- 05 ม.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
ก็คงต้องรอบทสรุปกันต่อไปสำหรับคำสั่งทางปกครองเพื่อเรียกค่าเสียหายในคดีรับจำนำข้าว ซึ่งคาดว่าจะเป็นการเรียกค่าเสียหายจากน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลังจากที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีได้ออกมาระบุว่า คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ไม่ขยายเวลาเพิ่มพยานเข้าให้ถ้อยคำ
และอีกกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องคณะทำงานพิจารณาคดีและมีความเห็นสั่งฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ คดีโครงการจำนำข้าว ในความผิดฐานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่มิชอบ
ทั้งนี้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง คณะทำงานพิจารณาคดีและมีความเห็นสั่งฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ คดีโครงการจำนำข้าว ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-4 ประกอบไปด้วย
1.นายตระกูล วินิจนัยภาค อดีตอัยการสูงสุด
2.นายชุติชัย สาขากร อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ
3.นายสุรศักดิ์ ตรีรัตน์ตระกูล อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน
4.นายกิตินันท์ ธัชประมุข รองอธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน
ในความผิดฐานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และร่วมกันกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ตามมาตรา 200 ประกอบมาตรา 83 และมาตรา 91
ย้อนกลับไป เดือนตุลาคม 2558 ศาลอาญามีคำสั่งไม่รับพิจารณาคดีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องจำเลย 4 คน ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าอัยการทำตามขั้นตอนของกฎหมาย ไม่มีหลักฐานที่จะกลั่นแกล้งอดีตนายกรัฐมนตรี จึงมีคำสั่งให้ยกฟ้อง โดยวันนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ได้มาฟังคำสั่งด้วยตัวเอง แต่มีทนายความผู้รับมอบอำนาจมาฟังคำสั่งแทน
1. ตามฟ้องโจทก์กล่าวเพียงว่า นายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุด มีความเห็นสั่งฟ้องโจทก์ ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าการไต่สวนข้อไม่สมบูรณ์ยังไม่แล้วเสร็จ แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายยืนยันว่าไม่มีการประชุมของคณะทำงานทั้งสองฝ่ายเพื่อพิจารณาหลักฐานที่ไม่สมบูรณ์ก่อนที่นายตระกูล จะส่งฟ้อง โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ โจทก์ อ้างคำสัมภาษณ์ของบุคคล จากรายงานข่าวว่ายังไม่มีการประชุมของคณะทำงานทั้งสองฝ่ายนั้น ก็เป็นข้อมูลจากสื่อมวลชน ไม่มีหลักฐานยืนยันอย่างเป็นทางการ ขณะที่ในส่วนของสำนักงานอัยการสูงสุด ก็ได้แถลงเมื่อวันที่ 20 ม.ค.58 ว่าคณะทำงานร่วมทั้งสองฝ่ายได้พิจารณาหลักฐานร่วมกันแล้ว จึงแสดงว่า ก่อนที่นายตระกูล จะสั่งฟ้องได้มีการประชุมของคณะทำงานร่วมแล้ว
2. ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ โจทก์ บรรยายฟ้องว่า นายตระกูล จำเลยที่ 1 มีความเห็นส่งฟ้องโจทก์กะทันหัน ก่อนที่ิ สนช. จะลงมติถอดถอน น.ส. ยิ่งลักษณ์ ในคดีที่พรรคประชาธิปัตย์กล่าวหา น.ส ยิ่งลักษณ์ เพียง 1 ชั่วโมงนั้น ศาลเห็นว่า ไม่มีข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับพฤติการณ์ของนายตระกูล จำเลยที่ 1 ว่าจะไปกลั่นแกล้งโจทก์แต่อย่างใด อีกทั้งเรื่องการถอดถอน น.ส ยิ่งลักษณ์ ก็เป็นเรื่องที่ ป.ป.ช.ส่งเรื่องไปที่ประธาน สนช. ตาม พ.ร.บ. ป.ป.ช. พ.ศ.2542 ซึ่งเรื่องดังกล่าวไม่ได้ผูกพันกับผลการไต่สวนข้อเท็จจริงในความผิดทางอาญา คำบรรยายฟ้องของโจทก์จึงมีลักษณะเป็นความเข้าใจของโจทก์เอง ว่าการกระทำของนายตระกูล เป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ โดยโจทก์ไม่ได้ยืนยันว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานอัยการ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือ มีเจตนากลั่นแกล้งฟ้องโจทก์ให้ต้องรับโทษแต่อย่างใด
3. ที่ฟ้องว่า สำนวนคดีจำนำข้าว เป็นการฟ้องเท็จในสาระสำคัญที่ ป.ป.ช.ยังไม่ได้กล่าวหาและยังไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงนั้น ศาลเห็นว่านายตระกูล ในฐานะอัยการสูงสุด ยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้บรรยายฟ้องชัดเจนว่า ป.ป.ช.พิจารณาแล้วมีมติว่า การกระทำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีมูลความผิด ซึ่งบรรยายฟ้องตามการพิจารณาของ ป.ป.ช.ไม่ได้เป็นการบรรยายฟ้องที่เป็นเท็จในสาระสำคัญแต่อย่างใด
4. สำหรับที่โจทก์ อ้างว่า การพิจารณาคดีของศาลฎีกาฯ พวกจำเลย ได้ยื่นบัญชีระบุพยานนอกสำนวนการสอบสวนของ ป.ป.ช.ที่ไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหา และไม่ได้ไต่สวนไว้ในคดีนั้น เห็นว่า แม้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการพิจาณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 มาตรา 5 ให้ศาลยึดรายงานของ ป.ป.ช.เป็นหลักในการพิจารณา แต่ก็ให้อำนาจศาลไต่สวนหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ตามที่เห็นสมควร โดยศาลมีอำนาจเรียกเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องจากบุคคลหรือเรียกบุคคลมาให้ถ้อยคำและจำเลยมีสิทธินำพยานเข้าไต่สวนเพื่อหักล้างพยานโจทก์ได้อยู่แล้ว การกระทำของจำเลยจึงชอบด้วยกฎหมาย ยังไม่อาจรับฟังด้วยว่าจำเลย กระทำผิดตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง
ขณะเดียวกัน นายตระกูล วินิจนัยภาค อดีตอัยการสูงสุด ก็ออกมาเปิดเผยถึงกรณีที่ทนายความของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ยื่นเรื่องอุทธรณ์คำสั่งศาล ทั้งๆ ที่มีคำสั่งยกฟ้องไปเเล้ว
4 ม.ค.59 นายตระกูล วินิจนัยภาค อดีต อสส.ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว เป็นรูปภาพหมายส่งสำเนาการยื่นอุทธรณ์คำสั่งของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ โจทก์ในคดีดังกล่าว โดยในเอกสารระบุว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้มอบอำนาจให้นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนาย ความ ยื่นอุทธรณ์คำสั่งเมื่อวันที่ 3 ธ.ค.ที่ผ่านมา อีกทั้งนายตระกูลยังได้เขียนข้อความบนรูปภาพว่า "เริ่มต้นปีใหม่...ได้รับสิ่งกวน ใจเป็นชิ้นแรกจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาเป็นเครื่องทดสอบจิตใจอีกชิ้นในวันนี้" และข้อ ความว่า "ภรรยาจัดมาม่าใส่ก้าม ปูให้ทานแก้เคล็ด"
