ถอดรหัส!! คำพูด "บิ๊กตู่" จัดตั้ง "คณะกรรมการ" ยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ หรือไม่ ??

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 


กลายเป็นประเด็นขึ้นมาทันทีหลังจากที่ นายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เสนอให้นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจตามมาตรา 44 เพื่อแต่งตั้งคณะทำงานสร้างความปรองดอง เพราะว่าในวันนี้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ให้สัมภาษณ์ ว่า จะให้ฝ่ายกฎหมายได้หารือกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในเรื่องดังกล่าวก่อน

 

 

 


ย้อนกลับไป 3 มกราคม นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึง ผู้สื่อข่าวถามว่า สนช. เสนอให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ คปป. ในร่างรัฐธรรมนูญ นายมีชัยตอบว่า ยังไม่เคยคิดว่าจะมีและยังนึกไม่ออกว่าจะมีไปทำไม หน้าตาเป็นอย่างไร ส่วนข้อวิจารณ์ระบบจัดสรรปันส่วนผสมจะทำให้การเลือกตั้งรุนแรงและซื้อเสียงมากขึ้น ยังไม่เห็นว่าจะทำให้การเลือกตั้งรุนแรงขึ้นกว่าเดิม แต่ถ้าใครไปซื้อเสียง ขอให้นึกถึงผลที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญว่า ต้องไปหมดและไปแบบไม่กลับมา มาตรการแซงก์ชั่นจะเป็นตัวสำคัญ จะทำให้เกิดความยับยั้งชั่งใจได้พอสมควร

 


ขณะสถานการณ์ขณะนี้จำเป็นต้องมีกลไกมาสร้างความปรองดองในช่วงเปลี่ยนผ่าน หรือไม่นั้น ไม่น่าจะต้องมีกลไกอะไร ถ้าคิดออกว่าจะปรองดองกันอย่างไร ค่อยมาดูกันอีกทีว่าจะทำให้เกิดผลได้อย่างไร หากตั้งเป้าว่าจะต้องมีนั่นมีนี่ ก็อาจจะไม่ตรงกับความจำเป็น

 


ส่วนเรื่องปฏิรูปและการปรองดองจะแยกหรือจะเชื่อมโยงกันในรัฐธรรมนูญ ทาง กรธ.กำลังรอฟังผลการศึกษาจากคณะอนุกรรมการของกรธ. ที่กำลังพิจารณาเรื่องนี้ อยู่ กรธ.พร้อมนำข้อเสนอมาพิจารณาประกอบร่วมกัน

 


นอกจากนี้ อาจจะต้องมีกระบวนการทำให้เกิดความปรองดองขึ้นมา ถ้าเขียนในรัฐธรรมนูญให้ทุกฝ่ายดำเนินการให้เกิดความปรองดองแล้วทำให้เกิด การปรองดองได้เราเขียนไปนาน ส่วนบทเฉพาะกาล ยังไม่ได้คิดต้องรอให้เนื้อหาเสร็จสมบูรณ์ก่อนจึงจะเริ่มเขียน

 


ซึ่งวันนี้ 6 มกราคม 2559 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ กล่าวว่า  ตนยังไม่รู้ ต้องให้ฝ่ายกฎหมายไปพิจารณาก่อน ซึ่งในส่วนของรัฐบาลก็มีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เมื่อถามว่ามีความจำเป็นแค่ไหนในการใช้มาตรา 44 แต่งตั้งคณะทำงานดังกล่าว พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ส่วนตัวไม่มีอะไร ในเรื่องความปรองดองตนบอกแล้วว่า ต้องมีการปรองดอง มีคณะกรรมการปรองดองที่จะทำในระยะเริ่มต้น ไม่ได้หมายความว่าจะไปนิรโทษกรรม แต่ต้องเอาคนเข้ามาสู่กระบวนการปรองดอง แล้วก็ไปดูในเรื่องกฎหมาย ผิดกฎหมายอะไร ก็กลั่นกรองกันอีกครั้ง จากนั้นจึงไปสู่ขั้นตอนต่อไปว่าจะทำอย่างไรต่อ หากไม่เริ่มตรงนี้ก็ไปไม่ได้ ซึ่งเรื่องนี้ก็อาจมีความจำเป็น ถ้าไม่จำเป็น นายมีชัยคงไม่เสนอมา ซึ่งจะหาทางทำให้    

 


หากย้อนไป คณะกรรมการยุทธศาสตร์ที่ว่านี้หรือ คปป.ที่เคยถูกระบุอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับสมบูรณ์ของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมธิการยกยกร่างรัฐธรรมนูญซึ่งได้ออกแบบตั้งแต่การคัดเลือกบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งรวมไปถึงการกำหนดอำนาจหน้าที่เพื่อหาทางออกให้กับประเทศในยามที่เข้าสู่สภาวะวิกฤติ

 


ซึ่งคณะกรรมการยุทธศาสตร์และการปรองดองแห่งชาติจะเกิดขึ้นได้เมื่อประเทศเกิดวิกฤติ ซึ่งกรรมการยุทธศาสตร์และการปรองดองแห่งชาติจะถูกบัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ

 


องค์ประกอบของคณะกรรมการ กำหนดให้มีสมาชิก 23 คน โดยมีที่มา 3 ส่วน ได้แก่

1. กรรมการโดยตำแหน่งมาจากประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภา นายกรัฐมนตรี ประธานศาลฎีกา ผู้บัญชาการกองทัพไทย ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ


2. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแต่งตั้งจากผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภา นายกรัฐมนตรี ประธานศาลฎีกา ซึ่งเลือกกันเองแต่ละประเภท ประเภทละหนึ่งคน


3.กรรมาการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนไม่เกิน  11 คน เป็นผู้เชี่ยวชาญการปฏิรูปด้านต่างๆ และการสร้างความปรองดอง ซึ่งแต่งตั้งจากมติรัฐสภา

 

 

ทั้งนี้ กมธ. ยกร่างฯได้กำหนดอำนาจพิเศษของกรรมการยุทธศาสตร์ฯไว้ในบทเฉพาะกาลระบุว่า หากคณะรัฐมนตรีไม่มีเสถียรภาพ จนไม่สามารถบริหารประเทศได้ กรรมการยุทธศาสตร์มีมติคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของกรรมการทั้งหมด มีอำนาจใช้มาตรการที่จำเป็นสำหรับจัดการกับสถานการณ์ดังกล่าวภายหลังจากที่ได้รับการปรึกษากับประธานศาลรัฐธรรมนูญ และประธานศาลปกครองสูงสุดแล้วเพื่อให้สถานการณ์กลับสู่สภาวะปกติโดยเร็ว

 


จากนั้นประธานกรรมการยุทธศาสตร์มีอำนาจสั่งการระงับยับยั้งหรือกระทำการใดๆ ไม่ว่าการกระทำนั้นจะมีผลทางนิติบัญญัติ หรือในทางบริหาร ให้ถือว่าเป็นคำสั่งและการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญนี้ ถือเป็นที่สุด

 


เมื่อดำเนินการตามมาตรการแล้วให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯรายงานต่อประธานสภา ประธานวุฒิสภา ประธานศาล รัฐธรรมนูญ และประธานศาลปกครองสูงสุดรับทราบโดยเร็ว และแถลงให้ประชาชน รับทราบ เมื่อมีการใช้อำนาจตามมาตรานี้ ให้ถือเป็นการเปิดประชุมสภา
โดยอำนาจพิเศษตามมาตรานี้กำหนดให้ใช้ได้เพียง 5 ปี ไม่เหมือนกับมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 เพราะไม่มีอำนาจทางตุลาการ ซึ่งขอบเขตของอำนาจตามมาตรานี้ มีไว้เพื่อทำให้สถานการณ์กลับคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็ว

 


ทั้งนี้ก็ต้องจับตามองกันต่อไปว่าการยกร่างรัฐธรรมนูญของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญและคณะกรรมาการอีก 20 คนนั้นจะมีการบรรจุเนื้อหาที่มีลักษณะเดียวกับกับ คปป.หรือไม่

 


อย่างไรก็ตามว่าด้วยเรื่องของการกำหนดยุทธศาสตร์ชาตินั้นภายใต้การขับเคลื่อนของ คสช.ทางสำนักข่าวทีนิวส์อยากจะเน้นย้ำให้คุณผู้ชมได้รับทราบว่าที่ผ่านมามีคณะทำงานของพล.อ.ประยุทธ์อีก 1 ชุด ที่เรียกว่าคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติซึ่งมีพล.อ.วิลาศ อรุณศรีเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และก็มีการหารือกันมาอย่างต่อเนือง

 


