- 10 ม.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ทาง www.tnews.co.th
สถานการณ์ราคายางตกต่ำจนทำให้พี่น้องชาวสวนยางหลายพื้นที่ในจังหวัดภาคใต้ นัดรวมตัวแสดงพลังต่อภาครัฐ เพื่อนำไปสู่การเร่งแก้ปัญหาต่างๆให้ทันเหตุการณ์ความเดือดร้อนมากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ที่คุณยุคล วิเศษสังข์ และทีมงานไปเกาะติดรายงานสดมาให้รับทราบละเอียดกันอย่างครบถ้วน
ทั้งนี้ข้อเรียกร้องที่มีการนำเสนอจากกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางพารา นอกเหนือจากการทำให้ราคายางขยับขึ้นในระดับ 60 บาทต่อกิโลกรัมแล้ว ก็คือการขอให้ภาครัฐเร่งรัดดำเนินการนำเงินจากกองทุนสงเคราะห์การทำงานสวนยาง หรือ เงินกองทุนเซส จัดสรรให้กับเกษตรกรตาม มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2558 กำหนดให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ใช้งบประมาณ 13,132 ล้านบาท ในโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง จำนวน 850,000 ครัวเรือน แยกเป็นการช่วยเหลือเจ้าของสวนยาง/ผู้เช่าสวนยาง 900 บาทต่อไร่ ไม่เกินครัวเรือนละ 15 ไร่ และ คนกรีดยางได้รับ 600 บาท/ไร่ ไม่เกินครัวเรือนละ 15 ไร่
ขณะที่ก่อนหน้านั้น นายเชาว์ ทรงอาวุธ ผู้ปฏิบัติหน้าที่ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ระบุว่าแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางและคนกรีดยางตามโครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง ว่า ได้เริ่มจ่ายเงินผ่านบัญชีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) พร้อมกันหลายพื้นที่แล้วตั้งแต่ในวันที่ 28 ธันวาคม 2558 ที่ผ่านมา แต่ปรากฏว่าในกลุ่มเครือข่ายชาวสวนยางภาคใต้ ระบุว่าขั้นตอนดังกล่าวของกยท.ยังเป็นอย่างล่าช้า โดยมีเกษตรกรที่ได้รับเงินช่วยเหลือแล้วจริง ๆ เพียงกว่า 2,000 ราย เนื่องจากระเบียบขั้นตอนของทางราชการไม่ได้อำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกรมากนัก โดยเฉพาะการลงทะเบียนซึ่งต้องผ่านคณะกรรมการตรวจสอบรับรองสิทธิ์ตามข้อกำหนดของกยท. และยังต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ ประกอบด้วยเงื่อนไขสำหรับเจ้าของสวนยาง/ผู้เช่าสวนยาง ดังนี้
1.เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะต้องเป็นเกษตรกรตามข้อมูลทะเบียนเกษตรกรของกรมส่งเสริมการเกษตร ปี 2557/58
2.มีบัญชีเงินฝากไว้กับ ธ.ก.ส.
3.เป็นเป็นผู้ปลูกยางพาราที่มีพื้นที่เปิดกรีดในปัจจุบันตั้งแต่ 1 ไร่ขึ้นไป โดยสวนยางต้องตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย
ส่วนคุณสมบัติคนกรีดยางที่เข้าร่วมโครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง ต้องเข้าหลักเกณฑ์ดังนี้
1.ต้องขึ้นทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เป็นผู้ที่กรีดยางให้กับเกษตรกรตามข้อมูลทะเบียนเกษตรกรของกรมส่งเสริมการเกษตร ปี 2557/58
2.มีบัญชีเงินฝากกับ ธ.ก.ส.