ด้านนายชุติชัย สาขากร อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ กล่าวว่า เพิ่งได้รับหมายศาลในคดีนี้เช่นกัน โดยปกติเมื่อฝ่ายโจทก์ยื่นอุทธรณ์ จะต้องมีการส่งคำอุทธรณ์โจทก์มาให้ตามขั้นตอน โดยตนยังไม่ได้มีการพูดคุยกันว่าจะดำเนินการอย่างไร ซึ่งในหมายศาลนั้นก็ไม่ได้สั่งให้ตัวจำเลยต้องเดินทางไปศาล เพียงแต่ให้ทราบเพียงเท่านั้น ส่วนแนวทางนั้นสามารถทำได้ 2 แนวทาง คือ เฉยๆ รอฟังคำสั่งของศาลอุทธรณ์ หรือทำการคัดค้านการยื่นอุทธรณ์ของฝ่ายโจทก์ไป
ย้อนกลับไป จากกระบวนการของทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติจนไปถึงศาลนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นในระหว่างนั้นมากมายไม่ว่าจะเป็นแรงกดดันที่มีต่ออัยการซึ่งในขณะนั้นได้ตกเป็นจำเลยของสังคมที่ไม่สั่งฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ตั้งแต่ต้น
แต่ท้ายที่สุดสังคมก็ประจักษ์ว่าเหตุที่อัยการสูงสุดไม่สามารถที่จะสั่งฟ้องน.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ทันที เพราะต้องใช้เวลาในการปิดสำนวนคดีให้เกิดความรัดกุมประกอบกับอัยการบางคนที่ในวันนี้นั้นน.ส.ยิ่งลักษณ์เลือกที่จะไม่ฟ้องและอัยการบางคนนั้นก็เลือกที่จะไม่เข้าร่วมประชุม จนทำให้เกิดข้อสงสัยว่าพยายามที่จะช่วย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ใช่หรือไม่
สำหรับข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ของคดีจำนำข้าวตามที่อัยการระบุนั้นมี 3 ข้อ ซึ่งประกอบด้วย. 1.ประเด็นเรื่องโครงการรับจำนำข้าว เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโครงการรับจำนำข้าวดังกล่าวเป็นโครงการของรัฐบาลที่ได้แถลงไว้เป็นนโยบายต่อรัฐสภา
ซึ่งรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 178 บัญญัติให้ในการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐมนตรีต้องดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ กฎหมายและนโยบายที่ได้แถลงไว้ ต่อรัฐสภาด้วย ดังนั้น จึงควรรวบรวมพยานหลักฐานให้ได้ความชัดว่า นายกรัฐมนตรีมีอำนาจในการที่จะยับยั้งโครงการที่เป็นนโยบายของรัฐบาลที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาแล้วหรือไม่
2. ประเด็นเรื่องการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ควรทำการไต่สวนรวบรวมพยานหลักฐาน ให้สิ้นกระแสความว่า ภายหลังจากที่โครงการรับจำนำข้าวได้ถูกท้วงติงจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินแล้ว ผู้ถูกกล่าวหาได้ดำเนินการตรวจสอบและป้องกันการทุจริตหรือไม่ อย่างไร ผลการตรวจสอบเป็นอย่างไร
3. ประเด็นเรื่องการทุจริต ควรไต่สวนพยานเพิ่มเติมให้ได้ความว่า โครงการ รับจำนำข้าวที่ยืนยันว่ามีการทุจริตนั้น พบการทุจริตในขั้นตอนใดและมีการทุจริตอย่างไร นอกจากนั้นมีการกล่าวอ้างถึงรายงานวิจัยโครงการนโยบายข้าวของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)
ซึ่งภายหลังจึงมีการตั้งคณะทำงานร่วมฯ โดยแบ่งเป็นผู้แทนฝ่าย ป.ป.ช. 10 คน ผู้แทนฝ่ายอัยการสูงสุด 3 คน รวม 13 คน แต่เมื่อถึงเวลาที่คณะทำงานร่วมนั้นจะต้องประชุมหารือกันกลับพบว่ามีอัยการจำนวนหนึ่งที่ไม่เข้าร่วมประชุม โดยให้เหตุผลเพียงว่าไม่ทราบ
