สหรัฐฯ ถอนชื่อ เมียนมา ออกจากบัญชีดำใช้ทหารเด็ก ดีล นี้สมประโยชน์ ทั้งสองฝ่าย แต่ไม่ง่ายกับการทวงคืนอาเซียน

เวลานี้ สหรัฐฯ ถือว่าเข้าตาจนในภูมิภาคแห่งนี้แล้ว ก็มี เมียนมา ที่สหรัฐฯ พอจะเข้าไปแทรกได้บ้าง แต่กระนั้นก็ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน

เวลานี้ สหรัฐฯ ถือว่าเข้าตาจนในภูมิภาคแห่งนี้แล้ว ก็มี เมียนมา ที่สหรัฐฯ พอจะเข้าไปแทรกได้บ้าง แต่กระนั้นก็ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน ซึ่งแน่นอนว่าการยื่นเงือนไขถอนออกจากบัญชีดำ การใช้ทหารเด็ก เป็นเรื่องที่เมียนมาเองก็ได้ประโยชน์มากพอ ดังนั้น ดีลนี้ ก็น่าจะจบลงด้วยการสมประโยชน์ทั้งสองฝ่าย

 

สหรัฐฯ ถอนชื่อ เมียนมา ออกจากบัญชีดำใช้ทหารเด็ก ดีล นี้สมประโยชน์ ทั้งสองฝ่าย แต่ไม่ง่ายกับการทวงคืนอาเซียน

เร็กซ์ เวย์น ทิลเลอร์สัน รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ มีแผนจะถอนชื่ออิรักและเมียนมาออกจากบัญชีดำประเทศที่ใช้ทหารเด็ก โดยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ใช้อำนาจคัดค้านผลการประเมินของเจ้าหน้าที่กระทรวงว่าด้วยเรื่องการใช้ทหารเด็กในอิรักและเมียนมา และยังปฏิเสธคำแนะนำของนักการทูตอาวุโสในเอเชียและตะวันออกกลางซึ่งต้องการให้ทั้ง 2 ประเทศถูกขึ้นบัญชีดำต่อไป โดยเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ 3 คนยืนยันการตัดสินใจของรัฐมนตรีต่างประเทศ ซึ่งขัดต่อแนวทางปฏิบัติของกระทรวงด้านการขึ้นบัญชีดำประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย และยังก่อให้เกิดข้อครหาว่ารัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ เห็นผลประโยชน์ด้านการทูตและความมั่นคงสำคัญมากกว่าเรื่องสิทธิมนุษยชน ยิ่งไปกว่านั้น ทิลเลอร์สัน ยังไม่สนใจข้อเสนอภายในกระทรวงการต่างประเทศที่ขอให้เพิ่มอัฟกานิสถานเข้าไปในบัญชีดำด้วย
 

 

 

 

 

 

 

เจ้าหน้าที่ท่านคนหนึ่งอธิบายว่า การตัดสินใจครั้งนี้น่าจะเป็นผลมาจากแรงกดดันของเพนตากอนที่ต้องการขจัดอุปสรรคในการให้ความช่วยเหลือกองทัพอิรักและอัฟกานิสถาน ซึ่งเป็นมือเป็นเท้าให้สหรัฐฯ ในการต่อสู้กับนักรบอิสลามิสต์

 

กองทัพต่างชาติที่ถูกขึ้นบัญชีดำจะเผชิญมาตรการคว่ำบาตร เช่น ห้ามรับความช่วยเหลือ การฝึกฝน และอาวุธจากสหรัฐฯ เว้นเสียแต่ว่าทำเนียบขาวจะออกคำสั่งยกเว้นให้
ด้านเจ้าหน้าที่สิทธิมนุษยชนต่างตกใจกับแผนถอดอิรักและเมียนมาพ้นบัญชีดำ และคาดว่าจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการในรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ประจำปี ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ที่จะเผยแพร่ในวันอังคารที่ 27 มิถุนายน 2560
ภายใต้กฎหมายป้องกันการใช้ทหารเด็ก ปี 2008 รัฐบาลสหรัฐฯ จะต้องพิสูจน์จนมั่นใจว่า ประเทศนั้นๆ ไม่มีการรับสมัคร เกณฑ์ หรือใช้วิธีอื่นใดก็ตามในการดึงเยาวชนมาเป็นทหารเด็กก่อนที่จะถอนรายชื่อออกจากบัญชีดำ และฟื้นฟูความช่วยเหลือ ซึ่งสำนักงานประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชนและแรงงาน ในสังกัดกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ที่มีทีมนักวิจัยที่ช่วยกำหนดนโยบายในเรื่องเหล่านี้ รวมไปถึงฝ่ายกฎหมายและสำนักงานการทูตสหรัฐฯ ทั้งในเอเชียและตะวันออกกลาง ต่างสรุปตรงกันว่า หลักฐานที่มีอยู่ในปัจจุบันบ่งบอกว่าอิรักและเมียนมาสมควรถูกขึ้นบัญชีดำต่อไป

องค์กรเพื่อสิทธิมนุษยชน ฮิวแมนไรต์ วอตช์ เตือนว่า การถอดเมียนมาออกจากบัญชีดำนั้นเร็วเกินไป อีกทั้งยังเป็นการทรยศหักหลังเยาวชนที่ถูกละเมิดสิทธิ และใช้แรงงานเยี่ยงทาส

