เปิดแผนปฏิรูปภาษี 59 ลดเหลื่อมล้ำ - จูงใจคนไทยเข้าสู่ระบบกม. !!

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 

 

ถือเป็นเรื่องใหญ่ต้นปีสำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจว่าด้วยแผนปฏิรูปภาษีของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา  ท่ามกลางแรงปรามาสของฝ่ายการเมือง   ที่พยายามปลุกกระแสวิกฤตเศรษฐกิจเพื่อบั่นทอนความเชื่อมั่นผลการทำงานรัฐบาล

 

 


ทั้งนี้ในรอบปีงบประมาณ 2557 กระทรวงการคลังมีผลการจัดเก็บภาษีนำเป็นรายได้ประเทศดังนี้ 

          1.กรมสรรพากร               1,729,819       ล้านบาท
          2.กรมสรรพสามิต               382,731       ล้านบาท
          3.กรมศุลกากร                   117,740       ล้านบาท
         รวมทั้งสิ้น                        2,230,290        ล้านบาท      

 


ขณะที่ในช่วงปีงบประมาณ   2558   กระทรวงการคลังนำเก็บภาษีทั้ง  3 หน่วยงาน   ประกอบด้วย


1.กรมสรรพากร 1,729,203  ล้านบาท  ใกล้เคียงกับปีงบประมาณ 2557 


2.กรมสรรพสามิต  439,093  ล้านบาท  เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2557   จำนวน       56,362  ล้านบาท


3.กรมศุลกากร  115,488   ล้านบาท  ลดลงจากปีงบประมาณ  2557   จำนวน    2,252  ล้านบาท        
 

รวม ยอดการเก็บภาษีทั้ง  3   หน่วยงาน    ทั้งสิ้น   2,283,784  ล้านบาท  เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ  2557  จำนวน    53,494    ล้านบาท 

 


และถ้าสรุปแยกการการจัดเก็บภาษีเป็นรายกรมในปีงบประมาณ  2558  มีรายละเอียดที่สำคัญดังนี้  

 


  1.กรมสรรพากร  จัดเก็บรายได้ต่ำกว่าประมาณการ  12.0  %  โดยภาษีที่จัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้าหมายที่สำคัญ   ได้แก่    ภาษีเงินได้นิติบุคคลจัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้าหมาย 16.9 %  เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในช่วงที่ผ่านมา  ,   ภาษีมูลค่าเพิ่มจัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้าหมาย  8.6 %   เนื่องจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลง   และ   ภาษีเงินได้ปิโตรเลียมจัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้าหมาย   33.2 %   เนื่องจากผลประกอบการของบริษัทขุดเจาะน้ำมันได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ  (เหลว)  ที่ปรับตัวลดลงในช่วงที่ผ่านมา

 


2.กรมสรรพสามิต  จัดเก็บรายได้รวมสูงกว่าประมาณการ  4.2 %   ตามผลการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันที่สูงกว่าเป้าหมาย   94.2 %  เนื่องจากการปรับขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลและราคาขายปลีกน้ำมันที่ลดลง   ส่งผลให้ปริมาณการใช้น้ำมันเพิ่มสูงขึ้น  แต่ขณะเดียวกันปีงบประมาณ  2558   ในส่วนของภาษีสรรพสามิตรถยนต์จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ   24.6 %   สาเหตุมาจากความต้องการซื้อรถยนต์ที่ยังไม่ฟื้นตัว   ส่วนภาษีสุราและภาษีเบียร์  จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ  13.2 %  และ 9.4  %    ตามลำดับ

 


3.กรมศุลกากร  จัดเก็บรายได้รวมต่ำกว่าประมาณการ  5.6%    เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการปรับปรุงโครงสร้างอัตราภาษีศุลกากรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558 ทำให้สูญเสียรายได้ในช่วง 9 เดือน (มกราคม – สิงหาคม 2558) ประมาณ 6,000 ล้านบาท   ขณะเดียวกันมูลค่าการนำเข้าในรูปดอลลาร์สหรัฐและเงินบาทในช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2558  ยังหดตัวอีก 7.5  % และ 5.1  % ตามลำดับ    สินค้าที่จัดเก็บอากรขาเข้าได้สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ยานบกและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ประกอบ เครื่องจักรและเครื่องใช้กล ของทำด้วยเหล็กหรือเหล็กกล้า และพลาสติก

