- 08 ม.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
ในวันจันทร์ที่ 11 มกราคมนี้ต้องจับตามองไปที่การประชุมมหาเถรสมาคมว่าจะมีการลงมติเพื่อแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 หรือไม่ ท่ามกลางบรรยากาศอันตึงเครียดของเครือข่ายชาวพุทธที่ออกมาคัดค้านอย่างหนักหน่วง
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2559 มหาเถรสมาคม (มส.) ได้มีการประชุม มส.นัดพิเศษที่ห้องประชุมสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม เมื่อวันที่ เรื่องเสนอรายนามสมเด็จพระราชาคณะเพื่อสถาปณาขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 แหล่งข่าว มส.ระบุว่า ที่ประชุม มส.มีมติเสนอนามสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
ต่อมาวันที่6 มกราคม เครือข่ายปกป้องพระเกียรติพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชและเครือข่ายสตรีปกป้องพระพุทธศาสนา นำโดยนายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการแนวทางและมาตรการปกป้องกิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีผ่านนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ คนที่ 1 เพื่อคัดค้านและขอให้ชะลอการประชุมของมหาเถรสมาคมเพื่อแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่
เนื่องจากการแต่งตั้งไม่เป็นไปตามขั้นตอนที่ถูกต้อง เพราะตามพ.ร.บ.คณะสงฆ์มาตรา 7 การทูลเกล้าฯเพื่อสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชนั้นเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีที่จะพิจารณาแล้วค่อยส่งเรื่องให้มหาเถรสมาคมพิจารณา
พระเมธีธรรมาจารย์ เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ออกมาตอบโต้ทันที่ว่า คณะบุคคลกลุ่มดังกล่าวดังกล่าว เป็นกลุ่มเดิมที่แปลงร่างมาจากคณะกรรมการปฎิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา ซึ่งมีความคิดที่สุดโต่งด้านการเมือง พระพุทธศาสนา และค่อนข้างจะมีแนวโน้มไปในทางมิจฉาทิฏฐิ วันนี้ชัดเจนว่าคณะบุคคลเดิมออกมาขัดขวางการทำหน้าที่เพื่อบริหารกิจการคณะสงฆ์โดยมหาเถรสมาคม
เริ่มต้นจากการใส่ข้อกล่าวหาพระมหาเถรผู้ใหญ่ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นข้อกล่าวหาที่เลื่อนลอย ไร้ข้อเท็จจริงและสร้างเรื่องขึ้น ท้ายสุดก็บอกว่าท่านมีมลทิน จึงไม่มีความชอบธรรมในการจะดำรงตำแหน่ง
ดังนั้นขอให้หยุดสร้างความเสียหายให้แก่คณะสงฆ์ หยุดใส่ร้ายป้ายสีพระมหาเถระผู้ใหญ่ที่คณะสงฆ์และชาวพุทธเคารพนับถือ และหยุดก้าวก่ายแทรกแซงกิจการภายในของคณะสงฆ์เพื่อผลประโยชน์ของตัวเองได้แล้ว ไม่เช่นนั้นอาจจะเป็นชนวนนำไปสู่สังฆเภทครั้งใหญ่ได้
จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจึงต้องจับตาดูสถานการณ์ในวันจันทร์ที่ 11 มกราคมนี้ว่าการประชุมมหาเถรสมาชมจะมีการลงมติเพื่อแต่งตั้งสังฆราชหรือไม่
ใน ขณะเดียวกันก็ต้องจับตาเช่นเดียวกันว่าจะมีเครือข่ายชาวพุทธปรวมตัวคัดค้าน หรือจะจุดชนวนลุกลามไปเป็นกระแสของประเทศ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า ต้องดูสถานการณ์ ดูกฎหมาย ดูความเหมาะสม ถ้ายังมีปัญหา มีความขัดแย้งอยู่ก็ต้องทำให้คลี่คลายให้ได้ก่อน
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การชะลอทำได้ เพราะมีขั้นตอนอยู่ 3 ขั้นตอน คือ
ขั้นตอนที่ 1 เรียกว่า เป็นอำนาจของมหาเถรสมาคม (มส.) ซึ่งจะประชุมกันเมื่อไหร่ก็ได้
ขั้นตอนที่ 2 หากมหาเถรสมาคมประชุมแล้ว เสนอมาที่นายกรัฐมนตรี เป็นขั้นตอนของนายกรัฐมนตรี แต่นายกรัฐมนตรีไม่ใช่ว่าได้รับอะไรมาแล้วเสนอไปหมดและไม่ใช่ว่าทันที แต่ต้องมีการตรวจสอบ
กรณีของสมเด็จพระสังฆราชไม่ได้แต่งตั้งเหมือนกับข้าราชการหรือรัฐมนตรี เพราะการแต่งตั้งข้าราชการ รัฐมนตรี ถ้านำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย และทรงลงพระปรมาภิไธยลงมาถือว่าจบ แต่กรณีของสมเด็จพระสังฆราชนั้นยังมีขั้นตอนอีก โดยภายหลังทรงลงพระปรมาภิไธยแล้วจะต้องมีการประกาศสถาปนาและมีพระราชพิธี โดยสมเด็จพระสังฆราชจะมีพระฐานานุกรมหลายรูป ซึ่งต้องตั้งพร้อมกัน ต้องมีอาลักษณ์อ่านประกาศ ตลอดจนต้องประกอบพระราชพิธีในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือในพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย แล้วการที่จะเรียกคนมาที่พระที่นั่งฯ จะต้องมีวโรกาส ทั้งหมดคือสิ่งที่นายกรัฐมนตรีจะต้องคิดเมื่อได้รับมาจากมหาเถรสมาคม
