- 08 ม.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
มีการเปิดเผยว่าในขณะนี้ ดีเอสไอได้แจ้งไปยังมหาเถรสมาคม และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อให้เร่งดำเนินการกับพระธัมมชโยว่าต้องอาบัติปาราชิก และถ้าหากว่าผู้มีอำนาจไม่ดำเนินการก็จะต้องถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
พระพุทธะอิสระ จากวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม ระบุว่าคณะกรรมการพิจารณาคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มีมติเอกฉันท์ให้พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย) เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ต้องอาบัติปาราชิก ตามพระวินิจฉัยของสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เมื่อปี 2542 โดยหลังจากนี้ดีเอสไอจะมีหนังสือแจ้งไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และกรรมการมหาเถรสมาคม ให้ดำเนินการสึกพระธัมมชโยออกจากความเป็นพระ
และถ้าหากว่าสำนักพุทธฯหรือมหาเถรสมาคมไม่ดำเนินการตามกฎหมาย ก็จะต้องถูกกล่าวโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานละเว้นการปฎิบัติหน้าที่
ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติ หน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาทหรือ ทั้งจำทั้งปรับ
เพราะฉะนั้นเผือกร้อนจึงตกไปอยู่กับมหาเถรสมาคม และผอ.สำนักพุทธฯว่าจะจัดการกับเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างไร หลังจากที่ผ่านมาพยายามปกป้องพระธัมมชโยมาโดยตลอด
และถ้าหากว่าครั้งนี้ไม่ดำเนินการให้ถูกต้องก็จะถูกดำเนินคดีอาญาเช่นเดียวกัน
รายชื่อกรรมการมหาเถรสมาคม
1.สมเด็จพระพุฒาจารย์
2.สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์
3.สมเด็จพระมหาวีรวงศ์
4.สมเด็จพระมหามุนีวงศ์
5.สมเด็จพระวันรัต
6.สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์
7.สมเด็จพระธีรญาณมุนี
8.สมเด็จพระพุทธชินวงศ์
9.พระพรหมเวที
10.พระพรหมวชิรญาณ
11.พระพรหมเมธาจารย์
12.พระพรหมสุธี
13.พระวิสุทธิวงศาจารย์
14.พระพรหมเมธี
15.พระพรหมมุนี
16.พระพรหมดิลก
17.พระธรรมวราภรณ์
18.พระธรรมโกศาจารย์
19.พระธรรมธัชมุนี
20.พระธรรมบัณฑิต
และนายพนม ศรศิลป์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในฐานะเลขาธิการมหาเถรสมาคม
ว่าด้วยเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายให้พระธัมมชโยต้องอาบัติปาราชิกนั้น ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นมาครั้งแรก เพราะก่อนหน้านี้ผู้ตรวจการแผ่นดินก็เคยสรุปออกมาแล้วว่าพระธัมมชโยได้ปาราชิก ขณะที่พล.อ.ประยุทธ์และอัยการก็ออกมารับปากว่าจะดำเนินการให้ถูกต้องต่อไป
วันที่21ก.ค.2558 พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน เสนอให้ใช้มาตรา44ในการแต่งตั้งกรรมการพิจารณาให้ พระธัมมชโย ปาราชิกตามพระลิขิตสมเด็จพระสังฆราช กรณีนำทรัพย์สินของวัดมาเป็นของตัวเอง ว่า เรื่องนี้ต้องว่าไปตามขั้นตอนการสอบสวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ซึ่งมีการสอบสวนมาแล้วระยะหนึ่ง และขอให้รอผลสอบและให้เวลาฝ่ายกฎหมายทำงาน อย่าเร่ง เพราะจะทำให้หลายฝ่ายออกมาสู้ จนทำให้ฝ่ายกฎหมายทำงานไม่ได้ และขออย่าทำให้เกิดความขัดแย้ง หากทุกคนยอมรับความผิดกันหมดก็จะหาทางออกได้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป ผิดก็คือผิด ถ้าทุกคนยอมรับผิด เรื่องก็จะง่ายและจะให้ใช้มาตรา 44 ไปจับพระอย่างนั้นหรือ ขณะนี้ก็มีกฎหมายปกติอยู่
นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่าขณะนี้ทางอัยการสูงสุดได้มีคำสั่งตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณารื้อฟื้นคดีพระธัมมชโยซื้อที่ดินแล้ว
เหตุผลประการสำคัญที่พระธัมมชโยต้องอาบัติปาราชิกเกิดมาจากคดียักยอกทรัพย์เอาของของวัดมาเป็นของตัวเอง และประการสำคัญก็คือพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชได้วินิจฉัยไปแล้วหลายต่อหลายครั้งว่าต้องอาบัติปาราชิก แต่พระธัมมชโยกลับดื้อแพ่งและได้รับการช่วยเหลือจากอัยการในยุคนั้น และรวมไปถึงการปกป้องจากเครือข่ายของกรรมการมหาเถรสมาคมอีกด้วยจนทำให้สังฆมณทลต้องแปดเปื้อนมัวหมองมาถึงปัจจุบัน
เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2558 นายรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน แถลงผลการวินิจฉัยคำร้องที่ขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของนายพชร ยุติธรรมดำรง อดีตอัยการสูงสุด และอดีตอธิบดีกรมการศาสนาอีกรายหนึ่งว่าไม่ปฏิบัติตามพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชฯ ที่มีพระราชวินิจฉัยกรณีพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ถูกพนักงานสอบสวนกองปราบปรามแจ้งข้อหาเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์แต่เบียดบังทรัพย์ไปเป็นของตนเองโดยทุจริต และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต
พระลิขิตฉบับลงวันที่ 26 เม.ย. , 1 พ.ค. และ 10 พ.ค. 2542 ระบุว่า กรณีของพระธัมมชโยเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาได้ยักยอกเอาทรัพย์อันเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดพระธรรมกายไปเป็นของตนเอง โดยนำเงินของวัดมาซื้อที่ดินหลายแปลง ต่อมาพนักงานอัยการมีความเห็นสั่งฟ้องพระธัมมชโยเป็นจำเลยต่อศาล จึงถือว่าพระธัมมชโยย่อมไม่เป็นสมณะ ไม่เป็นเชื้อสายศากยบุตร เปรียบเหมือนใบไม้เหี่ยวเหลืองหลุดจากขั้วแล้ว ไม่อาจเขียวสดต่อไปได้ ด้วยเหตุนี้พระธัมมชโยย่อมต้องอาบัติปาราชิกขาดจากความเป็นพระภิกษุตามพระลิขิต ทั้งนี้มหาเถรสมาคมมีหน้าที่สนองพระลิขิต แต่ปรากฎว่าในการประชุมครั้งที่ 16/2542 ได้มีการติดตามผลการดำเนินงานตามพระลิขิตเพียงเรื่องเดียวคือติดตามรับมอบและคืนที่ดินอันเป็นของวัดพระธรรมกายเท่านั้น ส่วนประเด็นพระวินิจฉัยของพระสังฆราชว่าพระธัมมชโยต้องอาบัติปาราชิกหรือไม่ มิได้มีการดำเนินการแต่อย่างใด