 


การตัดสินใจเช่นนี้ยังจะส่งผลให้สหรัฐฯ ต้องขัดแย้งกับองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ซึ่งยังคงขึ้นบัญชีดำกองทัพเมียนมาและกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์อีก 7 กลุ่ม โทษฐานเกณฑ์เด็กมาจับอาวุธสู้รบ

 

เมียนมาซึ่งมีพรมแดนติดทั้งจีนและอินเดียถือเป็นหุ้นส่วนที่มีความสำคัญด้านยุทธศาสตร์ต่อสหรัฐฯ ในยามที่จีนกำลังสยายอิทธิพลและผูกมิตรกับประเทศเพื่อนบ้านของตน ในส่วนของอิรักแม้จะถูกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯขึ้นบัญชีดำเมื่อปี 2016 แต่ยังคงได้รับความช่วยเหลือจากวอชิงตันอย่างไม่ขาดสาย ทั้งในด้านการการฝึกฝนและอาวุธยุทโธปกรณ์ รวมมูลค่ากว่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

 

สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเมียนมา กับ สหรัฐฯ ครั้งนี้ ต้องถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนทางผลประโยชน์กันอย่างชัดเจน เนื่องจาก ขณะนี้เอง สหรัฐฯ ได้เสียงรังวัด ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แทบทั้งหมดให้กับจีน ไปเรียบร้อยแล้ว เริ่มตั้งแต่ เมื่อช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา รัฐบาลกัมพูชาบอกให้หน่วยช่วยเหลือของกองทัพเรือสหรัฐฯเดินทางออกนอกประเทศทันที กัมพูชาไปไกลว่าประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในการกระชับความสัมพันธ์กับจีน และตีตัวออกห่างสหรัฐฯ โดยเฉพาะหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รับหน้าที่เป็นผู้นำสหรัฐฯ แม้ว่าสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาจะเคยแสดงความชื่นชมต่อนายโดนัลด์ ทรัมป์ ความสัมพันธ์ตึงเครียดจากการที่สหรัฐฯวิจารณ์รัฐบาลกัมพูชาแก้ไขกฎหมายเพื่อคุกคามฝ่ายค้าน และรัฐบาลกัมพูชาเรียกร้องให้สหรัฐฯยกเลิกหนี้สิน 500 ล้านดอลลาร์ ตั้งแต่ยุคสงครามในคริสต์ทศวรรษ 1970

 

 

กัมพูชาประกาศระงับการซ้อมรบร่วมกับกองทัพสหรัฐฯ ที่กำหนดจะมีขึ้นในเดือน มิถุนายน โดยอ้างเหตุผลธุระยุ่งต้องจัดการเลือกตั้งท้องถิ่น และเมื่อปีที่แล้วกองทัพเรือจีนร่วมฝึกซ้อมกับกองทัพกัมพูชาเป็นครั้งแรก เหล่าทัพกัมพูชาได้รับความช่วยเหลือจากจีนเป็นจำนวนมาก ทั้งการฝึกอบรมและอุปกรณ์

คาร์ล ธาเยอร์ นักวิเคราะห์ความมั่นคงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ และอาจารย์พิเศษวิทยาป้องกันประเทศออสเตรเลีย กล่าวว่า การลดความสัมพันธ์ทางทหารกับกัมพูชา ถือเป็นความเสื่อมถอยสำหรับยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาค แต่สำหรับฮุน เซน ท้ายที่สุดก็จะเป็นผู้สูญเสียเช่นกัน เพราะจะทำให้กัมพูชาต้องพึ่งพาจีนฝ่ายเดียวมากขึ้น

ในขณะที่กับทางฟิลิปปินส์เอง จากที่เคยเป็นพันธมิตรเก่าแก่ของสหรัฐฯ ก็เอาใจออกห่างไปเข้าข้างจีนอย่างชัดเจน หลายครั้งผู้นำฟิลิปปินส์ โรดริโก ดูเตอร์เต วิจารณ์สหรัฐฯ แบบสาดเสีย เทเสีย พร้อมกับมีการยกเลิกพันธสัญญาต่าง ๆ จำนวนมาก ที่เคยทำร่วมกัน รวมถึงการซ้อมรบร่วมในหลาย ๆ ภารกิจ และการลาดตระเวนร่วมในทะเลจีนใต้ก็ถูกยกเลิกเช่นเดียวกัน เหตุการณ์เหล่านั้นยังไม่รวม ถึง ไทย ที่เริ่มจะมีระยะห่างจากสหรัฐฯมากยิ่งขึ้นภายใต้การนำของรัฐบาล คสช. ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดังนั้นเวลานี้ สหรัฐฯ ถือว่าเข้าตาจนในภูมิภาคแห่งนี้แล้ว ก็มี เมียนมา ที่สหรัฐฯ พอจะเข้าไปแทรกได้บ้าง แต่กระนั้นก็ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน ซึ่งแน่นอนว่าการยื่นเงือนไขถอนออกจากบัญชีดำ การใช้ทหารเด็ก เป็นเรื่องที่เมียนมาเองก็ได้ประโยชน์มากพอ ดังนั้น ดีลนี้ ก็น่าจะจบลงด้วยการสมประโยชน์ทั้งสองฝ่าย