- 06 ม.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
ยังคงเป็นทิศทางการเคลื่อนไหวที่ต้องจับตามอง สำหรับการประชุมหารือของกลุ่มพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพารา ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ ราคายางตกต่ำเป็นประวัติการณ์และยังคงมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุดเป็นทางด้าน นายประทบ สุขสนาน ประธานเครือข่ายชาวสวนยางภาคใต้ ที่อออกมาระบุถึงแนวทางการเคลื่อนไหวว่า ในวันที่ 12 มกราคมนี้ ทางเครือข่ายชาวสวนยางภาคใต้ จะร่วมกับทุกกลุ่มทุกองค์กรที่เคยต่อสู้เรียกร้องรัฐบาลให้ช่วยเหลือเรื่อง ราคายางพาราตกต่ำ ประมาณ 200 คน จัดการประชุมใหญ่ที่การยางแห่งประเทศไทย สำนักงาน จ.ตรัง เพื่อร่วมกันเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการแก้ปัญหาเรื่องราคายางพาราตกต่ำ จนทำให้เกษตรกรชาวสวนยางพาราได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก
ทั้งนี้หลักการสำคัญ ๆ ที่จะมีการเรียกร้องไปถึงรัฐบาลมีอยู่ด้วยกันจำนวน 4 ข้อ คือ
1.ให้รัฐบาลเร่งดำเนินการซื้อยางจากเกษตรกร จำนวน 2 แสนตัน เพื่อส่งขายให้กับบริษัท ชิโนเคม ประเทศจีน ตามที่การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้ทำสัญญาไว้ให้ทันส่งมอบภายในเดือนมีนาคมนี้
2.เรียกร้องให้รัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรีเร่งแต่งตั้งบอร์ดการยางแห่งประเทศไทย ให้แล้วเสร็จ เพื่อบอร์ดการยางจะได้ทำหน้าที่ในการแก้ปัญหายางพาราทั้งระบบต่อไป
3.ให้รัฐบาลเร่งดำเนินการมาตรการต่างๆตามที่เครือข่ายชาวสวนยางภาคใต้ ได้เคยเดินทางเข้ายื่นข้อเสนอไว้โดยเร็ว เช่น การจัดตั้งโรงงานยางล้อรถยนต์แห่งชาติ , การก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมการยางแห่งประเทศเพื่อเพิ่มมูลค่ายางพารา และกระตุ้นการใช้ยางภายในประเทศ
4.เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2558 ในการนำยางพาราภายในประเทศจำนวน 2.3 หมื่นตัน มาใช้ดำเนินการ 4 โครงการ คือ 1.ปูพื้นสนามฟุตซอล โรงเรียนสังกัดเทศบาล จำนวน 240 แห่ง 2.สร้างบล็อกยางปูพื้นนอกอาคารโรงเรียน 450 แห่ง 3.สร้างบล็อกยางปูพื้นคอกปศุสัตว์ 80 แห่ง และ 4.การนำยางไปใช้ในการผลิตยางรถยนต์ในกิจการของกระทรวงกลาโหมมากขึ้น
อย่างไรก็ตามกับข้อเสนอดังกล่าว ได้รับการคัดค้านจาก นายเพิก เลิศวังพง ประธานที่ปรึกษา ชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย จำกัด(ชสยท.) โดยเห็นว่าการเคลื่อนไหวในลักษณะดังกล่าว ไม่ได้แสดงออกถึงความจริงใจต่อแนวทางการแก้ปัญหา และจะไม่เกิดผลใด ๆ ต่อการแก้ไขราคายางตกต่ำดีขึ้น ในทางตรงข้ามข้อเสนอดังกล่าวยังเป็นไปในลักษณะสนับสนุนให้กยท.ใช้เงินงบประมาณเพื่อเข้าไปแทรกแซงราคายางเหมือนแนวปฏิบัติที่ผ่าน ๆ มา ทั้งที่สัญญาการซื้อขายยางล็อตดัง กล่าวเป็นสิ่งที่ กยท.ไปเซ็นผูกมัดไว้กับบริษัทเอกชนเอง แต่ท้ายสุดจะใช้วิธีการนำงบประมาณไปกว้านซื้อยางเพื่อนำไปแก้ปัญหาให้กยท. ในการหาผลผลิตเพื่อส่งมอบให้กับบริษัทเอกชนตามสัญญา
ทั้งนี้นายเพิก เน้นย้ำด้วยว่าปัญหาในขณะนี้จริง ๆ แล้วมาจากการด้อยประสิทธิภาพการทำงานของผู้บริหารกยท.เอง โดยเฉพาะการไปทำสัญญากับภาคเอกชนที่มีหลายประเด็นซึ่งทำให้เกิดข้อเสียเปรียบ ขณะที่ผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ไม่เข้าใจโครงสร้างปัญหายางพารา มิหนำซ้ำยังไม่เร่งรัดดำเนินการจัดตั้งบอร์ดกยท.ให้ถูกต้อง เพื่อทำให้กระบวนการจัดสรรบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถเข้าไปทำหน้าที่ในกยท.มีประสิทธิภาพมากกว่าที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ เพื่อผลักดันแนวทางต่าง ๆซึ่งรัฐบาลมีมติไว้เพื่อยกระดับการแก้ปัญหายางพาราอย่างยั่งยืนให้เป็นรูปธรรม อย่างเช่นการนำผลผลผลิตยางไปใช้ในจัดทำถนน ขณะนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าคืบหน้าไปอย่างไรบ้าง
ขณะที่จากการตรวจสอบพบว่าก่อนหน้านั้น นายเพิก ได้เคยทำหนังสือส่งถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อเสนอแก้ปัญหาราคายาง โดยขอให้รัฐบาลเป็นเจ้าภาพในการทำข้อตกลงร่วมการค้ายางพารา ระหว่าง ชสยท. กับรัฐวิสาหกิจของจีน 2 แห่ง ในรูปแบบ G to G แทน กยท. ซึ่งนายเพิกระบุว่า สัญญาที่กยท.ไปดำเนินการกับเอกชนของจีนก่อนหน้านี้ มีพิรุธในหลายจุดว่าจะเป็นสัญญาเพื่อเอื้อผลประโยชน์ให้กับเอกชน โดยเฉพาะตามข้อสัญญาที่ระบุว่ายางจำนวน 2 แสนตันที่อยู่ในเงื่อนไขส่งมอบต้องเป็นยางใหม่ อายุไม่เกิน 3 เดือนเท่านั้น แทนที่จะนำยางในสต็อกเก่ากว่า 4 แสนตันไปขายเพื่อลดภาระยางล้นสต็อก นอกจากนี้ในสัญญาดังกล่าวยังระบุด้วยว่าต้องขายผ่านบริษัท 5 เสือเท่านั้นอีกด้วย
จากข้อมูลของประธานที่ปรึกษา ชยสท. ว่าด้วยปัญหาในเชิงบริหารจัดการของกระทรวงเกษตรฯ ก็ต้องยอมรับว่านี่เป็นปัจจัยใหม่ที่ไม่ได้มีการหยิบยกมานำเสนออย่างกว้างขวางมากนัก แต่ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรเราจะไปตรวจสอบข้อมูลให้รอบด้านมากขึ้น
โดยทางด้าน นายธีระชัย แสนแก้ว อดีต รมช.เกษตรฯ ในฐานะนายกสมาคมชาวสวนยางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(อีสาน) ได้กล่าวถึงปัญหาราคายางพาราตกต่ำในขณะนี้ ว่า ในวันที่ 13 ม.ค.นี้ ตนพร้อมตัวแทน และแกนนำกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางภาคอีสาน จะเดินทางไปร่วมประชุมกับแกนนำสวนยาง 17 จังหวัดภาคใต้ ที่โรงแรมดิ เอมเมอรัล รัชดา เพื่อที่จะสรุปแนวทางปัญหาทั้งหมด ก่อนเตรียมเข้าพบเพื่อยื่นข้อเสนอต่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีต่อไป
ทั้งนี้หลักการสำคัญ ๆ ที่จะมีการนำเสนอ คงอยู่ภายใต้กรอบการเรียกร้องให้รัฐบาลประกันราคายางแผ่นดิบที่กิโลกรัมละไม่ต่ำกว่า 50 บาท เพราะแม้ว่ามาตรการที่รัฐบาลช่วยเหลือด้านรายได้ ไร่ละ 1.5 พันบาท ไม่เกินรายละ 15 ไร่นั้น จะถือว่าเป็นโครงการที่ดี แต่โดยข้อเท็จจริงยังไม่ครอบคลุมผู้ได้รับความเดือดร้อนทั้งหมด โดยโครงการนี้ช่วยได้เพียงร้อยละ 30 ที่เหลืออีกร้อยละ 70 เป็นส่วนของเกษตรกรที่ไม่ได้รับการช่วยเหลือ เพราะยังไม่สามารถขึ้นทะเบียน เพราะปลูกในพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์
ขณะเดียวกัน นายธีระชัย ยังได้สะท้อนถึงปัญหาการเตรียมการแก้ปัญหาราคายางตกต่ำของภาครัฐด้วยว่า ส่วนตัวให้น้ำหนักปัญหามาจากการที่ กยท. ไปลงนามขายยางให้กับบริษัทชิโนเคม รัฐวิสาหกิจของจีน จำนวน 2 แสนตัน แต่ไม่เอายางในโกดัง กว่า 4 แสนตันไปขาย นอกจากนี้ยังกำหนดให้ต้องรับยางจากบริษัท 5 เสือ เลยทำให้กลุ่มเอกชนดังกล่าวไปกดราคารับซื้อจากเกษตรกรอีกทอดหนึ่ง ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นตนไม่เข้าใจว่าทาง กยท.ทำหน้าที่อะไร เพราะโดยข้อเท็จจริงกยท.มีหน้าที่เป็นหน่วยงานตัวแทนของรัฐในการแก้ปัญหายาง แต่ขณะนี้เห็นได้ชัดเจนว่ากำลังเป็นคนสร้างปัญหาให้กับเกษตรกรชาวสวนยางเสียเอง
ในช่วงท้าย นายธีระชัย ยังได้ตำหนิการทำงานของกยท.ด้วยอีกว่าที่ผ่านมาไม่ได้ให้ความสำคัญกับข้อเสนอของกลุ่มเกษตรกร และที่ผ่านมาการแก้ปัญหายางพาราก็จะเกิดเฉพาะในกลุ่มผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯและกยท. ท้ายสุดการแก้ปัญหาต่าง ๆ จึงไม่ได้ผล ขณะที่ในวันที่ 14 ม.ค. กลุ่มเกษตรกรสวนยางภาคอีสาน จะเดินทางไปประเทศจีน เพื่อไปหารือกับกลุ่มนักธุรกิจ โดยจะดึงกลุ่มทุนที่สนใจมาลงทุนผลิตล้อยางรถยนต์ และตั้งโรงงานแปรรูปยางพาราในพื้นที่ภาคอีสาน แทนหวังพึ่งการแก้ปัญหาจากรัฐบาลชุดนี้ เพราะเลือกบุคคลเข้ามาทำหน้าที่แก้ปัญหาราคายาง แต่กลับเป็นคนที่ไม่รู้เรื่องยางเลยแม้แต่น้อย
อย่างไรก็ตามในวันนี้ ( 6 ม.ค.) ทางด้าน พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้มีการเปิดแถลงแนวทางการแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ โดยระบุว่า ที่ผ่านมาตนเป็นห่วงในเรื่องนี้อย่างมาก เพราะถือเป็นความเดือดร้อนของเกษตรกรสวนยาง แต่ขอยืนยันว่าจากการติดตามราคายางทุกวัน ขณะนี้ยังไม่ตกต่ำถึงขนาด 4 กิโลร้อยอย่างที่พูด ๆ กัน โดยราคายางตลาดหาดใหญ่ วันที่ 5 ม.ค. ยางแผ่นดิบยังอยู่ที่ราคา 34.32 บาท ยางแผ่นร่มควันชั้น 3 ราคา35 บาท และราคาเอฟโอบี ตลาดกรุงเทพ อยู่ที่ 42.50 บาท ตลาดโตคอม ประเทศญี่ปุ่น ราคา 43 บาท ส่วนยางก้นถ้วยมีราคา 30 บาทต่อกก.
โดยในวันที่ 12 ม.ค. นี้ ได้มอบหมายให้ นางจินตนา ชัยยวรรณการ ผู้ช่วยรมว.เกษตรฯ ลงพื้นที่ไปพบกับกลุ่มเกษตรกรภาคใต้ เพื่อรับฟังและร่วมคิดว่าจะกันทำอย่างไร ในเรื่องปัญหาราคายาง ซึ่งหลักการของนายกรัฐมนตรียังมุ่งเน้นแนวทางการช่วยเหลือให้เกษตรกรมีความยั่งยืนมากกว่าการจัดสรรงบประมาณเข้าไปแทรกแซงราคา ในลักษณะชดเชยราคายางให้ได้กิโลกรัมละ 50-60 บาทเหมือนรัฐบาลที่ผ่าน ๆ มา เพราะการแก้ปัญหาราคายางวันนี้ต้องพิจารณาในหลาย ๆ ส่วน เนื่องจากราคายางในประเทศมีลักษณะผูกพันกับตลาดโลก ซึ่งในภาวะที่เศรษฐกิจโลกไม่ดีแบบนี้ก็ยิ่งมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินหลายมาตรการควบคู่กันไป
โดยเฉพาะในเร็ว ๆ นี้ กระทรวงเกษตรฯจะได้นำนักธุรกิจเดินทางไปยังประเทศอินเดียและรัสเซีย เพื่อหาช่องทางการระบายยางพาราในสต๊อก รวมถึงเร่งรัดการใช้ยางพาราในประเทศ รวมถึงขอให้กระทรวงคมนาคมและกระทรวงอุตสาหกรรมออกมาตรการการใช้ยางพารากับโครงการต่างๆของทั้ง 2 กระทรวง เพื่อให้ช่วยลดปริมาณยางในระบบให้มากขึ้นด้วย
ถึงตรงนี้ก็ถือเป็นความยุ่งยากไม่น้อยสำหรับแนวทางการแก้ปัญหาราคายางตกต่ำ ซึ่งจะว่าไปแล้วก็มีหลากหลายมุมคิดให้พิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไร แต่สิ่งที่แน่นอนที่สุดก็คือจะทำอย่างไร ให้แนวทางการสร้างสมดุลเรื่องการนำผลผลิตยางใช้ในประเทศมากขึ้นจะเป็นผลรูปธรรมเพื่อลดการพึ่งพาตลาดโลกที่ยังไร้ทิศทางฟื้นตัว ซึ่งแน่นอนว่าบทบาทสำคัญนี้ย่อมหนีไม่พ้นกระทรวงเกษตรฯและกยท.ว่าจะมีขีดความสามารถเพียงไร