นายรักษเกชา กล่าวด้วยว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงจะทำความเห็นเสนอไปยังนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาควาหมสงบแห่งชาติ(คสช.) ซึ่งเป็นผู้รักษาการตามพ.ร.บ.คณะสงฆ์ เพื่อตั้งคณะกรรมการร่วมสองฝ่ายศึกษาประเด็นทางพระวินัยที่ยังไม่ได้ข้อยุติกรณีพระธัมมชโยต้องอาบัติปาราชิกตามพระวินิจฉัยของพระสังฆราชฯหรือไม่ เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานต่อไป โดยคณะกรรมการอาจเป็นพระเถรชั้นผู้ใหญ่ที่มหาเถรสมาคมคัดเลือกกันเอง 3 รูป ผู้แทนจากสำนักพุทธฯผู้แทนสำนักนายกฯ สภาปฏิรูป สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ฯลฯ และเมื่อได้ผลสรุปอย่างไรขอให้นำข้อสรุปบรรจุเข้าวาระการประชุมมหาเถรฯเพื่อพิจารณาลงมติสถานภาพของพระธัมมชโยให้สาธารณชนรับทราบต่อไป
ส่วนกรณีนายพชร ซึ่งมีคำสั่งให้สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 5 ถอนฟ้องพระธัมมชโยโดยอ้างบ้านเมืองต้องร่วมกันสร้างความสามัคคีของคนในชาติทั้งหมู่เหล่า เห็นว่าหากดำเนินคดีกับจำเลยต่อไป อาจก่อให้เกิดความแตกแยกในศาสนจักร โดยเฉพาะในเหล่าพระภิกษุ สามเณรและประชาชน และไม่เกิดประโยชน์แก่สาธารณะนั้น ผู้ตรวจการแผ่นดินเห็นว่าหากเป็นไปตามข้อกล่าวอ้างของนายพชร นายสุชาติ ไตรประสิทธิ์ อดีตอัยการสูงสุด คงไม่มีความเห็นให้สั่งฟ้องคดีมาตั้งแต่ต้น และมีการสืบพยานต่อเนื่องยาวนานเกือบ 7 ปี อีกทั้งในคดีนี้นายพชร ขณะดำรงตำแหน่งรองอธิบดีอัยการฝ่ายคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศได้ร่วมเป็นคณะทำงานพิจารณาสำรวจคดีของพระธัมมชโยและได้มีความเห็นให้สั่งฟ้องพระธัมมชโยเป็นจำเลย โดยเทียบเคียงกับคดีสันติอโศก
ผู้ตรวจการแผ่นดินเคารพในหลักการที่อัยการต้องมีอิสระในการพิจารณาสั่งคดี แต่การสั่งคดีต้องเป็นไปโดยเที่ยงธรรมสุจริต ผู้ตรวจฯจึงทำความเห็นและข้อเสนอไปยังนายกฯและหัวหน้าคสช. ขอให้ตั้งคณะกรรมการพิจารณาการมีความสั่งถอนฟ้องของนายพชรว่ามีความผิดตามมาตรา 147 หรือไม่ จากการถอนฟ้องคดีที่ไม่อาจยอมความกันได้หรือไม่ นอกจากนี้หลังมีคำสั่งถอนฟ้องสำนักงานอัยการสูงสุดไม่ได้ส่งคำสั่งขอถอนฟ้องไปให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นข้อกฎหมายว่ามีอำนาจถอนฟ้องคดีอาญาหรือไม่ เช่นเดียวกับอดีตอธิบดีกรมการศาสนา ซึ่งไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามพระลิขิตของพระสังฆราชฯจึงขอให้หัวหน้าคสช.ตั้งคณะกรรมการขึ้นพิจารณาความผิดทั้งทางวินัยและอาญาด้วย