 


จากข้อมูลว่าด้วยการจัดเก็บภาษีเพื่อนำมาเป็นรายจ่ายเพื่อการพัฒนาประเทศ  เราจะไปดูแต่ละประเด็นว่าด้วยแนวทางการปฏิรูประบบภาษีในปี  2559

 


เริ่มจากการประกาศใช้  พ.ร.ก.ยกเว้นและสนับสนุนการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร ตามประมวลรัษฎากร พ.ศ.2558 และ พ.ร.ก.ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 594) พ.ศ. 2558  ซึ่งมีสาระสำคัญว่าด้วย          การยกเว้นจากการตรวจสอบภาษีอากรย้อนหลัง  สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดในหรือก่อนวันที่  31 ธ.ค.58 ไม่เกิน 500 ล้านบาท และจดแจ้งการจัดทำบัญชีและงบการเงินให้สอดคล้องกบสภาพที่แท้จรริงของกิจการ (บัญชีเล่มเดียว) ต่อกรมสรรพากรจะได้รับการยกเว้นจากการตรวจสอบภาษีอากร


โดยบริษัทที่จะเข้าเงื่อนไขข้างต้นจะต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ดังนี้


(1) ทำการจดแจ้งต่อกรมสรรพากร ว่าเป็นผู้ได้รับยกเว้นตามพระราชกำหนดนี้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และภายในเวลาที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด


(2) ยื่นรายการในการคำนวณภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล พร้อมชำระภาษี สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่มีวันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลาในการยื่นรายการ ในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2559 เป็นต้นไป


(3) ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีธุรกิจเฉพาะ แล้วแต่กรณี ในกรณีบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีหน้าที่ต้องยื่นตามที่ประมวลรัษฎากรบัญญัติไว้ พร้อมชำระภาษี ถ้ามี ทั้งนี้ สำหรับการยื่นแบบแสดงรายการที่ต้องกระทำในเดือนมกราคม พ.ศ.2559 เป็นต้นไป


(4) ยื่นแบบขอเสียอากรเป็นตัวเงิน สำหรับตราสารที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดให้ชำระอากร เป็นตัวเงินแทนการปิดแสตมป์อากร และต้องชำระเงินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่อากรแสตมป์ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ.2559 เป็นต้นไป


(5) มีการจัดทำบัญชีและงบการเงินให้สอดคล้องกับสภาพที่แท้จริงของกิจการตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2559 เป็นต้นไป


(6) ไม่กระทำการใดๆ ที่เป็นการหลีกเลี่ยงภาษีอากรนับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ

 


ขณะที่  นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร  ระบุว่า   ปัจจุบันมีนิติบุคคลที่มีรายได้ไม่เกิน 500 ล้านบาท คิดเป็น 98% ของนิติบุคคลที่อยู่ในระบบภาษี และ ในจำนวนนี้เป็นนิติบุคคลที่เป็นกิจการ SMEs มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท รายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท อยู่ 81% หรือ ประมาณ 3.4 แสนราย  ส่วนนิติบุคคลที่รายได้เกิน 500 ล้านบาท มีอยู่ประมาณ 8 หมื่นราย   และคาดว่าจะมีนิติบุคคลมาเข้าร่วมโครงการไม่ตรวจสอบภาษีย้อนหลังประมาณ 30% หรือกว่า 1 แสนราย  ซึ่งแม้ว่าจะทำให้กรมสรรพากรเสียรายได้ไป ประมาณ  1 หมื่นล้านบาท แต่ในอนาคตกรมสรรพากรจะสามารถเก็บภาษีทางจริงและทางอ้อมได้เพิ่มมากขึ้นในสัดส่วนที่ไม่น้อยไปกว่ากัน 

 


นอกเหนือจากมาตรการนิรโทษกรรม SMEs  ที่มีปัญหาเลี่ยงภาษีในปี  2558  หรือมาตรการเว้นตรวจสอบภาษีย้อนหลังแล้ว    รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์   ยังมีมาตรการจูงใจให้ประชาชนหันมาให้ความสำคัญ  กับการเข้าสู่ระบบการจัดเก็บภาษีอย่างถูกต้องมากขึ้นเพื่อความเป็นธรรมในสังคมและทำให้ภาครัฐสามารถเก็บภาษีได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย 

