ประมวลเหตุการณ์ช็อกโลกที่สุดแห่งปี 2017

ประมวลเหตุการณ์ช็อกโลกที่สุดแห่งปี 2017


ประมวลเหตุการณ์ช็อกโลกที่สุดแห่งปี 2017

1. ผู้นำ คิม จองอึน แห่งเกาหลีเหนือ ทดสอบขีปนาวุธ หรืออาวุธนิวเคลียร์ ตลอดทั้งปี

เดือนเมษายนเกาหลีเหนือประกาศพร้อมทำสงครามด้วยขีปนาวุธ และอาวุธนิวเคลียร์ หากสหรัฐฯ จะโจมตี วันที่ 1 พฤษภาคม เกาหลีเหนือประกาศยืนยันจะทดลองขีปนาวุธ หรืออาวุธนิวเคลียร์ต่อ โดยไม่ฟังเสียงคัดค้านจากนานาประเทศ

วันที่ 14 พ.ค. เกาหลีเหนือทดลองยิงขีปนาวุธไปตกในทะเลของญี่ปุ่น ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ออกมาประณามว่าเป็นการละเมิดกฎข้อบังคับของสหประชาชาติ และเป็นภัยคุกคามความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออก แต่เกาหลีเหนือก็ยังคงทดสอบขีปนาวุธต่อไป

สหรัฐฯ แสดงความเห็นเกี่ยวกับการยิงขีปนาวุธนี้ ไปตกใกล้รัสเซียมากกว่าญี่ปุ่น เพื่อเรียกร้องขอความร่วมมือจากรัสเซีย ระยะทางที่ยิงขีปนาวุธครั้งนี้อยู่ในพิสัยคุกคาม เกาะกวม ซึ่งเป็นดินแดนการปกครองของสหรัฐฯ และเป็นฐานทัพสำคัญของสหรัฐฯในภูมิภาคนี้ ที่ตั้งอยู่ห่างจากเกาหลีเหนือ 3,400 กม.

4 กรกฎาคม คิม จองอึน ประกาศความสำเร็จในการทดสอบขีปนาวุธ และขีปนาวุธของเกาหลีเหนือสามารถโจมตีที่ใดก็ได้ในโลก คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติลงมติเป็นเอกฉันท์ คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นการตัดรายได้ 1 ใน 3 ของเกาหลีเหนือ

ปลายเดือนสิงหาคม เป็นครั้งแรกที่เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธ ข้ามน่านฟ้าเกาะฮอกไกโด ของญี่ปุ่น ก่อนตกลงสู่ท้องทะเล ก่อนที่สัญญาณเตือนภัยดังไปทั่วเมือง สร้างความตกใจให้ประชาชนเป็นอย่างมาก

การยิงครั้งนี้ เป็นการยิงออกจากฐานซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของเกาหลีเหนือ สามารถทำระยะได้ถึง 2,700 กม. ที่ระดับความสูง 550 กม. และหลังจากนั้นเกาหลีเหนือยังคงทดสอบการยิงขีปนาวุธข้ามประเทศญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการตอบโต้ที่กองทัพเกาหลีใต้และสหรัฐฯ ซ้อมรบประจำปีร่วมกัน

เดือนกันยายน เกาหลีเหนือประกาศประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์แบบในการทดสอบระเบิดนิวเคลียร์จนสามารถนำไปติดตั้งบนขีปนาวุธข้ามทวีปได้แล้ว แต่ทุกประเทศทั่วโลกยังมีความเห็นไม่ตรงกันว่าเกาหลีเหนือใกล้บรรลุเป้าหมายขนาดไหนในการพัฒนา

ช่วงต้นเดือนธันวาคม ญี่ปุ่นเผยว่า กองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่น จะซื้อขีปนาวุธต่อต้านแบบยิงจากอากาศสู่ภาคพื้นดินเพิ่มเติม โดยจะคำนึงถึงประสิทธิภาพในการยิงให้ไกลถึงเกาหลีเหนือด้วย

