เจ้าของฉายาหญิงที่น่าเกลียดที่สุดในโลกช้ำใจหนัก ถูกบรรดาพ่อแม่ในแอพฯดังใช้รูปตัวเองหลอกลูกๆ

กลายเป็นประเด็นที่ชาวเน็ตทั่วโลกให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เมื่อ ลิซซี่ เวลาสเควซ นักพูดสร้างแรงบันดาลใจ ขอร้องให้พ่อแม่ หยุดการนำรูปของเธอไปแกล้งทำเฟซไทม์ เพื่อหลอกลูก ๆ ให้กลัว ชี้ไม่ต่างจากการบูลลี่ การนำคนที่แตกต่างมาเล่นตลก ไม่ต่างจากความโหดร้าย

กลายเป็นประเด็นที่ชาวเน็ตทั่วโลกให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เมื่อ ลิซซี่ เวลาสเควซ นักพูดสร้างแรงบันดาลใจ ขอร้องให้พ่อแม่ หยุดการนำรูปของเธอไปแกล้งทำเฟซไทม์ เพื่อหลอกลูก ๆ ให้กลัว ชี้ไม่ต่างจากการบูลลี่ การนำคนที่แตกต่างมาเล่นตลก ไม่ต่างจากความโหดร้าย

โดยเธอได้ฝากข้อความจากใจหญิงที่น่าเกลียดที่สุดในโลก ขอร้องหยุดตลกร้าย นำรูปเธอไปหลอกให้เด็กกลัวใน TikTok ซึ่งลิซซี่ เวลาสเควซ นักพูดสร้างแรงบันดาลใจ ขอร้องให้พ่อแม่ หยุดการนำรูปของเธอไปแกล้งทำเฟซไทม์ เพื่อหลอกลูก ๆ ให้กลัว ชี้ไม่ต่างจากการบูลลี่ การนำคนที่แตกต่างมาเล่นตลก ไม่ต่างจากความโหดร้าย

เป็นเวลาเนิ่นนานหลายปี ที่ ลิซซี่ เวลาสเควซ (Lizzie Velasquez) หญิงซึ่งได้รับฉายาว่าเป็นผู้หญิงที่น่าเกลียดที่สุดในโลก ได้อุทิศตัวในการเป็นกระบอกเสียงและนักเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านข่มเหงรังแก หลังจากที่เธอต้องทนอยู่กับการถูกบูลลี่มาตลอดช่วงชีวิตในวัยเยาว์ เนื่องจากสภาพความผิดปกติทางพันธุกรรม ที่ทำให้เธอสูญเสียไขมันทั่วร่างกาย จนมีสภาพผ่ายผอมและไม่สามารถสร้างไขมันได้


ในขณะที่เธอมีจิตใจที่งดงามและมีแนวคิดในการดำเนินชีวิตที่สวยงามยิ่งกว่าใคร ๆ หลายคน แต่เทรนด์ใหม่บน TikTok กลับกลายมาเป็นตลกร้ายที่ทำให้เธอไม่อาจนิ่งอยู่เฉย เมื่อพบว่ามีคนนำภาพของเธอมาแกล้งทำเป็นเฟซไทม์ แล้วนำไปหลอกให้เด็ก ๆ กลัว

โดย เว็บไซต์เดลี่เมล รายงานว่า ลิซซี่ เวลาสเควซ นักพูดสร้างแรงบันดาลใจชาวอเมริกัน วัย 31 ปี ได้ใช้พื้นที่โซเชียลมีเดียของเธอ ออกมาร้องขอให้พ่อแม่ผู้ปกครองทั้งหลาย เลิกนำภาพของเธอรวมถึงบุคคลต่าง ๆ ที่มีความพิการ มาแกล้งให้เด็กกลัวเพื่ออัดเป็นคลิปลง TikTok เสียที โดยย้ำว่าพฤติกรรมเช่นนี้ไม่ต่างจากการบูลลี่เด็ก แทนที่จะสอนให้เด็กหวาดกลัวใครสักคนที่แตกต่างจากตนเอง พวกเขาควรได้เรียนรู้ถึงความเห็นอกเห็นใจและความมีเมตตา ซึ่งเริ่มต้นขึ้นจากที่บ้านมากกว่า

 

เจ้าของฉายาหญิงที่น่าเกลียดที่สุดในโลกช้ำใจหนัก ถูกบรรดาพ่อแม่ในแอพฯดังใช้รูปตัวเองหลอกลูกๆ

 

