"ยูเนสโก" ประกาศขึ้นทะเบียนยกแนวดนตรี "เรกเก้" เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้

"ยูเนสโก" ประกาศขึ้นทะเบียนยกแนวดนตรี "เรกเก้" เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมา ในการประชุมขององค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ที่กรุงพอร์ตหลุยส์ มอริเชียส ได้ขึ้นทะเบียนดนตรีแนว "เร็กเก้" แนวดนตรีที่มีต้นกำเนิดจากจาเมกา เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้

\"ยูเนสโก\" ประกาศขึ้นทะเบียนยกแนวดนตรี \"เรกเก้\" เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้

 

ทั้งนี้ยูเนสโกระบุว่าเร็กเก้เป็นแนวดนตรี ที่ใช้เล่าเรื่องราวที่เป็นสากลในเรื่องความอยุติธรรม, การต่อต้าน, ความรักและความเป็นมนุษย์ เป็นแนวดนตรีที่มีส่วนผสมทั้งเรื่องของความคิด, สังคม-การเมือง, ความรู้สึกและจิตวิญญาณ ดนตรีแนวเร็กเก้ตอนที่ถือกำเนิดเป็นเสียงของคนชายขอบ แต่ในปัจจุบันเป็นแนวดนตรีที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในทุกสังคม และมีความหลากหลายของผู้เล่นและผู้ฟังแนวดนตรีนี้ทั้งในเรื่องเพศ, ชาติพันธุ์และศาสนา
 

\"ยูเนสโก\" ประกาศขึ้นทะเบียนยกแนวดนตรี \"เรกเก้\" เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้

 

ซึ่งทางด้าน โอลิเวีย แกรนจ์ รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมจาเมกา กล่าวก่อนที่ประชุมยูเนสโกจะโหวตมรดกทางวัฒนธรรมที่ส่งเข้ามา 40 รายชื่อ ว่า ดนตรีเร็กเก้เป็นเอกลักษณ์ของชาวจาเมกา เป็นสิ่งที่เราสร้างสรรค์ขึ้นและแทรกซึมไปทุกมุมโลก

 

\"ยูเนสโก\" ประกาศขึ้นทะเบียนยกแนวดนตรี \"เรกเก้\" เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้

 

โดยเร็กเก้ถือกำเนิดในช่วงปลายทศวรรษ 1960 พัฒนาจากดนตรีแนวสกาของจาเมกา และดนตรีแนวร็อกสเตดี และได้อิทธิพลจากดนตรีแจ๊สและบลูส์ของอเมริกัน เพลงแนวเร็กเก้เพลงแรกที่โด่งดังไปทั่วโลกคือ Do the Reggay ของวง Toots and the Maytals และศิลปินเร็กเก้ผู้โด่งดังคือ บ็อบ มาร์เลย์ เจ้าของผลงาน No Woman, No Cry และ Stir It Up.

 

\"ยูเนสโก\" ประกาศขึ้นทะเบียนยกแนวดนตรี \"เรกเก้\" เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้