ด้านจีน ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญกับเกาหลีเหนือ ตลอดปีที่ผ่านมามีจุดยืนให้มีการเจรจาสันติภาพ ทั้งยังส่งสัญญาณว่ายินดีเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือของสหรัฐฯ

 

ประมวลเหตุการณ์ช็อกโลกที่สุดแห่งปี 2017

2. เจ้าชายแฮร์รี่ ทรงหมั้น กับเมแกน มาร์เคิล นักแสดงสาวชาวอเมริกัน และกำหนดอภิเษกฯปีหน้า

พระตำหนักคลาเรนซ์เฮาส์ของสหราชอาณาจักร ออกแถลงการณ์ว่า เจ้าชายเฮนรี ชาลส์ อัลเบิร์ต เดวิด แห่งเวลส์ หรือ เจ้าชายแฮร์รี่ แห่งราชวงศ์อังกฤษทรงหมั้นกับนางสาวเมแกน มาร์เคิล นักแสดงสาวชาวอเมริกัน โดยทั้งคู่ได้หมั้นกันในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา และมีกำหนดวันอภิเษกสมรสในวันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคม 2018 จากนั้นจะทรงประทับร่วมกันที่พระราชวังเคนซิงตัน

สำหรับแหวนเพชรหมั้นนั้นเป็นแหวนเพชร 3 เม็ดเรียง ตรงกลางเป็นเพชรจากบอตสวานา ซึ่งสำนักพระราชวังเคนซิงตัน ระบุุว่า ประเทศนี้เป็นสถานที่ที่พิเศษของทั้งสอง ล้อมด้วยเพชร 2 เม็ด ซึ่งเป็นของสะสมส่วนพระองค์ของเจ้าหญิงไดแอนาผู้ล่วงลับพระมารดาของเจ้าชายแฮร์รี โดยแหวนหมั้นวงนี้เจ้าชายแฮร์รี ทรงออกแบบเอง

เจ้าชายแฮร์รี่ได้ถวายรายงานข่าวดีแก่สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และสมาชิกพระราชวงศ์อังกฤษ พร้อมทั้งยังได้พบและได้รับการถวายพระพรจากพ่อแม่ของพระคู่หมั้นด้วย สำหรับ เมแกน มาร์เคิล มีผลงานการแสดงที่โด่งดัง เช่น ซีรีส์ Suits, ภาพยนตร์เรื่อง Remember Me, Horrible Bosses

ประมวลเหตุการณ์ช็อกโลกที่สุดแห่งปี 2017

3. เหตุกราดยิงที่ลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ที่ผ่านมา เกิดเหตุกราดยิงกลางงานคอนเสิร์ต Route 91 Harvest บริเวณโรงแรม Mandalay Bay Las Vegas กลางนครลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา มีผู้เสียชีวิตถึง 58 คน และบาดเจ็บอีก 515 คน ถือเป็นการสังหารหมู่โดยมือปืนที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกัน

หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจได้วิสามัญฆาตกรรมนายสตีเฟน แพดด็อก ชาวเนวาดา ที่เข้าพักที่โรงแรมแมนดะเลย์ เบย์ และกราดยิงจากห้องพักบนชั้น 32 มายังเทศกาลดนตรีที่มีผู้ชมกว่า 2 หมื่นคน ซึ่งจากการตรวจค้นบ้านพักของนายแพดด็อก พบอาวุธปืนพร้อมเครื่องกระสุน และสารประกอบระเบิด ทั้งนี้จากการตรวจสอบพบว่า นายแพดด็อกไม่มีประวัติอาชญากรรม หรือเกี่ยวข้องกับกลุ่มก่อการร้าย จึงเชื่อว่าเป็นการลงมือเพียงลำพัง

