- 27 มี.ค. 2561
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
จากกรณีข่าวอื้อฉาวเรื่อง Cambridge Analytica ที่ใช้ข้อมูลจากบัญชีเฟซบุ๊คแล้วเอาไปหาเสียงทางการเมือง ดูเหมือนข่าวมุ่งประเด็นไปที่การเมืองต่างประเทศและท่าทีของมาร์ค ซัคเกอร์เบอร์กผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊คว่าจะแสดงความรับผิดชอบอย่างไรกับเรื่องนี้ ทั้งที่จริงแล้วเหตุการณ์นี้เป็นเรื่องใกล้ตัวผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทุกคน แม้ว่า Cambridge Analytica จะมุ่งเป้าไปที่การเมืองของอเมริกา แต่วิธีการที่ข้อมูลรั่วไหลออกไปเป็นช่องทางง่ายๆที่เชื่อได้ว่าทุกคนที่ใช้เฟซบุ๊คและโซเชียลทุกคนก็ต้องเคยทำมาแล้ว
ข้อมูลที่รั่วออกไปนั้นถูกดักออกไปจากการเชื่อมต่อบัญชีเฟซบุ๊คเข้ากับบุคคลที่สามซึ่งแอพภายนอกเฟซบุ๊ค(Third party app) และกรณีที่เป็นข่าวอื้อฉาวเกิดจากการอนุญาตให้เฟซบุ๊คเชื่อมต่อกับแบบทดสอบบุคคลิกภาพที่ชื่อว่า thisisyoudigitallife และการทำแบบทดสอบที่ว่านี้จะต้องยินยอมให้เชื่อมต่อกับเฟซบุ๊คซะก่อนถึงจะเข้าไปทำได้ โดยมากคนใช้เฟซบุ๊คก็กดยินยอมเพราะรีบอยากทำแบบทดสอบ แบบสอบถามประเภทนี้มีอยู่ทั่วอินเตอร์เน็ต เช่น คุณเป็นใครใน.................., คุณมีความรู้เรื่อง...........แค่ไหน, เพื่อนคนไหนสนิทกับคุณมากที่สุด หรือแม้กระทั่ง การเปลี่ยนรูปโปรไฟล์เป็นรูปวาด รูปคุณหน้าเหมือนดาราคนไหน การเข้าใช้เว็บเหล่านี้คือช่องทางที่คุณอนุญาตให้คนอื่นเข้ามาดูเฟซบุ๊คของคุณนั่นเอง
ประเด็นนี้คอขาดบาดตายแค่ไหน? มันขึ้นอยู่กับว่าคุณให้ความสำคัญกับข้อมูลบนเฟซบุ๊คของคุณแค่ไหน? คุณรู้ตัวหรือไม่ว่าสิ่งที่คุณนำเข้าไปบนอินเตอร์เน็ตเมื่อออกไปจากตัวคุณหรืออุปกรณ์ของคุณแล้วมันเอาไปเก็บไว้ที่คอมพิวเตอร์ของคนอื่น ทุกครั้งที่คุณเก็บข้อมูลไว้ในเฟซบุ๊กไม่ว่าจะเป็นรูปหรือเรื่องราวต่างๆ คุณเก็บข้อมูลของคุณไว้ในฐานข้อมูลของเฟซบุ๊กเรียบร้อยแล้ว แต่ในกรณีที่ข้อมูลรั่วไหลนี้ เหตุมันเกิดมาจากมือที่สามขอเชื่อมต่อกับเฟซบุ๊ค(ซึ่งคุณกดยินยอมให้เชื่อมต่อด้วยตัวเอง) แล้วการอนุญาตให้มือที่สามนอกเฟซบุ๊กเชื่อมต่อบัญชีก็คือการยอมให้ มือที่สามเข้ามาดูหรือส่องเฟซบุ๊คของคุณไปด้วย กรณีที่เป็นข่าวอื้อฉาวมีข้อมูลรั่วไหลออกไปถึง 50 ล้านบัญชี ซึ่งมันเริ่มต้นจากคนที่ทำแบบสอบถามราวๆสองแสนคน แต่แอพของ Cambridge Anlytica ไม่ได้“ส่อง”แค่บัญชีเฟซบุ๊คที่ยอมรับการเชื่อมต่อ มันยังส่องไปถึงเพื่อนคนอื่นๆได้ด้วย(ตอนกดอนุญาตให้เชื่อมต่อส่วนใหญ่จะบอกไว้แต่แรกว่าการเชื่อมต่อนี้จะเข้าถึงอะไรของเฟซบุ๊คเราบ้าง)
