- 04 ม.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
ถือเป็นเรื่องใหญ่ต้นปีสำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจว่าด้วยแผนปฏิรูปภาษีของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่ามกลางแรงปรามาสของฝ่ายการเมือง ที่พยายามปลุกกระแสวิกฤตเศรษฐกิจเพื่อบั่นทอนความเชื่อมั่นผลการทำงานรัฐบาล
ทั้งนี้ในรอบปีงบประมาณ 2557 กระทรวงการคลังมีผลการจัดเก็บภาษีนำเป็นรายได้ประเทศดังนี้
1.กรมสรรพากร 1,729,819 ล้านบาท
2.กรมสรรพสามิต 382,731 ล้านบาท
3.กรมศุลกากร 117,740 ล้านบาท
รวมทั้งสิ้น 2,230,290 ล้านบาท
ขณะที่ในช่วงปีงบประมาณ 2558 กระทรวงการคลังนำเก็บภาษีทั้ง 3 หน่วยงาน ประกอบด้วย
1.กรมสรรพากร 1,729,203 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีงบประมาณ 2557
2.กรมสรรพสามิต 439,093 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2557 จำนวน 56,362 ล้านบาท
3.กรมศุลกากร 115,488 ล้านบาท ลดลงจากปีงบประมาณ 2557 จำนวน 2,252 ล้านบาท
รวม ยอดการเก็บภาษีทั้ง 3 หน่วยงาน ทั้งสิ้น 2,283,784 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2557 จำนวน 53,494 ล้านบาท
และถ้าสรุปแยกการการจัดเก็บภาษีเป็นรายกรมในปีงบประมาณ 2558 มีรายละเอียดที่สำคัญดังนี้
1.กรมสรรพากร จัดเก็บรายได้ต่ำกว่าประมาณการ 12.0 % โดยภาษีที่จัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้าหมายที่สำคัญ ได้แก่ ภาษีเงินได้นิติบุคคลจัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้าหมาย 16.9 % เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในช่วงที่ผ่านมา , ภาษีมูลค่าเพิ่มจัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้าหมาย 8.6 % เนื่องจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลง และ ภาษีเงินได้ปิโตรเลียมจัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้าหมาย 33.2 % เนื่องจากผลประกอบการของบริษัทขุดเจาะน้ำมันได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ (เหลว) ที่ปรับตัวลดลงในช่วงที่ผ่านมา
2.กรมสรรพสามิต จัดเก็บรายได้รวมสูงกว่าประมาณการ 4.2 % ตามผลการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันที่สูงกว่าเป้าหมาย 94.2 % เนื่องจากการปรับขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลและราคาขายปลีกน้ำมันที่ลดลง ส่งผลให้ปริมาณการใช้น้ำมันเพิ่มสูงขึ้น แต่ขณะเดียวกันปีงบประมาณ 2558 ในส่วนของภาษีสรรพสามิตรถยนต์จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ 24.6 % สาเหตุมาจากความต้องการซื้อรถยนต์ที่ยังไม่ฟื้นตัว ส่วนภาษีสุราและภาษีเบียร์ จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ 13.2 % และ 9.4 % ตามลำดับ
3.กรมศุลกากร จัดเก็บรายได้รวมต่ำกว่าประมาณการ 5.6% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการปรับปรุงโครงสร้างอัตราภาษีศุลกากรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558 ทำให้สูญเสียรายได้ในช่วง 9 เดือน (มกราคม – สิงหาคม 2558) ประมาณ 6,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันมูลค่าการนำเข้าในรูปดอลลาร์สหรัฐและเงินบาทในช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2558 ยังหดตัวอีก 7.5 % และ 5.1 % ตามลำดับ สินค้าที่จัดเก็บอากรขาเข้าได้สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ยานบกและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ประกอบ เครื่องจักรและเครื่องใช้กล ของทำด้วยเหล็กหรือเหล็กกล้า และพลาสติก
