ปลดบอร์ด "สสส." กระทบเครือข่ายภาคประชาชนทั่วประเทศ !?

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 


หลังจากพล.อ.ประยุทธ์ ได้ใช้มาตรา 44  ออกคำสั่งให้กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จำนวน 7 คนพ้นจากเป็นกรรมการและการดำรงตำแหน่งในกองทุนจนนำมาสู่การตีความวิพากษ์วิจารณ์

 

 

 


ซึ่งต้องยอมรับว่า สสส. เป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นมาเพื่อดูแลสังคม แต่ขณะเดียวกันการปลดบอร์ด สสส.อาจจะไปส่งผลกระทบถึงเครือข่ายที่ใช้งบประมาณของสสส.เพราะฉะนั้นเราจะได้ย้อนทวนความถึงที่มาที่ไปของเรื่องที่เกิดขึ้น

 


20 ต.ค.2558 พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ประชุม ศอตช. ที่มีผู้แทนจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.), คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.), คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เพื่อพิจารณาตรวจสอบการใช้งบประมาณของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)     

 


คตร. และ สตง. ได้รายงานผลการตรวจสอบเป็น 3 ประเด็น คือ

1. พบว่ามีการใช้จ่ายงบประมาณไม่เป็นไปตามระเบียบการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน

2. เมื่อใช้จ่ายไม่เป็นไปตามระเบียบ ก็ต้องมีคนรับผิดชอบ ซึ่งเขาก็รายงานว่ามีกลุ่มนั้น กลุ่มนี้ เกี่ยวข้องที่ต้องรับผิดชอบ

3. แนวทางแก้ไขซึ่งต้องแก้ไขระบบระเบียบ แก้ไขกฎหมาย

 


เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2558 สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ได้ทำหนังสือรายงานการประเมินผลการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สิน ปี 2557 กองทุนสสส. ถึงนายกรัฐมนตรี

 


โดยรายงานระบุว่า การบริหารงานที่ผ่านมายังไม่บรรลุผลตามวัตถุประสงค์การจัดตั้งและเป้าหมายตามแผน มีความไม่โปร่งใสในการดำเนินงาน และขาดการรายงานและติดตามผลของโครงการที่ได้เงินสนับสนุน โดยมีรายละเอียดดังนี้

 


1. ผลการดำเนินงานลดอัตราการสูบบุหรี่และอัตราการดื่มสุราของคนไทยไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ในรายงานระบุว่า ตามแผนหลักระยะ 3 ปี (ปี 2555-2557) เป้าหมายในปี 2557 ต้องลดเหลือ 18.63% (ลดลง 10% จากปี 2552) แต่ผลสำรวจของสำนักงานสถิติ พบว่าปี 2556 และปี 2557 คนไทยมีอัตราการสูบบุหรี่ 19.94 และ 20.7% ตามลำดับ แสดงว่าอัตราการสูบบุหรี่ของคนไทยไม่ได้ลดลงตามเป้าหมายของ สสส.

 


ขณะที่อัตราการดื่มสุราของคนไทย ตามแผนหลักระยะ 3 ปี (ปี 2555 -2557) กำหนดเป้าหมายปี 2557 เหลือน้อยกว่า 28.5% แต่ผลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่าปี 2556 และปี 2557 คนไทยมีอัตราการดื่มสุรา 32.2% และ 32.3% ตามลำดับ เทียบกับปี 2550 อยู่ที่ระดับ 30% แสดงว่ามีอัตราเพิ่มขึ้น ไม่ได้ลดลง และไม่ได้ตามเป้าหมายของ สสส. (คลิกที่ภาพเพื่อขยาย)

 


ที่สำคัญการจัดทำแผนหลักระยะ 3 ปี (ปี 2555-2557) และแผนการดำเนินงานปี 2557 ไม่มีรายละเอียดโครงการ กล่าวคือ ทั้งแผนหลักและแผนการดำเนินงาน มีการกำหนดเพียงแผนและวงเงินงบประมาณของแต่ละแผน แต่ไม่มีการกำหนดจำนวนและวงเงินงบประมาณของโครงการที่จะดำเนินการ ทำให้ไม่สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการบริหาร ติดตามผล และประเมินผล ได้อย่างอย่างมีประสิทธิภาพ

 