"TikTok ฉันต้องการความช่วยเหลือจากพวกคุณ เทรนด์ที่คนแกล้งทำเป็นเฟซไทม์กับใครสักคน ที่เป็นคนพิการ หรือใช้ภาพทารกและภาพบ้า ๆ มาโชว์ให้คนอื่นดู เพื่อจะรอชมปฏิกิริยาของพวกเขา แค่เพื่อให้ได้เสียงหัวเราะ มันไม่ใช่เรื่องตลกเลย" เวลาสเควซ ระบุ

เธอยังได้ยกตัวอย่างคลิปที่แม่นำรูปของเธอไปหลอกลูกชายตัวเล็ก อ้างว่านี่เป็นครูของเขาในปีการศึกษาใหม่ที่จะถึง เพื่อทำให้ลูกกลัว เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม เธออยากขอพ่อแม่เหล่านี้ว่าอย่าสอนให้ลูกหวาดกลัวคนที่ดูไม่เหมือนตัวเองเลย

"ได้โปรดเถอะ ทุกอย่างที่เป็นจำเป็นต้องเรียนรู้เกี่ยวกับความเห็นอกเห็นใจและความมีเมตตาต่อผู้อื่น มันเริ่มต้นจากที่บ้าน" เวลาสเควซ กล่าว

เวลาสเควซย้ำว่าเทรนด์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องไม่โอเคเลย และจำเป็นต้องหยุดลงได้แล้ว เพราะทุก ๆ คนล้วนแต่เป็นมนุษย์และมีความรู้สึกไม่ต่างกัน เธอยังเผยในอินสตาแกรมด้วยว่า คนที่ตกเป็นเหยื่อถูกนำมาเล่นตลกในเทรนด์ดังกล่าวไม่ได้มีแค่ตัวเธอเท่านั้น แต่ยังมีคนพิการหรือแม้แต่เด็กที่มีภาวะดาวน์ซินโดรม ก็ถูกนำมาเล่นตลกในเทรนด์เช่นนี้

"พวกเขาไม่มีพื้นที่ออกมาพูดถึงเรื่องนี้ แต่ฉันมี และฉันรู้ว่าฉันมีกองทัพของคนคิดบวกที่อยู่เคียงข้าง ดังนั้นฉันจะขอพูดเรื่องนี้อีกครั้งและอีกครั้ง ย้ำว่าคนที่อยู่ในภาพถ่ายหรือคลิปของคุณ ล้วนเป็นมนุษย์เช่นกัน เรามีความรู้สึก และมีบางอย่างที่ต้องทำอยู่ทุกวันเพื่อเรียกคืนความมั่นใจในตัวเอง ดังนั้นโปรดอย่าสอนลูกหลานว่าสิ่งแบบนี้เป็นเรื่องตลก เพื่อทำให้ใครสักคนหวาดกลัวคนที่ดูต่างจากตัวเอง"

ทั้งนี้ คลิปของเวลาสเควซที่ออกมาพูดถึงประเด็นดังกล่าว ได้มีคนเข้ามาชมมากกว่า 10 ล้านวิว และมีผู้คนมากมายที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นเพื่อสนับสนุนเธอ โดยหนึ่งในผู้ใช้ TikTok ได้ขอบคุณเวลาสเควซที่ออกมาพูดถึงเรื่องนี้ โดยชี้ว่าพฤติกรรมทำนองนี้กลายมาเป็นเรื่องปกติในสังคม ซึ่งเราจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง และสอนให้ทุกคนรู้จักความเห็นอกเห็นใจกัน


ยังมีอีกหลายคนที่ยอมรับว่าตัวเองก็เป็นหนึ่งในผู้ที่อัดคลิปตามเทรนด์ดังกล่าว แต่ก็ตัดสินใจลบคลิปไปแล้ว และได้ขอโทษจากสิ่งที่พวกเขาทำไป โดยยอมรับว่าเมื่อได้ตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น ทำให้พวกเขารู้สึกแย่ไม่ต่างกัน

 

 

เจ้าของฉายาหญิงที่น่าเกลียดที่สุดในโลกช้ำใจหนัก ถูกบรรดาพ่อแม่ในแอพฯดังใช้รูปตัวเองหลอกลูกๆ

 

เจ้าของฉายาหญิงที่น่าเกลียดที่สุดในโลกช้ำใจหนัก ถูกบรรดาพ่อแม่ในแอพฯดังใช้รูปตัวเองหลอกลูกๆ

 

คลิกเพื่อชมคลิป