 


โดยจากข้อมูลพบว่า   ปัจจุบันประเทศไทยมีบุคคลธรรมดายื่นแบบชำระภาษีจำนวนประมาณ  10 ล้านคน   แต่มีผู้แจ้งเสียภาษีจริงประมาณ 6-7 ล้านราย   และในจำนวนนี้มีผู้มีรายได้สุทธิเกิน 4 ล้านบาท  ซึ่งต้องเสียภาษีบุคคลธรรมดาในอัตราสูงสุด 35%  อยู่เพียง  1-2%  เท่านั้น      ซึ่งภายในไตรมาสแรกนี้ กรมสรรพากรจะเสนอมาตรการลดภาษีบุคคลธรรมดาเพื่อขอความเห็นชอบต่อรัฐบาล    เพื่อให้มีผลบังคับใช้กับรายได้ที่เกิดขึ้นปี 2560  ซึ่งจะมีการยื่นแบบและเสียภาษีในปี   2561  โดนการลดภาษีบุคคลธรรมดา   จะมีทั้งการลดอัตราภาษี   การเพิ่มหักค่าใช้จ่าย   การพิจารณาค่าหักลดหย่อนต่างๆมากขึ้น     ซึ่งจะทำให้ผู้ที่มีรายได้มากกว่าเดือนละ 2 หมื่นบาท แต่ไม่เกิน 3 หมื่นบาท   ไม่ต้องเสียภาษีจากปัจจุบันผู้มีรายได้เดือนละไม่เกิน  2 หมื่นบาท  ไม่ต้องเสียภาษี

 


ขณะเดียวกันทางด้าน นายสมคิด  จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี   ยังได้สั่งการกระทรวงการคลังให้เร่งปรับปรุงโครงสร้างภาษีใหม่ปี  2559  ใน  4  เป้าหมายสำคัญ  คือ
 
          1.ลดความเหลื่อมล้ำ แก้ปัญหายากจน
          2.ให้ธุรกิจขนาดเล็กเติบโตต่อไปได้
         3.เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
         4.ทำให้เกิดความยั่งยืนด้านการคลัง

ซึ่งรายละเอียดทั้งหมดสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง  (สศค.)  จะต้องไปทำตัวเลขมานำเสนอว่าการปรับโครงสร้างภาษีจะส่งผลต่อรายได้ประเทศอย่างไร ภายใต้กรอบการทำงบประมาณสมดุลภายใน 7 ปี

 


ด้านนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า  การปฏิรูประบบภาษีที่จะเกิดขึ้น   มีเป้าหมายทำให้เกิดความเท่าเทียมกันทางธุรกิจ   จากปัจจุบันซึ่งมีปัญหาบุคคลพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอย่างถูกต้อง  ไปสู่การส่งเสริมให้ผู้ที่เสียภาษีอย่างถูกต้องมีความคิดร่วมกัน   ว่าการเสียภาษีจะได้รับประโยชน์ต่จากมาตรการภาครัฐ    ขณะเดียวกันยังจะเป็นการช่วยเหลือทำให้ภาครัฐ   มีฐานภาษีที่กว้างขึ้น   และหากมีผู้จดทะเบียนเข้าระบบภาษีเพิ่มขึ้นทุก 10%   จะสนับสนุนรายได้เข้าสู่ภาครัฐเพิ่มขึ้นถึงปีละ 5,000 ล้านบาท  ซึ่งท้ายสุดระยะยาวก็จะทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องขึ้นอัตราภาษีในอนาคต  และประเทศก็สามารถก้าวไปสู่การพัฒนาได้อย่างเต็มรูปแบบจากระบบภาษีที่มีมาตรฐานมากขึ้น

 


ทั้งหมดนี้เป็นเพียงบางส่วนของมาตรการด้านภาษีที่รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์มีแผนจะผลักดันให้เกิดขึ้นภายในปี 2559  ซึ่งจุดหนึ่งที่น่าสนใจมากกว่าการมองผิวเผินที่ตัวเลขการเสียภาษีที่ลดลง   ก็คือสิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินให้เห็นชัดเจนก็คือการลดความเหลื่อมล้ำผู้คนในสังคม  และการทำให้ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเท่าเทียมภายใต้หลักการประชารัฐนั่นเอง