ขั้นตอนที่ 3 คือ เป็นขั้นตอนของพระราชอำนาจ
พิจารณาจากคำให้สัมภาษณ์ของทั้งนายกรัฐมนตรีและนาวิษณุก็เป็นที่ชัดเจนว่า สามารถมีการชะลอการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชได้ ตามชั้นของการพิจารณาก็คือมหาเถรสมาคมและตัวของนายกรัฐมนตรี ตามที่ระบุไว้ในพรบ.คณะสงฆ์
พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535
มาตรา 7 พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง
ในกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้นายกรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาอาวุโสสูงสุด โดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช
ในกรณีที่สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะรูปอื่นผู้มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์รองลงมาตามลำดับ และสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช
ประกอบกับมาตราที่ 10 ที่ระบุเผื่อเหลือเผื่อขาดกรณีไม่มีสมเด็จพระสังฆราชจริงๆ ก็ให้มีพระรูปอื่นปฏิบัติหน้าที่แทน
มาตรา 10 ในเมื่อไม่มีสมเด็จพระสังฆราช ให้สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุด โดยสมณศักดิ์เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชถ้าสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการมหาเถรสมาคมที่เหลืออยู่เลือกสมเด็จพระราชาคณะรูปหนึ่งผู้มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์รองลงมาตามลำดับ และสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช
อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ณ ขณะนี้ ซึ่งเป็นการต่อต้านสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์นั้น สามารถแจกแจงรายละเอียดของข้อกล่าวหาเรื่องความไม่เหมาะสมดังนี้
แม้ว่าสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์จะมีสมณศักดิ์และอาวุโสสูงสุดก็ตาม
1.เข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีรถหรูจดประกอบ
2.มีพฤติการณ์ช่วยเหลือพระธัมมชโยมาอย่างต่อเนื่อง
3.ถูกกล่าวหากระทำความผิดมาตรา112
4.บิดเบือนคำสอนทางพระพุทธศาสนา
คดีรถหรูเลี่ยงภาษีที่พบว่ามีพระในมหาเถรสมาคม (มส.) หลายรูปครอบครองรถหรูที่มีราคามากกว่า 5 ล้านบาทขึ้นไปหลายคัน
ซึ่งจากการตรวจสอบรถจดประกอบทั้ง 6 พันกว่าคัน เบื้องต้นพบว่าสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง สุดประเสริฐ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชย์ มีชื่อครอบครองรถจดประกอบยี่ห้อเมอเซเดสเบนซ์ ทะเบียน ขม 99 กทม. แต่ปัจจุบันรถคันดังกล่าวแจ้งจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกว่า ไม่ได้ใช้รถยนต์คันดังกล่าวเป็นการถาวร คาดว่าเป็นรถโบราณที่มีไว้สะสมไม่ได้มีไว้ขับขี่
ส่วนการถูกดำเนินคดีมาตรา 112นั้น สืบเนื่องจากกรณีมหาเถรสมาคม และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ นำความขึ้นทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ พระธัมมชโย ทั้งๆ ที่รู้ว่าขณะนั้นมีมลทิน หลังจาก“สมเด็จพระสังฆราช”มีพระลิขิต ชี้ว่า “ธัมมชโย ปาราชิก พ้นจากความเป็นพระ”
สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เป็นพระอุปัชฌาย์ของพระธัมมชโย และสนับสนุนกิจกรรมของธรรมกายมาโดยตลอด
ย้อนกลับไปเมื่อวันศุกร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2555 สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เคยประกาศชัดไว้ตอนหนึ่งว่า "...วัดปากน้ำกับวัดพระธรรมกายเป็นวัดพี่วัดน้อง หรือเสมือนหนึ่งว่าเป็นวัดเดียวกัน มีอะไรก็ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน..."
ท้ายสุดต้องจับตามองสถานการณ์วันจันทร์ที่ 11 มกราคมนี้ว่าที่ประชุม มส.จะเดินหน้าแต่งตั้งสังฆราชหรือไม่ เช่นเดียวกับสถานการณ์ของสังคมว่าจะนำพาไปสู่ความแตกแยกภายในสงฆมณฑลหรือไม่