ส่วนแผนการดำเนินงานปี 2557 ไม่มีการกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดที่สอดคล้องกับแผนหลักระยะ 3 ปี อาทิ แผนหลักระยะ 3 ปี กำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดการลดอัตราการสูบบุหรี่และการดื่มสุราของคนไทย ในปี 2557 ต้องลดลง 10% จากปี 2550 และให้น้อยกว่า 28.5% แต่แผนการดำเนินงานปี 2557 ไม่มีการกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดดังกล่าว

 


นอกจากนี้ การอนุมัติเงินอุดหนุนโครงการไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์การจัดตั้ง สสส. และไม่โปร่งใส ได้แก่


1. มีการให้เงินอุดหนุนโครงการสวดมนต์ข้ามปี วงเงิน 33.45 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นค่าจ้างจัดงานและประชาสัมพันธ์ เป็นเงิน 23.19 ล้านบาท และโครงการสนับสนุนการส่งคนไปปฏิบัติงานในองค์การอนามัยโลก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ วงเงิน 3.84 ล้านบาท โดยเป็นการตามภารกิจของกรมสรรพาสามิต โดยทั้งสองโครงการไม่ได้ช่วยสร้างเสริมและสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพและการลดการสูบบุหรี่และการดื่มสุราของประชาชนตามวัตถุประสงค์การจัดตั้งกองทุน สสส.


2. มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการ สสส. และผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อกลั่นกรองทางวิชาการ จัดตั้งมูลนิธิหลายแห่งและได้เงินอุดหนุนโครงการจากกองทุน สสส. และบางโครงการที่ได้รับเงินอุดหนุนมีผู้ที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติโครงการ ผู้ประสานงานโครงการ และเจ้าหน้าที่กองทุน สสส. ร่วมเดินทางไปศึกษาดูงานในต่างประเทศกับผู้ได้รับทุนตามโครงการ ทำให้มีข้อร้องเรียนหรือกล่าวหาในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน


3. มีการจ่ายเงินอุดหนุนโครงการเป็นค่าจ้างบุคคล โดยไม่ผ่านกระบวนการสรรหาตามหลักการบริหารงานบุคคล ไม่เป็นไปตามกรอบอัตรากำลังของกองทุน สสส. และบางตำแหน่งไม่เป็นไปตามตามวัตถุประสงค์การจัดตั้งกองทุน สสส.


4. การจ่ายเงินงวดแรกให้โครงการที่อุดหนุนในอัตราสูง โดยยังไม่มีการดำเนินงาน กล่าวคือมีการจ่ายเงินในอัตราสูง 50-100% ของวงเงินที่อนุมัติ ทำให้เกิดความเสียหายต่อเงินของรัฐ เนื่องจากมีโครงการดังกล่าวจำนวนมากที่ครบกำหนดระยะเวลาการดำเนินงานแล้ว แต่ยังไม่แล้วเสร็จตามข้อตกลง


5. ไม่มีการรายงานและติดตามผลการดำเนินงานโครงการที่อุดหนุน โดยมีเพียงการรายงานความก้าวหน้าโครงการและสรุปปัญหาและอุปสรรคโดยผู้ประสานงานโครงการ ทำให้มีโครงการที่ครบกำหนดตามระยะเวลาการดำเนินงานแล้ว ตั้งแต่ปี 2550 -2557 แต่ยังไม่สามารถปิดโครงการได้ 1,194 โครงการ

 


อย่างไรก็ตาม สตง. ยังได้วิเคราะห์เปรียบเทียบรายได้และรายจ่ายของกองทุน สสส. สิ้นสุดตามปีงบประมาณ วันที่ 30 กันยายน 2546-2557 สรุปได้ว่ารายได้จากเงินบำรุงกองทุน ซึ่งจัดเก็บจากผู้เสียภาษีจากสุราและยาสูบ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี จากปี 2546 กองทุน สสส. มีรายได้ 1,919.97 ล้านบาท ปี 2557 มีรายได้ 4,064.75 ล้านบาท ขณะที่รายจ่ายสำหรับเงินอุดหนุนโครงการต่างๆ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปีเช่นกัน และมีบางปีที่รายจ่ายสูงกว่ารายได้จากเงินบำรุงกองทุน เช่นในปี 2548, 2549, 2551, 2552, 2553, 2557 ตัวอย่างปี 2552 มีรายจ่ายมากกว่ารายได้ถึง 539.4 ล้านบาท ปี 2557จำนวน 601.18 ล้านบาท

 