จากข้อมูลว่าด้วยการจัดเก็บภาษีเพื่อนำมาเป็นรายจ่ายเพื่อการพัฒนาประเทศ เราจะไปดูแต่ละประเด็นว่าด้วยแนวทางการปฏิรูประบบภาษีในปี 2559
เริ่มจากการประกาศใช้ พ.ร.ก.ยกเว้นและสนับสนุนการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร ตามประมวลรัษฎากร พ.ศ.2558 และ พ.ร.ก.ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 594) พ.ศ. 2558 ซึ่งมีสาระสำคัญว่าด้วย การยกเว้นจากการตรวจสอบภาษีอากรย้อนหลัง สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดในหรือก่อนวันที่ 31 ธ.ค.58 ไม่เกิน 500 ล้านบาท และจดแจ้งการจัดทำบัญชีและงบการเงินให้สอดคล้องกบสภาพที่แท้จรริงของกิจการ (บัญชีเล่มเดียว) ต่อกรมสรรพากรจะได้รับการยกเว้นจากการตรวจสอบภาษีอากร
โดยบริษัทที่จะเข้าเงื่อนไขข้างต้นจะต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ดังนี้
(1) ทำการจดแจ้งต่อกรมสรรพากร ว่าเป็นผู้ได้รับยกเว้นตามพระราชกำหนดนี้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และภายในเวลาที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด
(2) ยื่นรายการในการคำนวณภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล พร้อมชำระภาษี สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่มีวันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลาในการยื่นรายการ ในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2559 เป็นต้นไป
(3) ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีธุรกิจเฉพาะ แล้วแต่กรณี ในกรณีบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีหน้าที่ต้องยื่นตามที่ประมวลรัษฎากรบัญญัติไว้ พร้อมชำระภาษี ถ้ามี ทั้งนี้ สำหรับการยื่นแบบแสดงรายการที่ต้องกระทำในเดือนมกราคม พ.ศ.2559 เป็นต้นไป
(4) ยื่นแบบขอเสียอากรเป็นตัวเงิน สำหรับตราสารที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดให้ชำระอากร เป็นตัวเงินแทนการปิดแสตมป์อากร และต้องชำระเงินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่อากรแสตมป์ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ.2559 เป็นต้นไป
(5) มีการจัดทำบัญชีและงบการเงินให้สอดคล้องกับสภาพที่แท้จริงของกิจการตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2559 เป็นต้นไป
(6) ไม่กระทำการใดๆ ที่เป็นการหลีกเลี่ยงภาษีอากรนับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ
ขณะที่ นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร ระบุว่า ปัจจุบันมีนิติบุคคลที่มีรายได้ไม่เกิน 500 ล้านบาท คิดเป็น 98% ของนิติบุคคลที่อยู่ในระบบภาษี และ ในจำนวนนี้เป็นนิติบุคคลที่เป็นกิจการ SMEs มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท รายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท อยู่ 81% หรือ ประมาณ 3.4 แสนราย ส่วนนิติบุคคลที่รายได้เกิน 500 ล้านบาท มีอยู่ประมาณ 8 หมื่นราย และคาดว่าจะมีนิติบุคคลมาเข้าร่วมโครงการไม่ตรวจสอบภาษีย้อนหลังประมาณ 30% หรือกว่า 1 แสนราย ซึ่งแม้ว่าจะทำให้กรมสรรพากรเสียรายได้ไป ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท แต่ในอนาคตกรมสรรพากรจะสามารถเก็บภาษีทางจริงและทางอ้อมได้เพิ่มมากขึ้นในสัดส่วนที่ไม่น้อยไปกว่ากัน