ประมวลเหตุการณ์ช็อกโลกที่สุดแห่งปี 2017 4. วิกฤตโรฮิงญา ในเมียนมา

ชาวโรฮิงญาจำนวน 536,000 คน หนีตายจากความรุนแรง และการเผาที่อยู่อาศัยในรัฐยะไข่ มาที่บังกลาเทศ โดยโลกโซเชี่ยลเผยภาพสถานการณ์ที่รัฐยะไข่ ในเมียนมา การหนีตายของชาวโรฮิงญาไปยังบังกลาเทศ โดยสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ UNHCR เผยแพร่ภาพถ่ายทางอากาศ เป็นภาพชาวมุสลิมโรฮิงญานับพันคนในบังกลาเทศ หลังเดินทางข้ามแม่น้ำนาฟ มาจากฝั่งเมียนมาในช่วงเดือนตุลาคม

ปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา สภาเมืองอ็อกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ มีมติถอดถอนประกาศเชิดชูเกียรติของนางออง ซาน ซูจี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และรัฐมนตรีประจำทำเนียบประธานาธิบดีเมียนมา ที่มอบให้เมื่อปี 1997 ในฐานะบุคคลที่เป็นนักสู้เพื่อประชาธิปไตยที่ไม่เคยย่อท้อ เพราะท่าทีที่นิ่งเฉยต่อการแก้ปัญหาของกลุ่มชาวโรฮิงญา เป็นการทำลายและขัดต่อธรรมเนียมและเจตนารมณ์ของรางวัล ที่แสดงออกถึงความเห็นอกเห็นใจแก่เพื่อนมนุษย์ และปลดภาพนางซูจีออกจากวิทยาลัยเซนต์ฮิวจ์ ของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ซึ่งเป็นสถานที่ที่นางซูจีจบการศึกษา ขณะที่ บ๊อบ เกลดอฟ นักร้อง และนักเคลื่อนไหวชาวไอร์แลนด์ ได้คืนรางวัลเกียรติยศเสรีภาพแห่งกรุงดับลิน เพราะไม่ต้องการมีส่วนร่วมกับนางซูจีด้วย

ประมวลเหตุการณ์ช็อกโลกที่สุดแห่งปี 2017

5. ฮอลลีวูด ฉาว นักแสดงตบเท้า แฉ ผู้อำนวยการสร้างหนังล่วงละเมิดทางเพศ

ต้นเดือนตุลาคม ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ชื่อดังแห่งฮอลลีวูด วัย 65 ปี ถูกไล่ออกจาก Weinstein Company สตูดิโอผลิตหนังของตนเอง หลังมีรายงานว่าเขาก่อคดีล่วงละเมิดทางเพศหญิงสาวที่ร่วมงานตลอด 30 ปี โดยหลังจากที่เขาถูกไล่ออก มีนักแสดงชื่อดัง และพนักงานหลายคนออกมาเปิดเผยเรื่องของเขา เช่น นักแสดงสาว แอชลีย์ จัดด์ ออกมาเปิดเผยว่าเคยได้รับข้อความจากไวน์สตีน ให้ไปพบที่โรงแรม เธอคิดว่าเขาจะคุยเรื่องงาน แต่เมื่อไปถึงเขากลับให้ไปดูเขาอาบน้ำ และขอให้นวดให้เขา

ขณะที่ แองเจลินา โจลี นักแสดงสาวมากฝีมือแห่งฮอลลีวูด ออกมาเปิดเผยกับสำนักข่าวนิวยอร์ก ไทม์ ว่าไวน์สตีน พยายามจะเข้ามาแตะเนื้อต้องตัวเธอภายในห้องพักของโรงแรมแห่งหนึ่ง แต่เธอขัดขืนเขาจึงถอยออกไป หลังจากนั้นเธอไม่เคยร่วมงานกับเขาอีกเลย