ว่าไปแล้วข้อมูลที่แอพมือที่สามได้ไปนี้ มันเป็นนปัญหาเพราะว่า Cambridge Anlytica เก็บข้อมูลเป็นเวลาสองปีและรู้พฤติกรรมของคนในเฟซบุ้กเป็นอย่างดี จนเองมาวางแผนได้ว่าถ้าจะเลือกตั้งให้ถูกใจคนจะต้องหาเสียงไปทิศทางไหน นี่เองที่ทำให้ Cambridge Anlytica กลายเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา เพราะว่าข้อมูลที่ได้มันตกอยู่ในเมือฝ่ายวางแผนหาเสียงของโดนัลด์ ทรัมป์ แต่โดยทั่วไปแล้วข้อมูลที่รั่วออกไปจากเฟซบุ๊คไม่ได้มีแค่การเชื่อมต่อของ Cambridge Anlytica ข้อมูลที่เรากดเพื่อทำแบบสอบถามก็ถูกเก็บเอาไปแล้วเหมือนกัน แต่ข้อมูลนั้นจะถูกเอาไปขายให้กับบริษัทโฆษณา เพราะว่าเฟซบุ๊คมีทุกอย่างที่บอกว่าตลาดคือใครบ้าง เฟซบุ๊คมีข้อมูล เพศ อายุ ที่อยู่ อีเมล์ กิจกรรมที่ชอบ(ดูได้จากกดไลค์อะไรไว้บ้าง) ข้อมูลพวกนี้เราให้กับแอพมือที่สามไปฟรีๆ เพื่อแลกกับการตอบแบบสอบถามไม่กี่ข้อ แม้แต่ steve Bannon อดีตหัวหน้าฝ่ายยุทธศาสตร์ของทรัมป์ก็ตอบโต้กรณีอื้อฉาวครั้งนี้ว่า “ข้อมูลจากเฟซบุ๊คมันหาซื้อได้จากทั่วโลกนั่นแหละ” และข้อมูลที่ได้จากการเชื่อมต่อกับเฟซบุ๊คก็ถือเป็นเรื่องปกติมากๆที่ฝ่ายการตลาดของบริษัทต่างๆจะเอาไปใช้ และการเชื่อมต่อกับแอพมือที่สามมาจากการที่ผู้ใช้กดยินยอมให้เชื่อมต่อด้วยเฟซบุ๊คเพราะคิดว่ามันสะดวก ในการต่อบัญชีเล่นเกม ไลน์ เว็บต่างๆด้วยเฟซบุ๊ค และการเชื่อมต่อแบบนี้แหละคือช่องทางที่เราปล่อยให้แอพมือที่สามเอาข้อมูลจากเฟซบุ๊คไปใช้ประโยชน์
กระแสของประเด็นนี้จึงจับจ้องไปที่มาร์ค ซัคเกอร์เบอร์กว่า มีส่วนรู้เห็น หรือมีมาตรการอะไรในการดูแลข้อมูลของผู้ใช้เฟซบุ๊คบ้าง คำขอโทษของมาร์ค ซัคเกอร์เบอร์กจึงอ้างว่า “(แอพมือที่สาม)ทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจ” และกระแสนี้ลุกลามไปจนถึงขั้นรณรงค์ให้เคลื่อนไหว “ลบเฟซบุ๊ค” แต่มันก็สายไปแล้ว เพราะว่าข้อมูลที่ออกไปจากเฟซบุ๊คมันออกไปเป็นแรมปี แอพมือที่สามพวกนั้นก็ได้ข้อมูลไปมากพอที่จะไปวิเคราะห์พฤติกรรมต่างๆ และแหล่งข้อมูลส่วนตัวที่เราให้ออกไปบนอินเตอร์เน็ตก็คือ สมาร์ทโฟนที่เราใช้นั่นเอง มันขออีเมล์ของเราไปตั้งแต่ครั้งแรกที่เราเปิดใช้งาน และมันรับส่งข้อมูลจากโทรศัพท์ออกไปที่อินเตอร์เน็ตทุกครั้งที่เราใช้งาน
สิ่งที่เราควรจะทำหลังจากเหตุการณ์นี้ก็คือควรจะรู้ว่า ข้อมูลที่ออกไปจากเรามันมีค่ามากๆสำหรับธุรกิจและนักวิเคราะห์ กรณีที่เกิดขึ้นนี้มันชวนให้เราเห็นความสำคัญของข้อมูลของเราว่ามันอาจจะเอาไปใช้ประโยชน์ได้ โดยที่เราไม่รู้ตัวว่าเราถูกหลอกใช้ ให้ตัดสินใจทางการเมือง หลอกให้ซื้อสินค้า ด้วยข้อมูลที่เราเป็นผู้ให้ออกไปด้วยตัวเราเอง การดูและรักษาความปลอดภัยของเฟซบุ๊คเป็นหน้าที่ของเฟซบุ๊คแต่ผู้ใช้อินเตอร์เน็ททุกคนมีหน้าที่ปกป้องข้อมูลของตนเอง การตั้งค่าและฉุกคิดก่อนที่จะอนุญาติให้แอพต่างๆเข้าถึงข้อมูลในโทรศัพท์ของเราก็เป็นวิธีที่ดีที่จะทำให้เราไม่ถูกดักข้อมูลไปใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต
ผู้เขียน เจิด บรรดาศักดิ์
อาจารย์และผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลสารสนเทศ
