ฟังเสียง "เกษตรกรสวนยาง" สะท้อนอีกหนึ่งเหตุแก้ราคาดิ่งลงเหว ??

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 

ยังคงเป็นทิศทางการเคลื่อนไหวที่ต้องจับตามอง   สำหรับการประชุมหารือของกลุ่มพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพารา  ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์   ราคายางตกต่ำเป็นประวัติการณ์และยังคงมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง

 

 

 


ล่าสุดเป็นทางด้าน   นายประทบ สุขสนาน  ประธานเครือข่ายชาวสวนยางภาคใต้   ที่อออกมาระบุถึงแนวทางการเคลื่อนไหวว่า   ในวันที่ 12 มกราคมนี้   ทางเครือข่ายชาวสวนยางภาคใต้    จะร่วมกับทุกกลุ่มทุกองค์กรที่เคยต่อสู้เรียกร้องรัฐบาลให้ช่วยเหลือเรื่อง  ราคายางพาราตกต่ำ ประมาณ  200 คน   จัดการประชุมใหญ่ที่การยางแห่งประเทศไทย  สำนักงาน จ.ตรัง  เพื่อร่วมกันเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการแก้ปัญหาเรื่องราคายางพาราตกต่ำ  จนทำให้เกษตรกรชาวสวนยางพาราได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก

 


ทั้งนี้หลักการสำคัญ ๆ ที่จะมีการเรียกร้องไปถึงรัฐบาลมีอยู่ด้วยกันจำนวน 4 ข้อ คือ      


1.ให้รัฐบาลเร่งดำเนินการซื้อยางจากเกษตรกร จำนวน 2 แสนตัน เพื่อส่งขายให้กับบริษัท ชิโนเคม ประเทศจีน   ตามที่การยางแห่งประเทศไทย (กยท.)   ได้ทำสัญญาไว้ให้ทันส่งมอบภายในเดือนมีนาคมนี้


2.เรียกร้องให้รัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรีเร่งแต่งตั้งบอร์ดการยางแห่งประเทศไทย ให้แล้วเสร็จ เพื่อบอร์ดการยางจะได้ทำหน้าที่ในการแก้ปัญหายางพาราทั้งระบบต่อไป


3.ให้รัฐบาลเร่งดำเนินการมาตรการต่างๆตามที่เครือข่ายชาวสวนยางภาคใต้ ได้เคยเดินทางเข้ายื่นข้อเสนอไว้โดยเร็ว  เช่น  การจัดตั้งโรงงานยางล้อรถยนต์แห่งชาติ  , การก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมการยางแห่งประเทศเพื่อเพิ่มมูลค่ายางพารา  และกระตุ้นการใช้ยางภายในประเทศ


4.เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2558 ในการนำยางพาราภายในประเทศจำนวน  2.3 หมื่นตัน  มาใช้ดำเนินการ 4 โครงการ คือ   1.ปูพื้นสนามฟุตซอล โรงเรียนสังกัดเทศบาล จำนวน 240 แห่ง    2.สร้างบล็อกยางปูพื้นนอกอาคารโรงเรียน 450 แห่ง   3.สร้างบล็อกยางปูพื้นคอกปศุสัตว์ 80 แห่ง และ 4.การนำยางไปใช้ในการผลิตยางรถยนต์ในกิจการของกระทรวงกลาโหมมากขึ้น

 


อย่างไรก็ตามกับข้อเสนอดังกล่าว  ได้รับการคัดค้านจาก  นายเพิก  เลิศวังพง  ประธานที่ปรึกษา ชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย จำกัด(ชสยท.)  โดยเห็นว่าการเคลื่อนไหวในลักษณะดังกล่าว     ไม่ได้แสดงออกถึงความจริงใจต่อแนวทางการแก้ปัญหา   และจะไม่เกิดผลใด ๆ ต่อการแก้ไขราคายางตกต่ำดีขึ้น   ในทางตรงข้ามข้อเสนอดังกล่าวยังเป็นไปในลักษณะสนับสนุนให้กยท.ใช้เงินงบประมาณเพื่อเข้าไปแทรกแซงราคายางเหมือนแนวปฏิบัติที่ผ่าน ๆ มา    ทั้งที่สัญญาการซื้อขายยางล็อตดัง กล่าวเป็นสิ่งที่ กยท.ไปเซ็นผูกมัดไว้กับบริษัทเอกชนเอง    แต่ท้ายสุดจะใช้วิธีการนำงบประมาณไปกว้านซื้อยางเพื่อนำไปแก้ปัญหาให้กยท. ในการหาผลผลิตเพื่อส่งมอบให้กับบริษัทเอกชนตามสัญญา 

 


ทั้งนี้นายเพิก  เน้นย้ำด้วยว่าปัญหาในขณะนี้จริง ๆ  แล้วมาจากการด้อยประสิทธิภาพการทำงานของผู้บริหารกยท.เอง     โดยเฉพาะการไปทำสัญญากับภาคเอกชนที่มีหลายประเด็นซึ่งทำให้เกิดข้อเสียเปรียบ    ขณะที่ผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ไม่เข้าใจโครงสร้างปัญหายางพารา     มิหนำซ้ำยังไม่เร่งรัดดำเนินการจัดตั้งบอร์ดกยท.ให้ถูกต้อง เพื่อทำให้กระบวนการจัดสรรบุคคลที่มีความรู้  ความสามารถเข้าไปทำหน้าที่ในกยท.มีประสิทธิภาพมากกว่าที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้    เพื่อผลักดันแนวทางต่าง ๆซึ่งรัฐบาลมีมติไว้เพื่อยกระดับการแก้ปัญหายางพาราอย่างยั่งยืนให้เป็นรูปธรรม  อย่างเช่นการนำผลผลผลิตยางไปใช้ในจัดทำถนน   ขณะนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าคืบหน้าไปอย่างไรบ้าง

 


ขณะที่จากการตรวจสอบพบว่าก่อนหน้านั้น นายเพิก  ได้เคยทำหนังสือส่งถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี   เพื่อเสนอแก้ปัญหาราคายาง  โดยขอให้รัฐบาลเป็นเจ้าภาพในการทำข้อตกลงร่วมการค้ายางพารา  ระหว่าง ชสยท. กับรัฐวิสาหกิจของจีน  2 แห่ง ในรูปแบบ G to G  แทน กยท.  ซึ่งนายเพิกระบุว่า  สัญญาที่กยท.ไปดำเนินการกับเอกชนของจีนก่อนหน้านี้   มีพิรุธในหลายจุดว่าจะเป็นสัญญาเพื่อเอื้อผลประโยชน์ให้กับเอกชน    โดยเฉพาะตามข้อสัญญาที่ระบุว่ายางจำนวน  2  แสนตันที่อยู่ในเงื่อนไขส่งมอบต้องเป็นยางใหม่  อายุไม่เกิน 3 เดือนเท่านั้น   แทนที่จะนำยางในสต็อกเก่ากว่า  4 แสนตันไปขายเพื่อลดภาระยางล้นสต็อก   นอกจากนี้ในสัญญาดังกล่าวยังระบุด้วยว่าต้องขายผ่านบริษัท 5 เสือเท่านั้นอีกด้วย

 


จากข้อมูลของประธานที่ปรึกษา ชยสท. ว่าด้วยปัญหาในเชิงบริหารจัดการของกระทรวงเกษตรฯ   ก็ต้องยอมรับว่านี่เป็นปัจจัยใหม่ที่ไม่ได้มีการหยิบยกมานำเสนออย่างกว้างขวางมากนัก   แต่ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรเราจะไปตรวจสอบข้อมูลให้รอบด้านมากขึ้น

 


โดยทางด้าน   นายธีระชัย แสนแก้ว อดีต รมช.เกษตรฯ ในฐานะนายกสมาคมชาวสวนยางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(อีสาน)  ได้กล่าวถึงปัญหาราคายางพาราตกต่ำในขณะนี้ ว่า   ในวันที่ 13 ม.ค.นี้  ตนพร้อมตัวแทน และแกนนำกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางภาคอีสาน จะเดินทางไปร่วมประชุมกับแกนนำสวนยาง 17 จังหวัดภาคใต้  ที่โรงแรมดิ เอมเมอรัล รัชดา เพื่อที่จะสรุปแนวทางปัญหาทั้งหมด   ก่อนเตรียมเข้าพบเพื่อยื่นข้อเสนอต่อพล.อ.ประยุทธ์   จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรีต่อไป

 


ทั้งนี้หลักการสำคัญ ๆ ที่จะมีการนำเสนอ คงอยู่ภายใต้กรอบการเรียกร้องให้รัฐบาลประกันราคายางแผ่นดิบที่กิโลกรัมละไม่ต่ำกว่า 50 บาท   เพราะแม้ว่ามาตรการที่รัฐบาลช่วยเหลือด้านรายได้  ไร่ละ 1.5 พันบาท ไม่เกินรายละ 15 ไร่นั้น  จะถือว่าเป็นโครงการที่ดี แต่โดยข้อเท็จจริงยังไม่ครอบคลุมผู้ได้รับความเดือดร้อนทั้งหมด    โดยโครงการนี้ช่วยได้เพียงร้อยละ 30   ที่เหลืออีกร้อยละ  70 เป็นส่วนของเกษตรกรที่ไม่ได้รับการช่วยเหลือ เพราะยังไม่สามารถขึ้นทะเบียน เพราะปลูกในพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์

 


ขณะเดียวกัน  นายธีระชัย  ยังได้สะท้อนถึงปัญหาการเตรียมการแก้ปัญหาราคายางตกต่ำของภาครัฐด้วยว่า  ส่วนตัวให้น้ำหนักปัญหามาจากการที่ กยท. ไปลงนามขายยางให้กับบริษัทชิโนเคม รัฐวิสาหกิจของจีน  จำนวน  2  แสนตัน   แต่ไม่เอายางในโกดัง กว่า 4 แสนตันไปขาย  นอกจากนี้ยังกำหนดให้ต้องรับยางจากบริษัท 5 เสือ  เลยทำให้กลุ่มเอกชนดังกล่าวไปกดราคารับซื้อจากเกษตรกรอีกทอดหนึ่ง  ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นตนไม่เข้าใจว่าทาง กยท.ทำหน้าที่อะไร    เพราะโดยข้อเท็จจริงกยท.มีหน้าที่เป็นหน่วยงานตัวแทนของรัฐในการแก้ปัญหายาง  แต่ขณะนี้เห็นได้ชัดเจนว่ากำลังเป็นคนสร้างปัญหาให้กับเกษตรกรชาวสวนยางเสียเอง

 


ในช่วงท้าย  นายธีระชัย  ยังได้ตำหนิการทำงานของกยท.ด้วยอีกว่าที่ผ่านมาไม่ได้ให้ความสำคัญกับข้อเสนอของกลุ่มเกษตรกร  และที่ผ่านมาการแก้ปัญหายางพาราก็จะเกิดเฉพาะในกลุ่มผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯและกยท.  ท้ายสุดการแก้ปัญหาต่าง ๆ จึงไม่ได้ผล  ขณะที่ในวันที่  14 ม.ค.   กลุ่มเกษตรกรสวนยางภาคอีสาน  จะเดินทางไปประเทศจีน เพื่อไปหารือกับกลุ่มนักธุรกิจ  โดยจะดึงกลุ่มทุนที่สนใจมาลงทุนผลิตล้อยางรถยนต์  และตั้งโรงงานแปรรูปยางพาราในพื้นที่ภาคอีสาน แทนหวังพึ่งการแก้ปัญหาจากรัฐบาลชุดนี้ เพราะเลือกบุคคลเข้ามาทำหน้าที่แก้ปัญหาราคายาง แต่กลับเป็นคนที่ไม่รู้เรื่องยางเลยแม้แต่น้อย

 


อย่างไรก็ตามในวันนี้ ( 6 ม.ค.)    ทางด้าน   พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์    ได้มีการเปิดแถลงแนวทางการแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ    โดยระบุว่า    ที่ผ่านมาตนเป็นห่วงในเรื่องนี้อย่างมาก   เพราะถือเป็นความเดือดร้อนของเกษตรกรสวนยาง   แต่ขอยืนยันว่าจากการติดตามราคายางทุกวัน   ขณะนี้ยังไม่ตกต่ำถึงขนาด 4 กิโลร้อยอย่างที่พูด ๆ กัน     โดยราคายางตลาดหาดใหญ่  วันที่  5 ม.ค. ยางแผ่นดิบยังอยู่ที่ราคา 34.32  บาท   ยางแผ่นร่มควันชั้น  3 ราคา35 บาท   และราคาเอฟโอบี ตลาดกรุงเทพ  อยู่ที่ 42.50 บาท   ตลาดโตคอม ประเทศญี่ปุ่น ราคา 43 บาท   ส่วนยางก้นถ้วยมีราคา   30 บาทต่อกก.

 


โดยในวันที่  12  ม.ค. นี้  ได้มอบหมายให้  นางจินตนา ชัยยวรรณการ ผู้ช่วยรมว.เกษตรฯ   ลงพื้นที่ไปพบกับกลุ่มเกษตรกรภาคใต้   เพื่อรับฟังและร่วมคิดว่าจะกันทำอย่างไร ในเรื่องปัญหาราคายาง   ซึ่งหลักการของนายกรัฐมนตรียังมุ่งเน้นแนวทางการช่วยเหลือให้เกษตรกรมีความยั่งยืนมากกว่าการจัดสรรงบประมาณเข้าไปแทรกแซงราคา ในลักษณะชดเชยราคายางให้ได้กิโลกรัมละ  50-60  บาทเหมือนรัฐบาลที่ผ่าน ๆ มา  เพราะการแก้ปัญหาราคายางวันนี้ต้องพิจารณาในหลาย ๆ ส่วน เนื่องจากราคายางในประเทศมีลักษณะผูกพันกับตลาดโลก   ซึ่งในภาวะที่เศรษฐกิจโลกไม่ดีแบบนี้ก็ยิ่งมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินหลายมาตรการควบคู่กันไป

 


โดยเฉพาะในเร็ว ๆ นี้   กระทรวงเกษตรฯจะได้นำนักธุรกิจเดินทางไปยังประเทศอินเดียและรัสเซีย เพื่อหาช่องทางการระบายยางพาราในสต๊อก  รวมถึงเร่งรัดการใช้ยางพาราในประเทศ   รวมถึงขอให้กระทรวงคมนาคมและกระทรวงอุตสาหกรรมออกมาตรการการใช้ยางพารากับโครงการต่างๆของทั้ง 2 กระทรวง เพื่อให้ช่วยลดปริมาณยางในระบบให้มากขึ้นด้วย

 


ถึงตรงนี้ก็ถือเป็นความยุ่งยากไม่น้อยสำหรับแนวทางการแก้ปัญหาราคายางตกต่ำ  ซึ่งจะว่าไปแล้วก็มีหลากหลายมุมคิดให้พิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไร แต่สิ่งที่แน่นอนที่สุดก็คือจะทำอย่างไร  ให้แนวทางการสร้างสมดุลเรื่องการนำผลผลิตยางใช้ในประเทศมากขึ้นจะเป็นผลรูปธรรมเพื่อลดการพึ่งพาตลาดโลกที่ยังไร้ทิศทางฟื้นตัว ซึ่งแน่นอนว่าบทบาทสำคัญนี้ย่อมหนีไม่พ้นกระทรวงเกษตรฯและกยท.ว่าจะมีขีดความสามารถเพียงไร