ด้านกวินเน็ธ พัลโทรว์ นักแสดงหญิงชื่อดัง ก็ออกมาเปิดเผยว่า ระหว่างคัดตัวนักแสดงนำภาพยนตร์เรื่องเอมมา ไวน์สตีนเรียกเธอไปพบในโรงแรม จากนั้นได้วางมือลงบนตัวเธอ และชวนไปนวดในห้องน้ำด้วยกัน แต่เธอรีบผละออกมา หลังจากนั้นเธอเล่าให้ แบรด พิตต์ แฟนหนุ่มในขณะนั้นฟัง ทำให้ฝ่ายชายเกือบจะมีเรื่องกับไวน์สตีน

แต่ที่เลวร้ายที่สุดน่าจะเป็นกรณีของ อาเซีย อาร์เจนโต ดาราสาวชาวอิตาเลียน ที่ระบุว่าเธอถูกไวน์สตีนข่มขืน เขาหลอกเธอไปงานปาร์ตี้ที่โรงแรมของเขา แล้วบังคับให้มีเพศสัมพันธ์ ขณะที่ตอนนั้นเธอมีอายุ 21 ปี และเหตุการณ์นั้นยังหลอกหลอนเธอมาจนถึงทุกวันนี้ ขณะที่เหยื่อรายอื่นมักถูกบังคับให้มีเพศสัมพันธ์แลกกับความช่วยเหลือเรื่องงาน และยังมีอีก 2 คนที่กล่าวว่าถูกไวน์สตีนข่มขืน มีพนักงานและอดีตพนักงานในบริษัทที่เขาทำงานอีก 16 คนระบุว่า เคยเห็นหรือทราบเกี่ยวกับพฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศของเขา

ไวน์สตีน ออกมากล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “ผมเพิ่งตระหนักว่าวิธีการแสดงออกของผมในอดีตต่อผู้ร่วมงานหญิงนั้น เป็นเหตุให้ทุกคนรู้สึกเจ็บปวด ผมต้องขอโทษอย่างยิ่งต่อเรื่องดังกล่าว ผมจะพยายามทำทุกอย่างให้ดีขึ้น แม้รู้ว่าผมต้องใช้เวลาอีกนานก็ตาม” ทั้งนี้ทนายของเขาเจรจาปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แต่ได้มีการจ่ายเงินให้ผู้หญิงอย่างน้อย 8 รายเพื่อปิดปากพวกเธอ

เหตุการณ์นี้ถือเป็นเรื่องที่คนในฮอลลีวูดให้ความสนใจว่าจะจบอย่างไร เนื่องจากที่ผ่านมาหลายคนมองว่าฮอลลีวูดเป็นอุตสาหกรรมที่ปฏิบัติกับผู้หญิงอย่างไม่เป็นธรรม และยังทำให้เกิดกระแส #MeToo ในสเตตัสทั่วโลกโซเชียล เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศ โดยมีหลายคนเล่าเรื่องเศร้าที่เคยเกิดขึ้นกับตนเองให้สังคมทราบ ทั้งผู้หญิง และกลุ่มชายรักร่วมเพศ

 

ประมวลเหตุการณ์ช็อกโลกที่สุดแห่งปี 2017

6. ซาอุฯ จับกุมเจ้าชาย เชื้อพระวงศ์ รัฐมนตรี นักธุรกิจ และผู้มีอิทธิพลกว่า 40 คน เพื่อแก้คอรัปชั่น

คณะกรรมการต่อต้านการคอร์รัปชั่นของซาอุดิอาระเบีย ที่จัดตั้งโดยพระบรมราชโองการของสมเด็จพระราชาธิบดีซัลมาน วัย 81 ชันษา และมีองค์มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ในวัย 32 ชันษา เป็นประธาน เข้าควบคุมตัวเจ้าชาย 11 พระองค์ และรัฐมนตรี 4 คน รวมถึงอดีตรัฐมนตรีรวมประมาณ 40 คน เพื่อสอบสวนกรณีทุจริตเหตุการณ์น้ำท่วมนครเจดดาห์เมื่อปี 2009 และกรณีเชื้อไวรัสโรคเมอร์สระบาดเมื่อปี 2012 และยังปลดเจ้าชายมีเต็บ บิน อับดุลลาห์ ผู้เคยได้รับพิจารณาให้เป็นผู้สืบสันตติวงศ์พระองค์หนึ่ง ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบกองกำลังรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ

คาดว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการกุมอำนาจขององค์มกุฎราชกุมาร เพื่อปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคมให้เป็นสมัยใหม่ ภายใต้แนวทางมุสลิมสายกลาง

11 ธ.ค. กระทรวงวัฒนธรรมและสารสนเทศแห่งซาอุดีอาระเบียออกแถลงการณ์ ระบุคำสั่งห้ามประกอบกิจการโรงภาพยนตร์ภายในประเทศจะถูกยกเลิกในเดือน มี.ค. 2018 ตามนโยบายปฏิรูปสังคมและวัฒนธรรมของมกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย ทำให้โรงภาพยนตร์กลับมาเปิดกิจการได้เป็นครั้งแรกในรอบ 35 ปี

7. 20 ธ.ค. กลุ่มกบฏ ยิงขีปนาวุธมุ่งเป้าโจมตีกรุงริยาด แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเกิดความเสียหาย สถานีโทรทัศน์อัล-มาสิราห์ ของกลุ่มกบฏฮูธีในเยเมน รายงานว่ากลุ่มกบฏมุ่งเป้ายิงขีปนาวุธไปยังพระราชวัง เพื่อลอบสังหารสมเด็จพระราชา พร้อมกระแสข่าวว่ากษัตริย์ เตรียมสละบัลลังก์ และจะสถาปนาเจ้าชายโมฮัมเหม็ด ขึ้นเป็นผู้สืบทอดราชบัลลังก์ในเร็ววันนี้

ประมวลเหตุการณ์ช็อกโลกที่สุดแห่งปี 2017 7. คนร้ายสวมชุดซานตาคลอสใช้อาวุธปืนกราดยิงผู้คน

เกิดเหตุคนร้ายสวมชุดซานตาคลอสใช้อาวุธปืนกราดยิงผู้คนที่ด้านหน้าของไนท์คลับไรนา ริมแม่น้ำ ย่านออร์ทาคอย เมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี ซึ่งขณะเกิดเหตุมีนักท่องเที่ยวเข้าไปเฉลิมฉลองวันปีใหม่ภายในไนท์คลับเป็นจำนวนมากกว่า 700 คน ทำให้มียอดผู้เสียชีวิตสูงถึง 39 ราย บาดเจ็บอย่างน้อย 69 คน โดยผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ

คนร้ายใช้เวลาโจมตีประมาณ 7 นาที ยิงปืนไปราว 120-180 นัด ซึ่งคนร้ายพูดภาษาอาระบิกและคาดว่าน่าจะมีอย่างน้อย 2 คน หลังจากก่อเหตุคนร้ายหลบหนีไปได้

 

ประมวลเหตุการณ์ช็อกโลกที่สุดแห่งปี 2017

8. คนร้ายขับรถยนต์พุ่งชนผู้คนบนสะพานเวสต์มินสเตอร์

คนร้ายขับรถยนต์พุ่งชนผู้คนตั้งแต่บนสะพานเวสต์มินสเตอร์ ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย และมีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 40 คน ก่อนที่จะขับรถพุ่งชนรั้วกั้นด้านนอกอาคารรัฐสภาและวิ่งเข้าไปแทงตำรวจเสียชีวิต 1 นาย หลังจากนั้นคนร้ายก็ถูกวิสามัญเสียชีวิต

ตำรวจนครบาลลอนดอนแถลงการณ์ว่าเป็นการโจมตีของพวกก่อการร้าย โดยลักษณะการก่อเหตุของคนร้ายเลือกขับรถพุ่งชนผู้คนบนสะพานข้ามแม่น้ำเทมส์  เนื่องจากว่าสะพานแห่งนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังและเป็นสัญลักษณ์ของกรุงลอนดอน จากนั้นพอข้ามสะพานไปแล้วเลี้ยวซ้าย ก็คือ Westminster Palace อาคารรัฐสภาอังกฤษ

