแฟ้นแนบแน่นยิ่งนักช่วงรัชกาลที่ 5

 

 

ต่อมาได้มีการพบพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 5 อย่างสมบูรณ์ ในหอจดหมายเหตุพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ทรงถ่ายรูปร่วมกับรัชกาลที่ 5 ครั้งเยือนแผ่นดินสยาม ซึ่งไทยร่วมกับสถานทูตสหพันธรัฐรัสเซียประจำประเทศไทย และสำนักข่าวอิตาร์-ทาสส์ ของรัสเซีย คัด 100 ภาพจัดแสดงนิทรรศการ ขณะที่สองรัฐบาลซ่อมแซมที่ประทับปีกซ้ายพระราชวังปีเตอร์ฮอฟ เชื่อมความสัมพันธ์ไทย-รัสเซียอีกด้วย

แม้ว่ารัสเซียเปลี่ยแปลงการปกครองเป็นแบบคอมมิวนิสต์ ภายใต้การนำของพรรคบอลเชวิก แต่เหตุการณ์ทางการเมืองนี้ ก็ไม่ได้ลบเลือนความทรงจำอันงดงามที่เคยเกิดขึ้นในสายธารแห่งประวัติศาสตร์ ร่องรอยแห่งเกียรติภูมิและความผูกพันที่แน่นแฟ้นระดับราชวงศ์ทั้ง 2 ราชอาณาจักรยังคงอยู่ไม่เสื่อมคลาย

จากวันนั้นถึงวันนี้เวลาได้ล่วงเลยไปกว่าร้อยปี แต่มิตรภาพและความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างสองประเทศยังคงยั่งยืนสืบมาจนถึงปัจจุบัน พระราชวงศ์ไทยหลายพระองค์ได้เคยเสด็จเยือนรัสเซียเพื่อสานต่อสัมพันธ ภาพระหว่างประเทศทั้งสอง อาทิ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ เสด็จประพาสรัสเซียเมื่อ พ.ศ. 2550

เมื่อ พ.ค.2558 ด้วยการสนับสนุนของสถานทูตรัสเซียประจำประเทศไทย ทำให้มีการเยือนของคณะจิตรกรชาวรัสเซียจำนวน 7 ท่าน นำโดยนายวลาดิมีร์ อนิซิมอฟ หัวหน้าสมาชิกสหภาพศิลปินชาวรัสเซียและผู้อำนวยการศูนย์ Creative Expeditions และปลายเดือนที่แล้วเป็นการเยือนครั้งที่ 2

บรรดาคณะจิตรกรชาวรัสเซียได้ทำการรังสรรค์ภาพวาดต่างๆ ของประเทศไทยเพื่อเป็นการรวบรวมไว้สำหรับงานแสดงนิทรรศการขนาดใหญ่ที่กำลังจะมีขึ้น เนื่องในโอกาสการเฉลิมฉลองครอบรอบ 120 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างรัสเซียและไทย และเนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปี แห่งความร่วมมือระหว่างรัสเซียและอาเซียน

คณะจิตรกรชาวรัสเซียได้เยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ ของกรุงเทพ หัวหิน ตลอดจนอยุธยาที่เป็นเมืองหลวงเก่าของไทย และปิดท้ายด้วยเกาะภูเก็ต การเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ ครั้งนี้ส่งผลให้บรรดาจิตกรสร้างสรรค์ผลงานภาพวาดได้ราว 200 ภาพ และในขณะเดียวกัน นายวลาดิมีร์ อนิซิมอฟได้วางแผนที่จะกลับมาเยือนประเทศไทยอีกเป็นครั้งที่ 3 โดยแสดงความสนใจที่จะไปยังเมืองเชียงใหม่

เวลาผันผ่านไป 120 ปีไวเหมือนโกหก อารยธรรมของ 2 ชนชาติคนละขอบฟ้ากลับมาบรรจบกันอีกครั้งหนึ่ง ในกลิ่นไออุ่นแห่งมิตรภาพได้เปล่งแสงสว่างขึ้นเหนือแม่น้ำเจ้าพระยา และเหนือนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก..ขอบคุณสถานทูตรัสเซียประจำประเทศไทย รัฐบาลรัสเซีย และจิตรชาวรัสเซีย

ที่ได้บรรจงรังสรรค์ภาพวาดต่างๆ ของประเทศไทยรวบรวมไว้สำหรับงานแสดงนิทรรศการขนาดใหญ่ที่กำลังจะมีขึ้น ภาพต่างๆ ในโอกาสครบรอบ 120 ปี แห่งความสัมพันธ์ระหว่างไทย – รัสเซีย ในครานี้จะถูกจารึกอยู่ในความทรงจำของประชาชนทั้ง 2 ชาติต่อไปอีกตราบนานเท่านาน

 

เสธน้ำเงิน ไขปริศนา..รากลึกวัฒนธรรมไทย – รัสเซีย ใยจึงแน่นแฟ้นแนบแน่นยิ่งนักช่วงรัชกาลที่ 5

เสธน้ำเงิน ไขปริศนา..รากลึกวัฒนธรรมไทย – รัสเซีย ใยจึงแน่นแฟ้นแนบแน่นยิ่งนักช่วงรัชกาลที่ 5