จับตา! แผนโรดแมป "บิ๊กตู่" มุ่งหน้าสู่การเลือกตั้ง หลังประชามติ !!

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ทาง www.tnews.co.th

คำแถลงในรายการคืนความสุขให้คนในชาติโดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เมื่อวันศุกร์ที่ 1 มกราคม 2559 ที่ผ่านมา ได้ย้ำถึงแผนเดินหน้าประเทศตามโรดแมประยะที่ 1,  2 และ 3 โดยมีแกนหลักอยู่ที่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งมีรายละเอียดที่จะ กรธ.จะต้องดำเนินการดังต่อไปนี้

 

ทั้งนี้ กรธ.ได้จัดปฏิทินวางกรอบเวลาร่างรัฐธรรมนูญต่อนี้คือ

1.วันที่ 8 ม.ค. 2559 ทาง กรธ.จะมีการพิจารณาประเด็นต่างๆ รวมทั้งพิจารณาความคิดเห็นของประชาชนและข้อเสนอแนะจากทุกฝ่าย พร้อมทั้งยกร่างเนื้อหาแต่ละหมวดให้แล้วเสร็จ

2.วันที่ 11-17 ม.ค. 2559 ทางคณะกรรมการ กรธ. จะเดินทางไปต่างจังหวัดเพื่อพิจารณาร่งทั้งฉบับให้แล้วเสร็จ

3.วันที่ 18-26 ม.ค. 2559 กรธ.กลับมาจากต่างจังหวัด เพื่อดำเนินการทบทวนร่างและถ้อยคำ บทเฉพาะกาล รวมถึงจัดทำสรุปสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญเพื่อพิมพ์เผยแพร่ต่อไป

4.วันที่ 29 ม.ค. 2559 ส่งร่างให้หน่วยงานและเผยแพร่ต่อประชาชนเพื่อรับฟังความคิดเห็นโดยจะจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นตามกลุ่มเป้าหมาย

5.ภายในวันที่ 15 ก.พ. 2559 เป็นวันสุดท้ายที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คณะรัฐมตรี (ครม.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และบุคคลทั่วไป ที่สามารถจะส่งความเห็นหรือข้อเสนอแนะต่อ กรธ.

6.วันที่ 16 ก.พ.-20 มี.ค. 2559 ทาง กรธ.จะดำเนินการปรับปรุงร่างตามข้อเสนอแนะของทุกฝ่าย

7.วันที่ 21-28 มี.ค. 2559 กรธ.จะมีการดำเนินการตรวจสอบของถ้อยคำในร่างรัฐธรรมนูญให้ถูกต้อง

8.วันที่ 29 มี.ค. 2559 ร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จ

9.วันที่ 30 มี.ค. ทำพิธีส่งมอบร่างรัฐธรรมนูญให้กับรัฐบาล จากนั้นจึงเข้าสู่การทำประชามติที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในราวเดือน ก.ค. 2559

นายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายกฯ ระบุว่ามีทางออกที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งได้ แม้ร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ผ่านประชามติว่า ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวไม่ได้กำหนดทางออกในกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ดังนั้นหากไม่บัญญัติทางออกเพิ่มเติมไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว คาดว่านายกฯ จะใช้อำนาจพิเศษ คือ ม.44 หยิบเอารัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งมาใช้ หรืออาจจะใช้วิธีการที่สุดจะคาดเดา แต่ทั้งนี้วิธีที่ประชาชนส่วนใหญ่จะรับได้ คือคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จะต้องเขียนรัฐธรรมนูญอย่าผิดเพี้ยนไปจากครรลองของประชาธิปไตยให้มากนัก ไม่เช่นนั้นจะต้องเสียทั้งงบประมาณ เวลา ที่สำคัญจะกระทบกับความรู้สึกของประชาชน รวมทั้งบรรยากาศที่รัฐบาลประกาศอยากจะให้เกิดความปรองดอง ก็จะเสียเปล่าด้วย

นายสามารถกล่าวอีกว่า กรธ.จะต้องเขียนกติกาที่ประชาชนส่วนใหญ่รับได้จริงๆ โดยต้องยอมรับว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ขณะที่อำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการจะต้องยึดโยงกับประชาชน ไม่ควรมีองค์กรพิเศษใดๆ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญมาผ่าวิกฤติของประเทศ เพราะวิกฤติของประเทศจะแก้ไขได้ด้วยตัวมันเอง โดยคืนอำนาจให้ประชาชน ขณะที่รัฐบาลต้องหนักแน่น อดทนกว่านี้ ที่สำคัญต้องเร่งสร้างบรรยากาศความเป็นประชาธิปไตยโดยการเดินหน้าสู่การเลือกตั้งตามโรดแม็ปโดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้รัฐบาลนั้นจะใช้สูตรในการร่าง รัฐธรรมนูญ  6+4+6+4=20 ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่เดือนกันยายน 2558 ถึงเดือนกรกฎาคม 2560 สำหรับสูตร 6+4+6+4=20 ของรัฐบาล มีดังนี้ กันยายน - ตุลาคม 2558 ตั้ง กรธ. จำนวน 21 คน

เดือนตุลาคม 2558 - เดือนเมษายน 2559 ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จภายใน 6 เดือน

เดือนเมษยาน-สิงหาคม 2559 ทำประชามติ ภายใน 4 เดือน จะมีการพิมพ์เอกสารร่างรัฐธรรมนูญแจกให้แก่ประชาชนผู้มีสิทธิที่จะออกเสียงลงคะแนนประมาณ 40 ล้านกว่าคน เพื่อให้สามารถศึกษาข้อมูลต่างๆ เหล่านั้นในการที่จะใช้ดุลพินิจในการลงประชามติโดยปราศจากการชี้นำแบบมีนัยของกลุ่มต่างๆ จากนั้นเดือนกันยายน 2559 ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ

ต่อจากนั้น เดือนกันยายน-เดือนตุลาคม 2559 ยกร่างกฎหมายลูก ภายใน 2 เดือน

เดือนตุลาคม 2559 - เดือนมกราคม 2560 สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ผ่านกฎหมายลูก ภายใน 3 เดือน

เดือนกุภาพันธ์ 2560 ส่งกฎหมายลูกให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบ ภายใน 1 เดือน เพื่อพิจาณาตรวจสอบว่ากฎหมายลูกขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่

ในเดือนมีนาคม 2560 ประกาศใช้กฎหมายลูกและเริ่มรณรงค์หาเสียงได้

เดือนมีนาคม-เดือนมิถุนายน 2560 เลือกตั้งภายใน 3 เดือน

เดือนกรกฎาคม 2560 ตั้งรัฐบาลใหม่ภายใน 1 เดือน

ทั้งนี้ร่างรัฐธรรมนูญยังมีข้อบกพร่องเกี่ยวกับการที่จะมีการทำประชามติที่ในปี 2559 ที่จะมีการแก้ไขเพื่อไม่ให้ประเทศไทยไปถึงทางตัน

หลังจากที่ทางสำนักข่าวทีนิวส์ ได้เปิดประเด็นถึงความผิดปกติของรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 นั่นก็คือกรณีของเสียงส่วนใหญ่ของผู้มีสิทธิและกรณีที่หากการทำประชามติไม่ผ่าน ไม่ได้มีบทบัญญัติระบุเอาไว้ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

ก่อนหน้านี้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.ได้ออกมายอมรับว่าจำเป็นต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในส่วนนี้เพื่อที่จะให้ประเทศสามารถเดินหน้าต่อไปได้

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 10 ก.ย.58 นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หากร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่ผ่านการทำประชามติอีกครั้ง และมีความจำเป็นต้องร่างขึ้นมาใหม่นั้น ก็จะต้องปรับแก้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวเพื่อให้สอดรับ แต่ยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นต้องปรับแก้ไข

และหากมีการร่างรัฐธรรมนูญซ้ำขึ้นมาอีกนั้นจะเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณ เพราะในการร่างแต่ละครั้งนั้นจะใช้งบประมาณถึง 3,000 ล้านบาท และประเทศก็จะไม่สามารถเดินหน้าได้ด้วยกระดาษเพียงไม่กี่หน้า

หรือแม้กระทั่ง นายนิรันดร์ พันธกิจ อดีตสมาชิก สปช. กล่าวว่า เห็นด้วยที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) จะประชุมหารือแก้ไขรัฐธรรมนูญ(ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 มาตรา 37 วรรคเจ็ด เรื่องการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญเพราะเห็นว่ามาตรานี้อาจทำให้เกิดปัญหาขึ้นในอนาคตได้ เนื่องจากการตีความคำว่าผู้มีสิทธิ กับผู้มาใช้สิทธิ หากแก้ในมาตรา 37 วรรคเจ็ด ว่าเสียงประชามติจะผ่านต้องเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ ก็ค่อนข้างสบายใจว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะผ่านการเห็นชอบจากประชาชน แต่ถ้าไม่แก้ไขให้ชัดเจน โอกาสที่จะไม่ผ่านนั้นมีสูงมาก

ทั้งนี้ หากครม.เห็นชอบให้แก้มาตราดังกล่าวแล้ว เสนอว่าให้แก้ในมาตราเดียวกันให้มีความชัดเจนว่า หากร่างรัฐธรรมนูญนี้ยังไม่ผ่านประชามติอีก ก็ให้หยิบรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งที่เคยประกาศใช้แล้วมาปรับแก้ไข โดยควรจะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ที่เคยผ่านการทำประชามติมาแล้ว เพราะถ้าจะให้ร่างแล้วทำประชามติ วนไปเรื่อยๆ มองว่าไม่เป็นผลดีและจะทำให้เราเสียงบประมาณมากเกินไป       

เพราะฉะนั้นเพื่อให้เกิดความชัดเจนเราจะได้ย้อนไปตรวจสอบ รายละเอียดของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว)พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่1)มาตรา 5 วรรค 7

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว)พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่1)มาตรา 5 วรรค 7 ระบุว่า    ในการออกเสียงประชามติ ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเช่นเดียวกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งสุดท้ายก่อนวันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ และภายใต้บังคับมาตรา 37/1 ถ้าผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติโดยเสียงข้างมากเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญให้นายกรัฐมนตรีนําร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายภายในสามสิบวันนับแต่วันประกาศผลการออกเสียงประชามติ และเมื่อทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและใช้บังคับได้โดยให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

เพราะฉะนั้นถ้าหากย้อนกลับไปดูสถิติการเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม 2554 หรือผลการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อ 19 สิงหาคม 2550 ตัวเลขเลขนั้นไม่สามารถที่จะทะลุไปถึง23 ล้านเสียงได้

ย้อนกลับไปวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 กับการใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 
ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 46,939,549 คน
ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง 35,220,208 คน คิดเป็น

พิจารณาจากผลคะแนนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554สองพรรคใหญ่ คือ
พรรคเพื่อไทย  15,752,470 คะแนน   
พรรคประชาธิปัตย์ 11,435,640  คะแนน

หรือแม้กระทั่ง ผลการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อ 19 สิงหาคม 2550 พบว่าคะแนนมีดังต่อไปนี้
จำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงทั่วประเทศ       45,092,955 คน
จำนวนผู้มาออกเสียง                          25,978,954 คน
จำนวนผู้เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ 14,727,306คน 
จำนวนผู้ไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ 10,747,441คน