 

ประมวลเหตุการณ์ช็อกโลกที่สุดแห่งปี 2017

9. เกิดเหตุระเบิดในสถานีชุมทางรถบัส ใกล้ไทม์สแควร์ ของมหานครนิวยอร์ค เช้าของวันจันทร์ที่ 11 ธ.ค. นาย Akayed Ullah อายุ 27 ปี ชาวบังกลาเทศ ใช้ระเบิดทำขึ้นเองผูกติดไว้กับตัวโจมตีสถานีชุมทางรถโดยสาร Port Authority Bus Terminal ในเวลาเช้าประมาณ 07.20 น. ซึ่งเป็นชั่วโมงเร่งด่วน จนทำให้ตัวเขาเองและประชาชนอีก 3 รายได้รับบาดเจ็บ แต่ไม่มีใครเสียชีวิต

นาย Akayed Ullah เข้ามาสหรัฐฯ เพื่ออยู่กับครอบครัวเมื่อปี 2011 โดยเข้าเมืองด้วยวีซ่าแบบ F-43 ซึ่งเป็นวีซ่าสำหรับลูกหรือพี่น้องของพลเมืองสหรัฐฯ ที่มีอายุน้อยกว่า 21 ปี ทำให้เขาอยู่ในสหรัฐฯ โดยถือกรีนการ์ดและได้สิทธิ์ทำงานถูกต้องตามกฏหมาย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียง 1 สัปดาห์หลังจากที่ศาลสูงสุด อนุญาตให้คำสั่งพิเศษห้ามพลเมืองจาก 8 ประเทศเข้าสหรัฐฯมีผลบังคับใช้ โดย 6 ใน 8 ประเทศเป็นประเทศมุสลิม

ก่อนหน้าที่ลงมือก่อเหตุระเบิด เขาได้โพสต์ข้อความที่แสดงถึงแรงจูงใจ โดยระบุว่า “Trump you failed to protect your nation” และได้รับแรงบันดาลใจจากโปสเตอร์ของกลุ่ม ISIS ที่ปลุกระดมผู้ฝักใฝ่ให้ก่อเหตุโจมตีช่วงคริสต์มาส นอกจากนี้เขายังก่อเหตุเพื่อแก้แค้นที่อิสราเอลทำกับปาเลสไตน์ด้วย ซึ่งสหรัฐฯ เพิ่งลงนามประกาศยอมรับให้เยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล ก่อนที่ประชาชนในประเทศจะลุกขึ้นมาก่อเหตุประท้วง

เหตุการณ์ก่อการร้ายครั้งนี้ เกิดขึ้นในนครนิวยอร์กเป็นครั้งที่ 2 ในเวลาไม่ถึงสองเดือน หลังจากเหตุคนร้ายชาวอุซเบกิสถานขับรถแวนพุ่งชนคนในแมนฮัตตันทำให้มีผู้เสียชีวิต 8 คนเมื่อเดือนตุลาคม ที่ผ่านมา โดยชาวอุซเบกิสถานผู้ก่อเหตุในครั้งนั้น เข้าสหรัฐฯ ด้วยโครงการกรีนการ์ดล็อตโต้ ทางการสหรัฐฯ อ้างว่า ทั้ง 2 ผู้ก่อเหตุใน 2 เหตุการณ์ เข้าประเทศมาได้เพราะช่องโหว่ที่เกิดจากระบบตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ ปธน.ทรัมป์ เรียกร้องให้มีการยกเลิกนโยบายให้กรีนการด์ ผ่านระบบล็อตโต้และระบบสมัครให้กับคนในเครือญาติ

 

เรียบเรียงโดย อรรคเดช ศรีพิพัฒน์ สยามมีเดีย-ทีนิวส์