จนทำให้สังคมเกิดความคลางแคลงใจว่ากระบวนการทำงานของปปช.กัยอัยการกำลังเกิดอะไรขึ้น
นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงานของ ปปช.และอัยการสูงสุดในช่วงนั้นซึ่งนายวุฒิพงศ์ วิบูลย์วงศ์ ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะทำงานก็ได้แสดงออกอย่างชัดเจนเกี่ยวกับการไม่เข้าร่วมประชุม โดยการใช้ข้ออ้างว่าไม่ทราบวันและเวลา ซึ่งถือว่าปกติมาก ๆ
แต่ทว่าได้มีการตรวจสอบประวัติย้อนหลังของนายวุฒิพงษ์ก็พบว่าสาเหตุที่นายวุฒิพงศ์ ไม่เข้าประชุมนั้นเพราะสาเหตุเหล้านี้ใช่หรือไม่
จากการตรวจสอบยังพบว่า ในช่วงภายใต้การบริหารงานของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีนายวุฒิพงศ์ ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจ จำนวน 4 แห่ง ประกอบไปด้วย ธนาคารออมสิน , การประปานครหลวง , ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย , บริษัท อู่กรุงเทพ จำกัด
นอกจากนี้ ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ตรวจการอัยการ นายวุฒิพงศ์ เคยผ่านการอบรมหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง สถาบันวิทยาการตลาดทุน (หลักสูตร วตท.) รุ่นที่ 12 ในช่วงเดือนมีนาคม – กรกฎาคม 2554 ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เข้าร่วมการอบรมด้วย
ก่อนก้าวเข้าสู่เวทีการเมือง ในฐานะประธานกรรมการบริหารบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้รับคัดเลือกให้เป็นประธานรุ่นด้วย
ทั้งนี้ ในช่วงเดือนก.พ. 57 ที่ผ่านมา ก่อนหน้าที่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะถูกรัฐประหารยึดอำนาจ ธนาคารออมสิน ได้มีการปล่อยเงินกู้ให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหการณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ผ่านตลาดกู้ยืมเงินระหว่างธนาคาร หรือ “อินเตอร์แบงก์” เพื่อนำไปใช้แก้ไขปัญหาการขาดคล่องในการดำเนินงานโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล จนเกิดกระแสต่อต้านจากสังคมอย่างหนัก
ประชาชนที่เป็นลูกค้าของธนาคารออมสินจำนวนมากแห่มาถอนเงิน ปิดบัญชี เพราะไม่พอใจในการดำเนินการเรื่องนี้ จนผู้บริหารธนาคารออมสิน ต้องตัดสินใจล้มเลิกแผนปฏิบัติการดังกล่าวในเวลาต่อมา ซึ่งนายวุฒิพงศ์ ก็เป็นหนึ่งในรายชื่อบอร์ดออมสิน ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการอนุมัติปล่อยเงินกู้ครั้งนั้นด้วยเช่นกัน
ทั้งหมดนี่คือ ข้อมูลเกี่ยวกับ นายวุฒิพงศ์ วิบูลย์วงศ์ รองอัยการสูงสุด ในช่วงก่อนที่จะได้รับมอบหมายหน้าที่สำคัญในการเป็นหัวหน้าคณะทำงานตรวจสอบสำนวนคดี ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในการดำเนินงานโครงการรับจำนำข้าว
และทั้งหมดนี้ก็คือข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทำงานร่วมกันระหว่างอัยการสูงสุด และ ปปช.จนนำมาสู่การสั่งฟ้องคดี จำนำข้าวของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่าข้อเท็จจริงแล้วมีอัยการอยู่จำนวนหนึ่งที่มีความพยายามในการช่วยเหลือน.ส.ยิ่งลักษณ์ใช่หรือไม่
แต่กลับกลายเป็นว่าอัยการที่ทำงานอย่างตรงไปตรงมากลับถูกน.ส.ยิ่งลักษณ์ฟ้องร้องดำเนินคดีแต่กับกลุ่มที่ไม่เข้าประชุม น.ส.ยิ่งลักษณ์กลับไม่ทำการฟ้องร้อง
