วิกฤติยางพารา!! "ชาวเกษตรสวนยาง" เตรียมกดดันรบ.แก้ปัญหาราคายางตกต่ำ! - เสนอแนะใช้ภายในปท.ให้มากขึ้น!

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 


ตั้งแต่สัปดาห์หน้าเป็นต้นไป ต้องจับตามองสถานการณ์ของเกษตกรชาวสวนยางพาราอย่างใกล้ชิด ซึ่งจะมีการกำหนดแนวทางการเคลื่อนไหวเพื่อกดดันให้รัฐบาลเข้ามาแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำอย่างไร สืบเนื่องจากราคายางพาราที่เป็นอยู่ ณ ขณะนี้กำลังตกต่ำอย่างถึงที่สุดแล้วนั่นเอง

 

 

 


ราคายางเฉลี่ยของโรงงาน ประจำวันที่ 8 ม.ค.


จ.สงขลา ยางแผ่นดิบคุณภาพ 3 ราคา 32.5 บาทต่อกิโลกรัม  เศษยาง 29.5 บาทต่อกิโลกรัม  น้ำยางสด 28.5 บาทต่อกิโลกรัม 

จ.สุราษฎร์ธานี ยางแผ่นดิบคุณภาพ 3 ราคา 30.5 บาทต่อกิโลกรัม  ราคาน้ำยางสด ราคาที่โรงงาน 27.85 บาทต่อกิโลกรัม 


จ.นครศรีธรรมราช ยางแผ่นดิบคุณภาพ 3 ราคา 32.7 บาทต่อกิโลกรัม  น้ำยางสด ราคาโรงงาน 28.1 บาทต่อกิโลกรัม 


ราคาประมูลยางแผ่นดิบตลาดกลางภาคใต้วันที่ 7 ม.ค. ยางแผ่นดิบคุณภาพดี (USS) ตลาดกลางประมูลยางหาดใหญ่ ราคา 34.05 บาทต่อกิโลกรัม  ตลาดกลางประมูลยางสุราษฎร์ธานีราคา 33.30 บาทต่อกิโลกรัม   ตลาดกลางประมูลยางนครศรีธรรมราช ราคา 33.33 บาทต่อกิโลกรัม  และตลาดกลางประมูลยางยะลา 33.22 บาทต่อกิโลกรัม 


จากราคาที่เป็นอยู่ดังกล่าว ก็นำมาสู่ความเคลื่อนไหวของเกษตรกรในแต่ละจังหวัด ที่กำลังผสานเป็นเครือข่ายเดียวกัน และอาจจะนำไปสู่การเคลื่อนไหวเข้าสู่กทม.


เริ่มจากที่จ.สงขลา นายปรีชา สุขเกษม ประธานเครือข่ายสภาเกษตรกร จ.สงขลา นำตัวแทนเกษตรกรชาวสวนยางพารา จ.สงขลา เข้าพบนายถาวรเพื่อหารือเรื่องราคายางตกต่ำและแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ นายปรีชาเปิดเผยว่า ขณะนี้ค่าครองชีพที่สูงขึ้น แต่ราคายางเหลือกิโลกรัมละละ 20-30 บาท ส่งผลให้เกษตรกรชาวสวนยางเดือดร้อน และยังมีแนวโน้มลดลงอีก ขอให้รัฐบาลประกันราคายางให้ชัดเจนว่าอยู่ในราคากิโลกรัมละเท่าไร เพื่อให้เกษตรกรตัดสินใจวางแผนอนาคตได้ถูกต้อง ว่าจะโค่นต้นยางเพื่อปลูกพืชตัวอื่นทดแทน หรือจะคงต้นยางเหมือนเดิม เพราะยังกังวลอยู่ว่าหากโค่นแล้วราคายางเพิ่มขึ้นเจ้าของสวนยางจะช้ำใจตายได้


เกษตรกรเข้าใจและเห็นใจรัฐบาลที่พยายามช่วยเหลือเกษตรกร และแก้ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรมาตลอด เช่นเงินช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางไร่ละ 1,500 บาท ไม่เกิน 15 ไร่ กำลังเป็นรูปธรรม


ขอให้รัฐบาลมอบหมายหน่วยงานเฉพาะกิจ ดีเอสไอ กองปราบปราม สตง. ป.ป.ช. ปปง. ตรวจสอบกลไกการตลาดที่แท้จริงของราคายาง เพราะเกษตรกรไม่เชื่อว่าราคาตกต่ำเหลือกิโลกรัมละละ 20-30 บาทจริง อาจจะมีไอ้โม่งอยู่เบื้องหลังบิดเบือนกลไกราคายาง


ประธานเครือข่ายสภาเกษตรกร จ.สงขลา กล่าวว่า "รัฐบาลเปิดเวทีกลางที่ รัฐสภาก็ได้ ให้ตัวแทนเกษตรกรชาวสวนยางทุกจังหวัด หน่วยงานราชการที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับยาง ตัวแทนโรงงานอุตสาหกรรมยางและตัวแทนรัฐบาล ถกปัญหาเรื่องยาง เพื่อจะได้รู้ความจริงว่าปัญหาราคายางอยู่ตรงไหน เพื่อจะร่วมกันหาทางออกได้ถูกต้อง"


นายมนัส บุญพัฒน์ นายกสมาคมคนกรีดยางและชาวสวนยางรายย่อยแห่งประเทศไทย (สคย.) กล่าวว่า ชาวสวนยางรายย่อยภาคใต้ประชุมหารือเพื่อออกแถลงการณ์ถึงประชาชน และรัฐบาล ให้กระจายความเดือดร้อนของชาวสวนยางอย่างทั่วถึง ให้ผู้ประสบกับความเดือดร้อนออกมาแสดงตนวันที่ 10 ม.ค.2559 เวลา 09.09 น.ที่หน้าศาลากลางจังหวัดนครศรี ธรรมราช ซึ่งเป็นศูนย์บัญชาการประสานงาน      


นายมนัสกล่าวว่า ข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลและ คสช.ต้องการราคาน้ำยางสดกิโลกรัมละละ 60 บาท ขณะที่ต้นทุนอยู่ที่กิโลกรัมละ 64.25 บาท พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ ไม่สามารถทำหน้าที่ได้ และรัฐบาลเร่งจ่ายเงินเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับชาวสวนยาง โดยปรับระเบียบหลักเกณฑ์ ให้ชาวสวนยางเข้าถึง การยางแห่งประเทศไทยได้


นายชัยวุฒิ ผ่องแพ้ว อดีตส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานสมาพันธ์เกษตรกร จ.สงขลา เปิดเผยว่า แกนนำชาวสวนยางสงขลาหารือแล้วมีข้อสรุปว่า จะนัดรวมตัวที่ตลาดกลางยางพารา อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ในวันที่ 12 ม.ค. เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาราคายางตกต่ำให้เป็นรูปธรรมจับต้องได้ เพราะชาวสวนยางวันนี้ก้าวข้ามเรื่องราคาไปแล้ว เราไม่ได้เรียกร้องว่ายางต้องมีราคาก.ก.ละ 60 บาท


แต่ขอให้รัฐบาลออกมาตรการแก้ไขปัญหาราคาในระยะสั้นและระยะยาว เพราะเหตุที่ราคายางตกต่ำเกิดจาก 4 ปัญหา คือ

1.กลไกการตลาดในประเทศ ทั้งกรณีไม่มีการใช้ยางผสมในการทำถนน
 
2.กลไกการตลาดตกอยู่ในมือของพ่อค้าคน กลาง ที่สามารถกำหนดราคารับซื้อยางได้เอง
 
3.ขอร้องให้นายกฯ ใช้ ม.44 เพื่อให้มีการตรวจสต๊อกยางทั้งในส่วนรัฐและเอกชน ทั่วประเทศ ว่ามีปริมาณค้างสต๊อกจำนวน เท่าไหร่ เพราะไม่เชื่อในตัวเลขของทางการ และในการสำรวจสต๊อกยางจะต้องมีตัวแทนชาวสวนยางร่วมตรวจสอบด้วย

4.ขอ ให้เร่งออกมติครม. สั่งการใช้น้ำยางพาราเป็นส่วนผสมของการทำถนนไม่น้อยกว่า 5% เช่นเดียวกับอดีตเคยมีมติ ครม.บังคับให้ทุกหน่วยงานราชการและวิสาหกิจต้องใช้น้ำมันปตท. เพื่อแสดงความจริงใจว่าต้องการแก้ปัญหาให้ชาวสวนยางจริง
 
5.พล.อ. ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ ต้องมารับเรื่องการแก้ปัญหาด้วยตนเอง พร้อมกับสนช. 3 คน คือ นายอนุมัติ อาหมัด, นายชูศักดิ์ ลิ่มสกุล และนายบัญญัติ จันทน์เสนะ เพื่อที่ สนช.จะได้นำเรื่องความเดือดร้อนของชาว สวนยางไปหารือ และใช้กลไกของ กมธ.เกษตรและพาณิชย์ของ สนช.แก้ไข


และขอให้รัฐเป็นเจ้าภาพประชุมตัวแทน 4 ฝ่าย คือ

1.ฝ่ายรัฐบาล
 
2.ตัวแทนข้าราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
 
3.ตัวแทนเกษตรกรทุกจังหวัดที่ปลูกยางพารา
 
4.กลุ่มตัวแทนนายทุนอุตสาหกรรมยางพารา ในการหาทางออกเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว


นายชัยวุฒิกล่าวว่า"การที่พล.อ.ฉัตรชัย รมว.เกษตรฯ รายงานนายกฯ ว่ายางพาราปัจจุบันอยู่ที่ราคากิโลกรัมละ 35-36 บาทนั้น เป็นการพูดความจริงครึ่งเดียว เพราะนั่นเป็นราคายางแผ่นรมควันสำเร็จ ที่พร้อมส่งออก แต่ราคายางแผ่นและน้ำยางสดที่ชาวสวนยางขายได้ในชุมชนของจริงอยู่ที่ 23-25 บาทต่อกิโลกรัม เพราะฉะนั้นอย่ามัวแต่นั่งรอรายงานตัวเลขในห้องแอร์ ขอให้กล้าลงพื้นที่มาดูความทุกข์ความเดือดร้อนของครอบครัวชาวสวนยาง เพราะเกษตรกรจะนำท่านไปดูของจริง จะได้ตาสว่างเสียที"


น.ส.ขวัญ ใจ ภาระเวช ประธานสหกรณ์กองทุนชาวสวนยางพาราภูด่านใหญ่ อ.โพธิ์ไทร จ.อุบลราชธานี กล่าวว่า ชาวสวนยางในกลุ่มของตนและในจังหวัดยังไม่ออกมาเคลื่อน ไหว เพราะมองว่าการเรียกร้องให้พยุงราคาไม่ใช่แนวทางการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน แต่จะเสนอให้รัฐบาลทำโครงสร้างการบริหารจัดการ ยางทั้งด้านแนวคิดการผลิต และราคาตลาด ที่เป็นธรรม โดยสนับสนุนสหกรณ์ที่มีศักยภาพ ให้เสนอปัญหาของแต่ละท้องที่ไปยังรัฐบาล แล้วรัฐบาลนำไปใช้แก้ไข โดยไม่ต้องพูดถึงเรื่องราคา เพราะราคาเป็นไปตามกลไกตลาดอยู่แล้ว


เมื่อเกษตรกรชาวสวนยางสามารถทำผลผลิตของตนเองให้มีคุณภาพ ก็สามารถขายผลผลิตได้ในราคาสูง และถ้าลดต้นทุนการผลิตได้ด้วยก็จะทำให้มีกำไรมากขึ้น กลุ่มชาว สวนยางของเราจึงเสนอขอโรงงานใช้แปรรูปยางไปทางสกย. เพราะเมื่อมีโรงงานชาวสวนยางก็มีทางเลือกมากขึ้น เช่น สามารถทำเป็นยางแผ่นรมควันเก็บไว้ขายเมื่อมีราคาดีขึ้น โดยไม่ต้องรีบขายเป็นน้ำยางเพียงอย่างเดียว นอกจากสามารถแปรรูปเป็นยางแผ่นให้มีราคาสูง ส่วนเหลือใช้ของยางก็ยังนำมาทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์ หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง


น.ส.ขวัญใจกล่าวอีกว่า ปัจจุบันชาวสวนยาง จ.อุบลฯ ใช้ระบบซื้อขายยางแผ่นดิบผ่านอีคอมเมิร์ซ ทำให้ได้ราคาสูงกว่าการขายปกติในพื้นที่อีก กิโลกรัมละประมาณ 2 บาท โดยยางแผ่นดิบชั้น 3 วันนี้มีราคากิโลกรัมละ 35.05 บาท ซึ่งเกษตรกรยังพออยู่ได้


พิจารณาจากปัญหาที่เกิดขึ้น ก็สรุปได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้นก็คือเรื่องของราคาตกต่ำ อันเป็นผลมาจากปริมาณยางพาราที่ล้นเกิดความต้องการ และความต้องการนั้นก็ไปผูกติดกับราคาในตลาดโลก เมื่อราคาในตลาดโลกต่ำลงก็ทำให้เกษตกรได้รับผลกระทบไปเต็มๆ


เพราะฉะนั้นแนวทางแก้ไขปัญหา ที่น่าสนใจในตอนนี้ก็คือการแก้ไขวงจรการผลิตและใช้ภายในประเทศให้มากยิ่งขึ้น และรัฐบาลสามารถเข้ามาควบคุมกลไกทั้งหมด โดยเฉพาะราคาที่จะสร้างความพึงพอใจให้กับทุกฝ่าย


เพราะเมื่อพิจารณาตัวเลขการผลิต การใช้และการส่งออกก็จะพบว่าปริมาณยางส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพาตลาดส่งออกนั่นเอง


เมื่อดูปริมาณปริมาณการผลิตยางพาราของประเทศไทย เมื่อปี 2557

ยางแผ่นรมควัน  824,030   ตัน

ยางแท่ง           1,793,945 ตัน

น้ำยางข้น            776,597 ตัน 

ยางผสม              858,818 ตัน

อื่นๆ                     70,585 ตัน

รวมทั้งหมด      4,323,975 ตัน


ขณะที่ปริมาณการใช้ในประเทศ ปี 2557

ยางแผ่นรมควัน 171,466 ตัน

ยางแท่ง           189,232 ตัน

น้ำยางข้น         119,762 ตัน

ยางแผ่นผึ่งแห้ง       579 ตัน

ยางเครพ            1,351  ตัน

ยางผสม           27,277  ตัน

อื่นๆ                 31,336  ตัน

รวม                541,003  ตัน


ปริมาณการใช้ยางธรรมชาติในประเทศแยกตามประเภทผลิตภัณฑ์

ยางยานพาหนะ                              329,051 ตัน

ยางรถจักรยานยนต์                          23,811 ตัน

หล่อดอก                                          2,128 ตัน

ยางรัดของ                                      15,353 ตัน

อะไหล่รถยนต์                                   2,802 ตัน

พื้นรองเท้า                                        1,146 ตัน

รองเท้า                                             4,769 ตัน

ท่อยาง                                                712 ตัน

สายพาน                                           2,499 ตัน

ยางยืด                                            79,168 ตัน

ถุงมือยาง                                        58,865 ตัน

ถุงยางอนามัย                                    6,464 ตัน

ผลิตภัณฑ์ฟองน้ำ                                 234 ตัน

กาว                                                  2,985 ตัน

เครื่องมือทางการแพทย์/วิทยาศาสตร์     952 ตัน

อื่นๆ  10,064 ตัน

รวม  541,003 ตัน


ปริมาณการส่งออก ปี 2557 อยู่ที่

ยางแผ่นรมควัน  715,354  ตัน

ยางแท่ง          1,574,605 ตัน

น้ำยางข้น          674,919  ตัน

ยางผสม            744,739  ตัน

อื่นๆ                    61,032  ตัน

รวม                3,770,649  ตัน