ในรายงานระบุว่า ทาง สตง. เสนอให้พิจารณาทบทวนการนำส่งเงินบำรุงกองทุน สสส. จากเงินรายได้จากการจัดเก็บภาษีสุราและยาสูบ ควรนำเข้าสู่ระบบงบประมาณแผ่นดินและมีกลไกการป้องกันการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองและฝ่ายอื่นๆ เพื่อให้การใช้จ่ายเงินของรัฐเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

 


ปรากฏว่าในวันที่ 16 ตุลาคม 2558 ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ เปิดแถลงข่าวเพื่อประกาศลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการ สสส. โดยให้เหตุผลว่าเมื่อมีคนในสังคมตั้งคำถามเกี่ยวกับการบริหารงานของตน ในเมื่อ สสส. เป็นต้นแบบความโปร่งใส เพื่อให้เกิดความสบายใจและเป็นมาตรฐานของสังคม ตนจึงตัดสินใจลาออกด้วยตนเอง ส่วน สสส. จะเป็นอย่างไรต่อไปขึ้นอยู่กับประชาชนทุกคน ส่วนตนเองก็จะทำงานเพื่อสังคมต่อไป

 


ทั้งหมดที่ได้นำเสนอไปนั้นล้วนเป็นเรื่องราวการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณของสสส.ในสมัยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นเหตุผลสำคัญจนนำมาสู่การปลดบอร์ดสสส.ในครั้งนี้

 


ก่อนหน้านี้ คตร.และ สตง.ได้ตรวจสอบการใช้งบประมาณของ สสส.พบว่า มีการใช้งบประมาณส่วนหนึ่งไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ รวมทั้งมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสสส.และผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อกลั่นกรองทางวิชาการส่วนหนึ่ง เป็นกรรมการมูลนิธิและได้รับเงินอุดหนุนโครงการจากกองทุนสสส. ที่ถูกมองไปในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

 


นำมาสู่การศึกษาข้อกฎหมายเพื่อให้การดำเนินงานของสสส.เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ของพ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2544 มีการแต่งตั้งคณะกรรมการที่มีนพ.เสรี ตู้จินดา ประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธานและได้ข้อสรุปว่าต้องมีการปรับปรุงระเบียบข้อบังคับสสส.26 ฉบับ โดยเน้นที่การแก้ปัญหาเรื่องผลประโยชน์ มีเนื้อหาให้กรรมการสสส.ที่ควบตำแหน่งในมูลนิธิอื่น ต้องพิจารณาเลือกภายใน 90 วัน หลังจากประกาศใช้ข้อบังคับใหม่

 


สำหรับกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สสส.ทั้ง 7 คนที่ถูกคำสั่งคสช.ปลดนั้น ทั้งหมดพบว่ามีความเกี่ยวข้องกับมูลนิธิหรือองค์กรที่ได้รับเงินอุดหนุนจากสสส. ตั้งแต่ปี 2550-2557 โดย

1.นพ.วิชัย โชควิวัฒน เป็นกรรมการมูลนิธิมิตรภาพบำบัด มูลนิธิแพทย์ชนบทมูลนิธิเด็ก มูลนิธิโกมลคีมทอง มูลนิธิ 14 ตุลา มูลนิธิสร้างสุขไทย

2.นายสงกรานต์ ภาคโชคดี เป็นกรรมการมูลนิธิวิถีสุข

3.นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ เป็นกรรมการมูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์

4.นพ.ยงยุทธวงศ์ภิรมย์ศานติ์ เป็นกรรมการมูลนิธิองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

5.นายสมพร ใช้บางยาง เป็นกรรมการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่

6.รศ.ประภาภัทร นิยม เป็นกรรมการสถาบันอาศรมศิลป์

7.นายวิเชียร พงศธรเป็นกรรมการมูลนิธิเพื่อคนไทย และมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม

 


โดยมูลนิธิหรือองค์กรเหล่านี้ล้วนได้รับเงินอุดหนุนโครงการจาก สสส. เช่น รศ. ประภาภัทร เป็นกรรมการมุลนิธิอาศรมศิลป์ มีโครงการที่รับเงินอุดหนุนจาก สสส 11 โครงการ จำนวนเงินรวม 98 ล้านบาท

 


นพ. ยงยุทธ เป็นกรรมการมูลนิธิองค์กรการกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย มีโครงการที่รับเงินอุดหนุน 3 โครงการ รวม 10 ล้านบาท

 


มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก จำนวน 8 โครงการ 182 ล้านบาท

 


หมอวิชัย เป็นกรรมการหลายมูลนิธิ เช่น มูลนิธิ สร้างสุขไทย จำนวน 3 โครงการ รับเงิน 65 ล้านบาท มูลนิธิมิตรภาพบำบัด จำนวน 1 โครงกการ 3 แสนบาท มูลนิธิแพทย์ชนบท จำนวน 5 โครงการ 58 ล้านบาท มุลนิธิโกมล คีมทอง 4 โครงการ 36 ล้านบาท มุลนิธิ 14 ตุลา 2 โครงการ 3.5 ล้านบาท

 


ทั้งนี้เมื่อพิจารณาจากปรากฎการณ์การปลดบอร์ด สสส.ที่เกิดขึ้น จึงถูกเทนำหนักไปที่เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่าสสส.นั้นเป็นหน่วยงานที่มีงบประมาณจำนวนมหาศาล  

 


แต่ที่ผ่านมางบประมาณของสสส.ก็มีการตรวจสอบอย่างละเอียดกว่าที่จะมีการอนุมัติออกไป และที่สำคัญก็ต้องยอมรับว่าหน่วยงาน องค์กร หรือมูลนิธิต่างที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณ ก็ได้ทำงานในเชิงพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพจนสามารถสร้างเครือข่ายอันเข้มแข็งให้เกิดขึ้น

 


การใช้งบประมาณของ สสส.ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากแต่ละปี สสส.ได้รับเงินสนับสนุนเป็นจำนวนมหาศาลในอัตรา 2 เปอร์เซ็นจากภาษีบาปซึ่งคิดเป็นงบประมาณเฉลี่ยแต่ละปีถึง4,000 ล้านบาท

 


พระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544มาตรา 11 ให้กองทุนมีอํานาจจัดเก็บเงินบำรุงกองทุนจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีตาม
กฎหมายว่าด้วยสุราและกฎหมายว่าด้วยยาสูบ ในอัตราร้อยละสองของภาษีที่เก็บจากสุราและยาสูบตามกฎหมายว่าด้วยสุราและกฎหมายว่าด้วยยาสูบ

 


ในการคํานวณเงินบํารุงกองทุนตามอัตราที่กําหนดในวรรคหนึ่ง หากมีเศษของหนึ่ง สตางค์ให้ปัดทิ้ง

 


ยกตัวอย่างเช่น มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่มีนายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ  เป็นกรรมการมูลนิธิ   ซึ่งมีองค์กรในเครือข่ายหลายองค์กร  ประกอบด้วย


1.  ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน ป๋วย อึ๊งภากรณ์ 


โดยเป็นพัฒนาการต่อเนื่องมาจากศูนย์ฝึกอบรมของมูลนิธิบูรณะชนบทฯ จังหวัดชัยนาท ซึ่งมีมาตั้งแต่เดิม  เพื่อเป็นสถานที่ให้บริการจัดประชุม อบรม และสัมมนา แก่หน่วยงานภายนอก  โดยมีบริการด้านที่พักและอาหารอย่างพร้อมบริบูรณ์ในราคาประหยัด


ต่อมาได้เพิ่มบริการด้านการจัดฝึกอบรมและการเรียนรู้ในมิติต่างๆ ตามความต้องการของชุมชน  ได้แก่  บริการด้านห้องสมุดเพื่อการศึกษาค้นคว้า  จัดทำแปลงสาธิตการเกษตรอินทรีย์ พัฒนากิจกรรมและโครงการนำร่องวิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง  รวมทั้งเป็นแหล่งศึกษาดูงานและจัดทำโครงการนำร่องต่างๆ เพื่อถ่ายทอดและเชื่อมโยงองค์ความรู้สู่ชุมชนและหน่วยงานอื่นๆ 


2.  สถาบันการจัดการเพื่อชนบทและสังคม ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2537  มีวัตถุประสงค์เพื่อทำงานด้านการวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาชนบท และงานวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อผลักดันนโยบายสาธารณะด้านการพัฒนาชนบทและสังคม  เช่น     

-การปรับรูปแบบกองทุนพัฒนาชุมชนเมือง (2534)  ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็นสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน

-การปรับปรุงรูปแบบกองทุนเพื่อการพัฒนาชนบท (2537)

-โครงการวิจัยและพัฒนาระบบการแลกเปลี่ยนชุมชนเพื่อการพึ่งตนเอง (2547-2550)

 


3.  เครือข่ายอาสาสมัครเยาวชน

เครือข่ายอาสาสมัครเยาวชนนักศึกษามหาวิทยาลัย ทั้งที่กำลังศึกษาอยู่หรือจบการศึกษาแล้ว มีการนำเทคโนโลยี IT มาประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสมกับงานพัฒนาชนบท  และการส่งเสริมนวัตกรรมด้านกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อเยาวชน

 


ความสัมพันธ์ระหว่างมูลนิธิฯ กับ TRN เริ่มต้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2546  โดยในเบื้องต้น TRNเป็นโครงการพัฒนาชนบทที่อาศัยการสนับสนุนจากแหล่งทุน  จึงจำเป็นต้องมีองค์กรที่เป็นนิติบุคคลรองรับ  และในขณะนั้นสำนักงานของ TRN อยู่ในอาคารเดียวกับมูลนิธิฯ ที่กรุงเทพฯ  ในปัจจุบันถึงแม้จะแยกสำนักงานออกไป  แต่ในส่วนของการทำงานและลักษณะกิจกรรมยังคงต้องอาศัย  เกื้อกูลและมีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับมูลนิธิฯ

 


4.  สถาบันไทยพัฒน์ เกิดจากการรวมตัวของนักธุรกิจที่ต้องการทำงานเชิงสังคม  เพื่อส่งเสริมหน่วยธุรกิจให้มีความรับผิดชอบต่อสังคม (ด้วยการปรับใช้กลยุทธ์แบบต่างๆ  รวมทั้งการถ่ายทอดแนวคิดธุรกิจแบบเศรษฐกิจสถาบัน  มีการนำแนวพระราชดำริเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงและพุทธเศรษฐศาสตร์ไปประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจด้วยวิธีการต่างๆ 

 


5.  โรงเรียนเพื่อชีวิตเชียงใหม่และโรงเรียนเพื่อชีวิตพังงา (เบลูก้าอุปถัมภ์) เรื่มจากเป็นโครงการพัฒนาชนบทด้านการศึกษา  ดำเนินการโดยสถาบันการจัดการเพื่อชนบทและสังคม (RASMI) ในปี  2547  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงประถมศึกษา ให้กับเด็กกลุ่มเป้าหมาย คือ เด็กกำพร้าและเด็กด้อยโอกาสในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย

 


ซึ่ง วันนี้(8 ม.ค.)มีสถานการณ์การเคลื่อนไหว หลังจากมีการปลดบอร์ด สสส.โดยเครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ เครือข่ายเด็กรุ่นใหม่ไม่เล่นพนัน และเครือข่ายบางกอกนี้ดีจังยื่นหนังสือแสดงจุดยืนและยื่นข้อเสนอต่อนายกรัฐมนตรี ให้ตรวจสอบความโปร่งใสของ สสส.ตามหลักธรรมาภิบาล ปราศจากอคติและไม่เลือกปฏิบัติ

 


ที่ศูนย์บริการประชาชน ทำเนียบรัฐบาล ตัวแทนเครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ เข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เพื่อแสดงจุดยืนและยื่นข้อเสนอต่อนายกรัฐมนตรี ให้ตรวจสอบความโปร่งใสของ สสส.ตามหลักธรรมาภิบาล ปราศจากอคติและไม่เลือกปฏิบัติ รวมถึงให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาความเดือดร้อน จากการชะลอหรือยุติโครงการภายใต้การสนับสนุนของ สสส. ที่ได้รับผลกระทบ โดยหวังว่าร้ฐบาลจะเร่งแก้ปัญหาโดยเร็ว เพื่อเป็นของขวัญวันเด็กและของขวัญปีใหม่ให้กับผู้ที่มีจิตอาสาทำเพื่อส่วนรวม

 


ทางเครือข่ายยอมรับว่า เครือข่ายได้ขอรับการสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และได้ดำเนินกิจกรรมแล้วระยะหนึ่ง แต่หลังจากที่มีการตรวจสอบ กำกับ ติดตามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้โครงการของกลุ่มเด็กและเยาวชนจำนวนมาก ไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้เป็นระยะนานกว่า 3 เดือน รวมถึงการเบิกจ่ายงบประมาณ ในระยะต่อไปก็ไม่มีทิศทางว่า จะมีงบประมาณมาสนับสนุนต่อไปอีกหรือไม่

 


ทางกลุ่มเครือข่ายได้เอาเชือกคล้องคอ และมือเพื่อทำตามกิจกรรมมัดมือแช่แข็ง โดยนำถังน้ำแข็งปักชื่อโครงการต่างๆ ของ สสส. ที่ได้รับผลกระทบมาจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ด้วย.

 


นพ.พลเดช ปิ่นประทีป ประธานสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา และอดีตรมว.พม. กล่าวยอมรับว่าเมื่อวันที่ 6 ม.ค. ที่ผ่านมาตนได้เข้าพบกับ พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมระบุว่าเรื่องการปลดบอร์ด สสส. ทั้ง 7 ประเด็นนี้ เป็นเพราะผลตรวจสอบของ คตร. ที่พบว่าอดีตกรรมการมีผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่ง คตร. ฐานะได้รับคำสั่งเมื่อสอบเสร็จแล้วก็ต้องรายงานตรงไปยังนายกฯ

 


“เรื่องนี้ทำเสร็จไปก่อนวันที่ 5 ม.ค. และเตรียมเสนอบอร์ดในวันที่ 15 ม.ค. ผมมองว่าคำสั่งหัวหน้า คสช. เหมือนกับเป็นอุบัติเหตุ ซึ่งประเด็นการแก้ปัญหาเรื่องการปลดต้องให้ พล.ร.อ.ณรงค์เป็นผู้ไปพิจารณาซึ่งนายกฯได้พูดคุยตอนหนึ่งว่าบอร์ด สสส. ที่มีปัจจุบันสามารถทำงานได้จริงหรือไม่ ซึ่งเขาก็บอกว่าทำงานได้เพราะมีบอร์ด 14 คน และครบองค์ประชุม โดยนายกฯระบุว่าให้พิจารณาดูว่าจะสรรหาใครมาทำหน้าที่ได้หรือไม่ ส่วนทั้ง7 ที่ถูกปลด เมื่อเขาเคลียร์ตัวเองให้เข้ากับระเบียบที่ปรับใหม่ และชี้แจงในเรื่องการทุจริตได้ หากเขาอยากกลับมาก็ให้พิจารณา แต่ทั้งนี้ให้ไปคิดดู ผมคิดว่าเป็นประเด็นที่ประธานบอร์ดต้องนำกลับไปพิจารณา และเป็นอีกประเด็นที่การประชุมในวันทมี่ 15 ม.ค. ต้องหยิบยกมาหารือ”

 


ส่วนปัญหามุมมองที่ คตร. สะท้อนออกมา คือการต้องการแก้ไขเรื่องประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งเรื่องนี้นายกฯได้มอบหมายให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นตัวกลางในการแก้ปัญหา และล่าสุดคณะทำงานของ รมว.สธ.ก็ได้แก้ไขระเบียบภายในองค์กร สสส. ทั้ง 26 ประเด็น และเพิ่มใหม่อีก 3 ประเด็นและเตรียมเสนอบอร์ด สสส. ชถุดปัจจุบันพิจารณาใน 15 ม.ค. นี่

 


เรื่องการตรวจสอบ นายกฯได้บอกว่าท่านรออนุมัติการยกเลิกมาตรการตรวจสอบของ คตร. ในองค์กรของ สสส. เพราะได้มีกติกาใหม่ที่รัดกุมแล้ว และไม่ต้องให้ คตร. ไปตรวจสอบอะไรเพราะมีกลไกใหม่ไปดู

 


ทั้งนี้ นพ.พลเดช ระบุถึงกรณีทั้ง7 ที่ถูกปลดว่า “สำหรับกรณีที่ นพ.วิชัย โชควิวัฒน์ ออกมาให้ข้อมูลและมองว่าการปลดทั้ง 7 เพราะมีกลุ่มนายทุนอยู่เบื้องหลัง ตนมองว่าเป็นสิ่งที่ต้องเห็นใจ นพ.วิชัย เพราะเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง หากดูข้อมูลของทั้ง 7 ถือเป็นผู้ที่มีเกียรติภูมิ ทำงานเรื่องการต่อต้านคอร์รับชั่นทั้งชีวิต แต่โดนคำสั่ง คสช. ประเด็นปลด มารวมกับผู้ที่ทุจริต ถือเป็นสิ่งที่เจ็บปวด และเป็นสิ่งที่ไม่มีข้อเท็๋จจริง เกี่ยวกับการทุจริต การพูดของ นพ.วิชัยเป็นการปกป้องศักดิ์ศรีขของตนเองและชี้แจงให้สังคมเข้าใจ”