การที่อดีตอัยการสูงสุดอ้างว่าพระธัมมชโยได้ยอมมอบทรัพย์สินเป็นที่ดินและเงินจำนวน 959,300,000 บาท คืนให้กับวัดพระธรรมกายถือเป็นการตามพระลิขิตของพระสังฆราชฯโดยครบถ้วนทุกประการแล้วนั้น ผู้ตรวจการแผ่นดินเห็นว่าการกระทำของพระธัมมชโยครบองค์ประกอบความผิด ฐานเบียดบังทรัพย์ของวัดไปเป็นของตนเอง แม้ภายหลังพระธัมมชโยจะนำทรัพย์ที่ยักยอกไปมาคืนให้แก่วัด ก็ถือเป็นเพียงการพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิด ไม่อาจทำให้การกระทำความผิดอาญาที่สำเร็จไปแล้วกลายเป็นไม่ผิดไปได้ อีกทั้งพระธัมมชโยใช้เวลานานเกือบ 7 ปี จึงยอมคืนทรัพย์สินโดยไม่ยอมคืนทรัพย์ตั้งแต่มีพระวินิจฉัยตักเตือน
ปาราชิก คือประเภทของโทษที่เกิดจากการล่วงละเมิดสิกขาบทประเภท ครุกาบัติที่เรียกว่า อาบัติปาราชิก
คำศัพท์ว่า ปาราชิกนั้น แปลว่า ยังผู้ต้องพ่าย หมายถึง ผู้ต้องพ่ายแพ้ในตัวเองที่ไม่สามารถปฏิบัติในพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงประทานไว้ให้ได้
ปาราชิก มี 4 ข้อ อยู่ใน ศีล 227 ได้แก่
เสพเมถุน แม้กับสัตว์เดรัจฉาน (ร่วมสัมพันธ์ทางเพศกับมนุษย์ หรืออมนุษย์ หรือสัตว์ แม้แต่ซากศพก็ไม่ละเว้น)
ถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของไม่ได้ให้ มาเป็นของตน จากบ้านก็ดี จากป่าก็ดี (ขโมย) ได้ราคา 5 มาสก (5 มาสกเท่ากับ 1 บาททองคำ)
พรากกายมนุษย์จากชีวิต (ฆ่าคน) แสวงหาและใช้เครื่องมือกระทำเอง หรือจ้างวานฆ่าคน หรือพูดพรรณาคุณแห่งความตายให้คนนั้น ๆ ยินดีที่จะตาย (โดยมีเจตนาหวังให้ตาย) ไม่เว้นแม้แต่การแท้งเด็กในครรภ์
กล่าวอวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่จริง อันเป็นความเห็นอย่างประเสริฐ อย่างสามารถ น้อมเข้าในตัวว่า ข้าพเจ้ารู้อย่างนี้ ข้าพเจ้าเห็นอย่างนี้ (ไม่รู้จริง แต่โอ้อวดความสามารถของตัวเอง)ยกเว้นสำคัญตนผิด
อาบัติปาราชิกทั้ง 4 นี้เป็นอาบัติหนักที่เรียกว่า อเตกิจฉา คือไม่สามารถแก้ไขได้เลย
พระภิกษุต้องอาบัติปาราชิกสี่ข้อใดข้อหนึ่ง แม้จะไม่กล่าวลาสิกขาบท ก็ถือว่าขาดจากความเป็นพระภิกษุทันที เมื่อความผิดสำเร็จ เมื่อขาดจากความเป็นพระแล้ว ก็ถือว่าไม่ใช่พระภิกษุอีกต่อไป ไม่สามารถอยู่ร่วมกับภิกษุอื่นหรือคณะหมู่สงฆ์ได้เลย ต้องลาสิกขาบทออกจากเป็นพระภิกษุทันที มิฉะนั้นจะกลายเป็นพวกอลัชชีแปลว่า ผู้ไม่ละอาย
นอกจากนั้นจะไม่สามารถกลับเข้ามาบวชใหม่ได้เลยตลอดชีวิต แม้จะบวชเข้ามาได้ก็ไม่ใช่พระภิกษุที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย และไม่อาจเจริญในพระธรรมวินัยจนไม่สามารถบรรลุมรรคผลนิพพานใด ๆ เลยตลอดชีวิต (เพียงชาติที่ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น) เพราะเป็นมูลเฉทคือ ตัดรากเหง้า เปรียบเสมือนคนถูกตัดศีรษะ เป็นตาลยอดด้วน แต่ว่าไม่ห้ามขึ้นสวรรค์ซึ่งแตกต่างกับอนันตริยกรรมที่ห้ามทั้งสวรรค์และนิพพานเพราะอาบัติปาราชิกนั้นมีไว้สำหรับเพศบรรชิต ถ้าพระภิกษุผู้ต้องอาบัติปาราชิกนั้นสำนึกผิดและลาสิกขาบทออกจากเป็นพระภิกษุแล้วทำบุญกุศลแล้วตายไปก็จะสามารถขึ้นสวรรค์ได้ แต่ถ้ายังดื้อด้านไม่ยอมลาสิกขาบทและครองอยู่ในผ้าเหลืองจนตาย ตายไปต้องตกนรกที่ลึกที่สุดคือ มหาขุมนรกอเวจี