นอกเหนือจากมาตรการนิรโทษกรรม SMEs ที่มีปัญหาเลี่ยงภาษีในปี 2558 หรือมาตรการเว้นตรวจสอบภาษีย้อนหลังแล้ว รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ยังมีมาตรการจูงใจให้ประชาชนหันมาให้ความสำคัญ กับการเข้าสู่ระบบการจัดเก็บภาษีอย่างถูกต้องมากขึ้นเพื่อความเป็นธรรมในสังคมและทำให้ภาครัฐสามารถเก็บภาษีได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
โดยจากข้อมูลพบว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีบุคคลธรรมดายื่นแบบชำระภาษีจำนวนประมาณ 10 ล้านคน แต่มีผู้แจ้งเสียภาษีจริงประมาณ 6-7 ล้านราย และในจำนวนนี้มีผู้มีรายได้สุทธิเกิน 4 ล้านบาท ซึ่งต้องเสียภาษีบุคคลธรรมดาในอัตราสูงสุด 35% อยู่เพียง 1-2% เท่านั้น ซึ่งภายในไตรมาสแรกนี้ กรมสรรพากรจะเสนอมาตรการลดภาษีบุคคลธรรมดาเพื่อขอความเห็นชอบต่อรัฐบาล เพื่อให้มีผลบังคับใช้กับรายได้ที่เกิดขึ้นปี 2560 ซึ่งจะมีการยื่นแบบและเสียภาษีในปี 2561 โดนการลดภาษีบุคคลธรรมดา จะมีทั้งการลดอัตราภาษี การเพิ่มหักค่าใช้จ่าย การพิจารณาค่าหักลดหย่อนต่างๆมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ผู้ที่มีรายได้มากกว่าเดือนละ 2 หมื่นบาท แต่ไม่เกิน 3 หมื่นบาท ไม่ต้องเสียภาษีจากปัจจุบันผู้มีรายได้เดือนละไม่เกิน 2 หมื่นบาท ไม่ต้องเสียภาษี
ขณะเดียวกันทางด้าน นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ยังได้สั่งการกระทรวงการคลังให้เร่งปรับปรุงโครงสร้างภาษีใหม่ปี 2559 ใน 4 เป้าหมายสำคัญ คือ
1.ลดความเหลื่อมล้ำ แก้ปัญหายากจน
2.ให้ธุรกิจขนาดเล็กเติบโตต่อไปได้
3.เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
4.ทำให้เกิดความยั่งยืนด้านการคลัง
ซึ่งรายละเอียดทั้งหมดสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) จะต้องไปทำตัวเลขมานำเสนอว่าการปรับโครงสร้างภาษีจะส่งผลต่อรายได้ประเทศอย่างไร ภายใต้กรอบการทำงบประมาณสมดุลภายใน 7 ปี
ด้านนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า การปฏิรูประบบภาษีที่จะเกิดขึ้น มีเป้าหมายทำให้เกิดความเท่าเทียมกันทางธุรกิจ จากปัจจุบันซึ่งมีปัญหาบุคคลพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอย่างถูกต้อง ไปสู่การส่งเสริมให้ผู้ที่เสียภาษีอย่างถูกต้องมีความคิดร่วมกัน ว่าการเสียภาษีจะได้รับประโยชน์ต่จากมาตรการภาครัฐ ขณะเดียวกันยังจะเป็นการช่วยเหลือทำให้ภาครัฐ มีฐานภาษีที่กว้างขึ้น และหากมีผู้จดทะเบียนเข้าระบบภาษีเพิ่มขึ้นทุก 10% จะสนับสนุนรายได้เข้าสู่ภาครัฐเพิ่มขึ้นถึงปีละ 5,000 ล้านบาท ซึ่งท้ายสุดระยะยาวก็จะทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องขึ้นอัตราภาษีในอนาคต และประเทศก็สามารถก้าวไปสู่การพัฒนาได้อย่างเต็มรูปแบบจากระบบภาษีที่มีมาตรฐานมากขึ้น
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงบางส่วนของมาตรการด้านภาษีที่รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์มีแผนจะผลักดันให้เกิดขึ้นภายในปี 2559 ซึ่งจุดหนึ่งที่น่าสนใจมากกว่าการมองผิวเผินที่ตัวเลขการเสียภาษีที่ลดลง ก็คือสิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินให้เห็นชัดเจนก็คือการลดความเหลื่อมล้ำผู้คนในสังคม และการทำให้ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเท่าเทียมภายใต้หลักการประชารัฐนั่นเอง