ซึ่งคณะกรรมาการชุดดังกล่าวได้ถูกออกแบบมาเพื่อกำหนดยุทธ์ศาสตร์ชาติยาวถึง 20 ปี สอดคล้องกับคำให้สัมภาษณ์ของคำสัมภาษณ์ของพล.อ.ประยุทธ์มาโดยตลอดว่ายุทธศาสตร์ชาตินั้นจะต้องวางรากฐานภายใต้กรอบระยะเวลาอย่างน้อย 20 ปี

 


เพราะฉะนั้นก็น่าสนใจว่าภายภาคหน้าคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติและคณะกรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติจะเข้ามาทำงานเพื่อให้สอดคล้องจนนำไปสู่การกำหนดอนาคตประเทศหรือไม่อย่างไร

 


ซึ่งย้อนกลับไปก่อนหน้านี้พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ยังได้กำชับหัวหน้าส่วนราชการหลายเรื่อง อาทิ การแก้ไขปัญหาประชาชน การสร้างความรับรู้และเข้าใจ การขับเคลื่อนการปฏิรูปที่ต้องการให้บูรณาการข้อจากภาคส่วนต่างๆ

 


ไม่ว่าจะเป็นแนวทางการปฏิรูปของสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี รวมถึงสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มาทำเป็นแผนงานนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

 


ขณะที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี  ระบุว่า อะไรที่เป็นแผนยุทธศาสตร์ชาติอาจจะต้องทำเป็นประกาศพระราชโองการนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาด้วย เพื่อกำหนดให้ทำตามว่าถ้าใครเป็นรัฐบาล

 


ถ้าคิดว่าทำไม่ได้ให้แก้ยุทธศาสตร์ชาติ เหมือนแก้แผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ จะไม่ใช่เป็นการที่ว่ารัฐบาลชุดนี้ไปเขียนบังคับให้รัฐบาลชุดหน้าทำ มันไม่เป็นธรรม เพราะเขามาโดยเลือกตั้งก็ต้องมีสิทธิ เพียงแต่รัฐบาลนี้ต้องทำเป็นกรอบไว้ให้ก่อน ซึ่งตรงนี้เป็นกรอบที่นายกรัฐมนตรีอยากให้ความชัดเจนว่า แผนยุทธศาสตร์ 20 ปีนั้น 5 ปีแรกจะทำอะไร

 


ซึ่งแผนยุทธศาสตร์ชาติจะแบ่งเป็น 5 ด้าน ประกอบด้วย

1.ความมั่นคง

2.เศรษฐกิจ

3.สังคม

4.การต่างประเทศ

5.ด้านกฎหมาย

 


ทั้งนี้ กรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ประกอบด้วย
 
เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน
 
เลขาธิการ ครม. และ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นรองประธาน

 


เพราะฉะนั้นเพื่อให้เกิดความชัดเจน เราก็จะไปทบทวนโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติกันอีกครั้ง


องค์ประกอบกรรมการคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ประกอบด้วย


ที่ปรึกษาคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ประกอบด้วย
-พลเอก สกล ชื่นตระกูล
-พลเอก จีระศักดิ์ ชมประสพ
-พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์


ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี
โดยจะมี -เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน

-เลขาธิการคณะรัฐมนตรี และเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นรองประธานกรรมการ

 


คณะกรรมการ ประกอบด้วย

-ปลัดกระทรวงการคลัง

-ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ

-เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ

-เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

-พันเอก ณัฐวุฒิ ภาสุวณิชยพงศ์

-พันเอก นิมิตต์ สุวรรณรัฐ

-ผู้ทรงคุณวุฒิที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง 6 คน คือ(ภาคเอกชน 3 คน และอื่นๆ 3 คน)

 


สำหรับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ

1. จัดทำร่างยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน โดยนำนโยบายรัฐบาล 11 ข้อ ประเด็นปฏิรูปของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ 11 ด้าน และประเด็นปฏิรูปของสภาปฏิรูปแห่งชาติ 36 กิจกรรม มาใช้เป็นกรอบในการจัดทำ และให้เสนอร่างยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบเพื่อใช้เป็นกรอบการดำเนินงานในระยะที่ 2 ของรัฐบาล และ กรอบการปฏิรูปในระยะที่ 3 ต่อไป

2. เชิญเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือคณะกรรมการอื่นที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงให้ข้อมูล และแสดงความคิดเห็นตามความจำเป็นหรือตามที่คณะกรรมการเห็นสมควร

3. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงาน เพื่อช่วยปฏิบัติงานของคณะกรรมการได้ตามความจำเป็น

4. ดำเนินการอื่นใดตามที่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย