- 07 ม.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
เป็นประเด็นขึ้นมาทันที หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) 2557 ออกคำสั่งให้กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จำนวน 7 คนพ้นจากเป็นกรรมการและการดำรงตำแหน่งในกองทุน
คำสั่งหัวหน้า คสช.ดังกล่าว เป็นคำสั่งที่ 16/2559 เรื่อง มาตรการแก้ปัญหาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบและการกำหนดกรอบอัตรากำลังชั่วคราว โดยระบุว่า โดยที่หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบได้เสนอรายงานเพิ่มเติมเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบ
กลุ่มที่ 5 กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือบอร์ด สสส. ประกอบด้วย
1.นพ.วิชัย โชควิวัฒน
2.นายสงกรานต์ ภาคโชคดี
3.นายเอ็นนู ชื่อสุวรรณ
4.นายยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์
5.นายสมพร ใช้บางยาง
6.นายประภัทร นิยม
7.นายวิเชียร พงศธร
แหล่งข่าว จากศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ ระบุถึงกรณีสำนักงานกองทุนสนับสนุนและสร้างเสริมสุขภาพ ว่า จากการตรวจสอบแม้จะไม่พบประเด็นการทุจริต แต่ศอตช.จำเป็นต้องเสนอให้ใช้มาตรา 44 ย้ายบอร์ด สสส.ให้พ้นจากหน้าที่เนื่องจากตรวจสอบพบว่าบอร์ด สสส. ทุกคนล้วนมีตำแหน่งเป็นประธานมูลนิธิอื่น และต่างก็ทำเรื่องขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากสสส. ทุกมูลนิธิ วงเงินรวมตั้งแต่ 100 - 600 ล้านบาท
แม้การอนุมัติจะทำได้ไม่ผิดกฎหมาย แต่กฎหมาย สสส. ออกมาเพื่อให้เกิดความคล่องตัวในช่วงจัดตั้งองค์กร หลังบริหารงานมีการใช้ช่องว่างและข้อยกเว้นต่างๆ ไปทำให้การใช้จ่ายไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ หากไม่แก้ไขจะทำให้เกิดปัญหาระยะยาว ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเสนอใช้มาตรา 44
และหากว่าบุคคลใดที่ถูกคำสั่งคสช. ตรวจสอบ ฝั่งรัฐบาลก็ออกมา ระบุว่าสามารถส่งคำร้องพร้อมหลักฐานชี้แจ้งเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมาได้
พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะประธานศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ กล่าวว่า พูดเสมอว่าหากใครมีความสงสัย ขอให้เสนอคำร้องมายังตนได้ ยินดีให้ทุกคนที่มีรายชื่อเข้ามาชี้แจงได้ และจะให้หน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบได้ชี้แจงให้ทราบพร้อมหลักฐานอย่างชัดเจนเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา
ส่วนกรณี สสส.ระบุการออกคำสั่งมาตรา 44 ดังกล่าว มีเรื่องเกี่ยวกับบริษัทเหล้าและบุหรี่อยู่เบื้องหลังนั้น ก็ขอชี้แจงในภาพรวมว่าเรื่องของ สสส. ประเด็นสำคัญคือการใช้และอนุมัติงบประมาณไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ซึ่งหน่วยงานตรวจสอบได้ตรวจพบ อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าทุกโครงการที่เกิดขึ้นของ สสส.จะมีการใช้จ่ายงบประมาณไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์
เมื่อถามว่า ทาง สสส.ให้น้ำหนักว่าหลายโครงการประสบความสำเร็จ เช่น โครงการงดเหล้าเข้าพรรษา หรือโครงการสวดมนต์ข้ามปี ประธาน ศอตช. กล่าวว่า ไม่มีใครปฏิเสธว่าโครงการของ สสส. เป็นโครงการที่ดี เหมือนโครงการของทุกรัฐบาลเป็นโครงการที่ดี แต่หลายโครงการที่เป็นโครงการที่ดีมีเรื่องการทุจริตจริงหรือไม่ นั่นคือการปฏิบัติต่างหาก อย่าเอาโครงการมาพูด เพราะไม่เคยระบุ
ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รายชื่อทั้งหมดไม่ใช่ทุจริตอย่างเดียว แต่มี 2 เหตุคือ ทุจริตกับประพฤติมิชอบ บางรายเป็นเรื่องการประพฤติมิชอบ ไม่ใช่การทุจริต ตัวอย่างเช่นกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (บอร์ด สสส.) จำนวน 7 ราย ที่ไม่ได้พักงาน แต่ให้พ้นจากตำแหน่งไปเลย ไม่ใช่เป็นการทุจริต แต่เข้าข่ายประพฤติมิชอบ มีผลประโยชน์ทับซ้อนกัน การอยู่ตำแหน่งทำให้คนครหาว่าไม่สมควร
เรื่องบอร์ด สสส.เป็นเรื่องประพฤติมิชอบ ซึ่งครอบคลุมเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เช่น ดำรงตำแหน่งนี้แล้วกลับเป็นไปเป็นผู้ขอทุนและผู้อนุมัติเสียเอง ซึ่งเงินที่นำไปใช้นั้นเป็นการใช้ส่วนรวม แต่ในแง่ธรรมาภิบาลมันมีปัญหา ส่วนการตั้งบอร์ด สสส.ใหม่ เดี๋ยวเขาไปดำเนินการกันเองตามกฎหมายของ สสส
เพราะฉะนั้นเพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าต่อจากนี้ไปการใช้จ่ายงบประมาณของกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ที่ผ่านมาไม่มีอะไรสามารยืนยันได้ว่างบประมาณที่ถูกใช้ไปสามารถทำให้งานประสบความสำเร็จจริงหรือไม่
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ เป็นหน่วยงานของรัฐที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี แต่ไม่ใช่ส่วนราชการ จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544 ทำหน้าที่ผลักดัน กระตุ้น สนับสนุน และร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อสร้างเสริมสุขภาพ มุ่งให้คนไทยมีสุขภาพดีครบสี่ด้าน กาย จิต ปัญญา สังคม โดยกระตุ้นให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ความเชื่อ และสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อคุณภาพชีวิต อันจะช่วยลดภาระทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยมีเป้าหมายลดอัตราการเจ็บป่วยและเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของคนไทย
ว่าด้วยเรื่องของการตรวจสอบการใช้งบประมาณของ สสส.ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากแต่ละปี สสส.ได้รับเงินสนับสนุนเป็นจำนวนมหาศาลในอัตรา 2 เปอร์เซ็นจากภาษีบาปซึ่งคิดเป็นงบประมาณเฉลี่ยแต่ละปีถึง4,000 ล้านบาท
พระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544
มาตรา 11 ให้กองทุนมีอํานาจจัดเก็บเงินบำรุงกองทุนจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีตาม
กฎหมายว่าด้วยสุราและกฎหมายว่าด้วยยาสูบ ในอัตราร้อยละสองของภาษีที่เก็บจากสุราและยาสูบตามกฎหมายว่าด้วยสุราและกฎหมายว่าด้วยยาสูบ
ในการคํานวณเงินบํารุงกองทุนตามอัตราที่กําหนดในวรรคหนึ่ง หากมีเศษของหนึ่ง สตางค์ให้ปัดทิ้ง
ว่าด้วยเรื่องของการใช้งบประมาณของ สสส. หากพลิกไปดูข้อกฎหมายพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพพ.ศ. 2544 ก็จะพบว่าการใช้จ่ายเงินทุกบาททุกสตางค์นั้นจะมีการตรวจสอบอย่างละเอียด
โดยจะมีการระบุที่ชัดเจนว่าจะอนุมัติเงินเท่าใดจะต้องมีหลักเกณฑ์และวิธีการอย่างไร
หลักเกณฑ์และวิธีการจัดสรรเงินเพื่อการสนับสนุนโครงการและกิจกรรม พ.ศ. 2544กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้
เพื่อให้การดําเนินงานของกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กําหนดไว้ในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพพ.ศ. 2544ละสอดคล้องกับหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีอาศัยอํานาจตามความในมาตรา21 (3) และมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว คณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพจึงกําหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดสรรเงินเพื่อการสนับสนุนโครงการและกิจกรรมขึ้นไว้โดย
(1) เพื่อสนับสนุนการดําเนินการสร้างเสริมสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ
(2) เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของภาคีต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน
(3) เพื่อสร้างกระบวนการดําเนินงานที่โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้
(4) เพื่อกําหนดความสัมพันธ์ระหว่างบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการกองทุนฯกับสํานักงาน และภาคีสร้างเสริมสุขภาพให้ชัดเจน
ยังคงเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจว่าท้ายที่สุดผลการตรวจสอบการใช้เงินของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส.หลังจากที่พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุทธิธรรมในฐานะประธานศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ หรือศอตช ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือป.ป.ช.ตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ หรือ คตร. และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือป.ป.ท. เข้าหารือและได้มีการสรุปว่าประเด็นการตรวจสอบนั้นจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วน
โดยหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบในเรื่องดังกล่าว คือ คตร. และสตง. ได้สรุปความเห็นไว้ 3 เรื่องคือ
1.มีการใช้จ่ายงบประมาณที่ไม่เป็นไปตามระเบียบและวัตถุประสงค์การใช้จ่ายเงินแผ่นดิน
2.ต้องมีคนรับผิดชอบ
3.มาตรการแก้ไข โดยอาจมีการแก้ระเบียบต่าง ๆ แต่ถ้าถามว่าผิดเรื่องไหน เรื่องอะไรบ้าง
ในขณะเดียวกันกลับมีรายงานข่าวเปิดเผยถึงรายงานการตรวจสอบของ สตง.ที่สามารถแจกแจงมาได้หลายกรณีเกี่ยวกับการใช้งบประมาณของ สสส.ที่ส่อไปในทางใช้งบประมาณผิดปกติ
รายงานว่า นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ทำหนังสือเลขที่ ตผ 0014/4878 ถึงนายกรัฐมนตรีเรื่องการประเมินผลการใช้จ่ายเงิน และทรัพย์สินปี 2557 กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ลงวันที่ 3 กันยายน 2558 โดยมีข้อสรุปรายงาน การประเมินผลการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สิน ปี 2557 กองทุน สสส. เพื่อเสนอต่อถึงนายกรัฐมนตรีแล้ว
ขณะที่ สสส.ได้เผยแพร่ในเว็บไซต์ของสำนักงานฯ พบว่า การบริหารงานที่ผ่านมายังไม่บรรลุผลตามวัตถุประสงค์การจัดตั้งและเป้าหมายตามแผน มีความไม่โปร่งใสในการดำเนินงาน และขาดการรายงานและติดตามผลของโครงการที่ได้เงินสนับสนุน
โดยพบว่า โครงการที่ไม่บรรลุผลตามวัตถุประสงค์ ในการอนุมัติเงินอุดหนุนโครงการ เช่น เงินอุดหนุนโครงการสวดมนต์ข้ามปี วงเงิน 33.45 ล้านบาท จัดเป็นค่าจ้างจัดงานและประชาสัมพันธ์ เป็นเงิน 23.19 ล้านบาท และโครงการสนับสนุนการส่งคนไปปฏิบัติงานในองค์การอนามัยโลก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ วงเงิน 3.84 ล้านบาท
โดยเป็นการตามภารกิจของกรมสรรพาสามิต โดยทั้งสองโครงการไม่ได้ช่วยสร้างเสริมและสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพและการลดการสูบบุหรี่และการดื่มสุราของประชาชนตามวัตถุประสงค์การจัดตั้งกองทุน สสส.
ซึ่งมีมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการ สสส. และผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อกลั่นกรองทางวิชาการ จัดตั้งมูลนิธิหลายแห่งและได้เงินอุดหนุนโครงการจากกองทุน สสส. และบางโครงการที่ได้รับเงินอุดหนุนมีผู้ที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติโครงการ ผู้ประสานงานโครงการ และเจ้าหน้าที่กองทุน สสส.ร่วมเดินทางไปศึกษาดูงานในต่างประเทศกับผู้ได้รับทุนตามโครงการ ทำให้มีข้อร้องเรียนหรือกล่าวหาในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน
มีการจ่ายเงินอุดหนุนโครงการเป็นค่าจ้างบุคคล โดยไม่ผ่านกระบวนการสรรหาตามหลักการบริหารงานบุคคล ไม่เป็นไปตามกรอบอัตรากำลังของกองทุน สสส. และบางตำแหน่งไม่เป็นไปตามตามวัตถุประสงค์การจัดตั้งกองทุน สสส.
ซึ่งการจ่ายเงินงวดแรกให้โครงการที่อุดหนุนในอัตราสูง โดยยังไม่มีการดำเนินงาน กล่าวคือมีการจ่ายเงินในอัตราสูง 50-100% ของวงเงินที่อนุมัติ ทำให้เกิดความเสียหายต่อเงินของรัฐ เนื่องจากมีโครงการ ดังกล่าวจำนวนมากที่ครบกำหนดระยะเวลาการดำเนินงานแล้ว แต่ยังไม่แล้วเสร็จตามข้อตกลง
ซึ่งก็ไม่มีการรายงานและติดตามผลการดำเนินงานโครงการที่อุดหนุน โดยมีเพียงการรายงานความก้าวหน้าโครงการและสรุปปัญหาและอุปสรรคโดยผู้ประสานงานโครงการ ทำให้มีโครงการที่ครบกำหนดตามระยะเวลาการดำเนินงานแล้ว ตั้งแต่ปี 2550-2557 แต่ยังไม่สามารถปิดโครงการได้ 1,194 โครงการ
ไม่เพียงเท่านั้นในรายงานของ สตง.ยังได้มีการเปิดเผยเกี่ยวกับการแก้ไขข้อกฎหมายรวมไปถึงได้เสนอแนะทางออกให้ สสส. ดังต่อไปนี้
1.จัดทำประมวลจริยธรรมของคณะกรรมการต่างๆ ให้เป็นไปตามแนวทางของ ก.พ.ร.
2.กำหนดวาระการดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการบริหารแผนและคณะกรรมการอื่นๆ ให้เป็นไปตามคู่มือของ ก.พ.ร.
เพราะฉะนั้นก็ต้องจับตามองในสัปดาห็หน้าที่ทางด้านศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ หรือศอตช.จะเชิญ สสส.มาสอบถามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการใช้งบประมาณจำนวนกว่า 4,000 ล้านบาท ต่อปี ของ สสส.ว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นในบางโครงการหรือไม่