โดยเกษตรกรสวนยางพาราและคนกรีดยางสามารถขอใช้สิทธ์เข้าร่วมโครงการได้ที่ สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางจังหวัด สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางอำเภอ ศูนย์ปฏิบัติการสงเคราะห์สวนยางจังหวัดและสำนักงานเกษตรอำเภอ ตั้งแต่วันที่ 16 ธ.ค.58 ที่ผ่านไปจนถึงวันที่ -29 ก.พ.59
นอกเหนือจากมาตรการภาครัฐว่าด้วยการสนับสนุนงบประมาณเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางพาราที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นไปอย่างล่าช้าแล้ว แนวทางการทำงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเฉพาะการยางแห่งประเทศไทย หรือ กยท.ยังไม่ได้สนับสนุนให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพตามเป้าหมายของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช.
โดยทางด้าน นายธีระชัย แสนแก้ว นายกสมาคมชาวสวนยางภาคอีสาน ได้แสดงความเห็นถึงกรณีปัญหาราคายางตกต่ำในขณะนี้อีกครั้ง ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเท่าที่มีการหารือกับแกนนำชาวสวนยางทั้งหมด มีการประเมินว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับภาวะเศรษฐกิจโลกอย่างเดียว ที่มีผลทำให้เป็นปัญหาการส่งออกยาง และราคายางตกต่ำ แต่เกิดจากความผิดพลาดของนโยบายและแนวทางการบริหารจัดการยางในประเทศของระดับผู้บริหารของกระทรวงเกษตรฯและรัฐบาล แม้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลชุดนี้จะดำเนินการผลักดันให้เกิดพ.ร.บ.การยางแห่งชาติขึ้น เพื่อดำเนินการแก้ปัญหายางทั้งระบบเป็นผลสำเร็จ แต่ปรากฎว่าเมื่อมีพ.ร.บ.ยางฯ ออกมาอย่างเป็นทางการกลับไม่มีการดำเนินการออกกฎระเบียบให้เสร็จสิ้นภายใน 120 วัน ซึ่งเลยกำหนดสิ้นสุดไปแล้วตั้งแต่วันที่ 16 พ.ย. 2558 ที่ผ่านมา ขณะเดียวกันก็ยังไม่มีการตั้งคณะกรรมการบริหารการยางแห่งประเทศไทย หรือ บอร์ดกยท. ที่ชัดเจน ส่งผลทำให้ไม่มีตัวแทนเกษตรกรชาวสวนยางพาราเข้าไปมีส่วนรวมในการตัดสินใจนโยบายใดๆ เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปวงการยางพาราของประเทศ
นอกจากนี้นายธีระชัย ยังอ้างถึงปัญหาภายใน กยท. ว่า ภายหลังจาก พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ ได้แต่งตั้ง นายเชาว์ ทรงอาวุธ ขึ้นมาทำหน้าที่รักษาการผู้ว่าการกยท. ปรากฏว่าทาง กยท.ได้ไปเซ็นสัญญาผูกพันเรื่องการซื้อขายยางกับจีนจำนวน 2 แสนตัน ทั้ง ๆที่ในการปฎิบัติรักษาการในตำแหน่งผู้ว่ากยท. ไม่ควรเซ็นสัญญาซื้อขายยางใดๆที่เป็นการสร้างพันธะผูกพันและเป็นปัญหาต่อเกษตรกรสวนยางทั้งประเทศ เพราะเงื่อนไขที่กยท.เสนอไปว่าจะขายยางในราคาตลาดบวกเพิ่ม 15 บาท มีส่วนโดยตรงในการทำให้ราคายางช่วงนี้ตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ตามแรงกดดันของกลุ่มบริษัทเอกชนที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดราคายางในประเทศ และถูกกำหนดให้เป็นผู้มีส่วนรับผิดชอบการซื้อขายครั้งนี้
ประเด็นสำคัญก็คือเงื่อนไขการเซ็นสัญญาที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจโดยกยท. ไม่ได้มีคณะกรรมการที่เป็นตัวแทนเกษตรกรและมีส่วนได้เสียเข้าร่วมเลย เนื่องจากบอร์ดกยท.ชั่วคราวในขณะนี้ไม่มีตัวแทนของเกษตรกรเลย ดังนั้นเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นในลักษณะนี้ก็มีความจำเป็นจะต้องปลดผู้รับผิดชอบเดิมออกและหาผู้บริหารชุดใหม่ที่มีฝีมือเข้ามาบริหารแทน เพื่อเร่งขับเคลื่อนให้มีการดำเนินการตามพ.ร.บ.ยาง ฯในมาตรา 49 ซึ่งปัญหาเหล่านี้แกนนำกลุ่มเกษตรกรยางพาราในเขตพื้นที่ภาคอีสานและภาคใต้ จะได้มีการพูดคุยกันอีกครั้งในวันพุธที่ 13 ม.ค. นี้ที่โรงแรม ดิเอ็มเมอร์รัล รัชดาภิเษก ก่อนรวบรวมเป็นข้อเสนอส่งให้รัฐบาลโดยเร็วที่สุด
ทั้งนี้โดยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาภายในกยท. ทางด้านเครือข่ายชาวสวนยางรายย่อย 8 จังหวัดภาคใต้เองก็เคยนำเสนอต่อสาธารณะไว้เช่นกัน และล่าสุดยังได้เกิดกระแสข่าวด้วยว่าทางด้านกลุ่มสมาพันธ์รัฐวิสาหกิจ กยท. ก็จะมีการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้การปรับปรุง แก้ไขปัญหาภายในองค์กรเช่นกัน
โดยรายงานข่าวดังกล่าว ระบุว่า ในวันที่ 11 ม.ค.นี้ ทางกลุ่มสมาพันธ์รัฐวิสาหกิจ กยท. จะมีการนัดกันแต่งชุดดำเพื่อขับไล่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ และนายเชาว์ ออกจากตำแหน่ง เนื่องจากเห็นว่าที่ผ่านมามีการบริหารงานผิดพลาดจนทำให้ราคายางตกต่ำ ทำให้ภาพลักษณ์ของกยท.เป็นผู้ร้ายในสายตาเกษตรกรสวนยางทั้งประเทศ
และยังเป็นการเคลื่อนไหวคัดค้านไม่เห็นด้วย กรณีที่นายเชาว์ไปเซ็นขายยางให้กับบริษัทชิโนเคม ซึ่งสมาพันธ์รัฐวิสาหกิจ กยท. เห็นว่าเข้าข่ายเป็นการเอื้อให้กับตลาดเอกชน และกดราคาในประเทศ ทำให้เป็นปัญหาต่อเกษตรกรโดยรวม รวมทั้งเห็นว่าขณะที่รัฐบาลชุดนี้ไม่มีความจริงใจที่จะดำเนินการตาม พ.ร.บ.ยาง ฯ ในการออกกฎระเบียบรองรับหน่วยงาน กยท.ที่ตั้งโดยการยุบรวม 3 หน่วยงานมาไว้ที่เดียวกัน คือ กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง , องค์การสวนยาง และสถาบันวิจัยยาง จนทำให้การบรรจุลูกจ้างใน กยท.มีปัญหา ไม่นับรวมการเกลี่ยบุคลากรจาก 3 หน่วยงานในตำแหน่งต่างๆ ที่ยังคงเกิดปัญหาต่อเนื่อง ส่งผลให้การออกเงินเดือนยังมีความล่าช้าอย่างมาก
สำหรับการยางแห่งประเทศไทย หรือ กยท. ดังกล่าว เป็นหน่วยงานที่ถูกจัดตั้งขึ้นตามพ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ.2558 โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญตาม มาตรา 8 คือ
1.เป็นองค์กรกลางรับผิดชอบดูแลการบริหารจัดการยางพาราของประเทศทั้งระบบอย่างครบวงจร บริหารจัดการเกี่ยวกับการเงินของกองทุน ตลอดจนส่งเสริมและสนับสนุนให้ประเทศเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางพารา
2.ส่งเสริม สนับสนุน และจัดให้มีการศึกษา วิเคราะห์ วิจัย พัฒนา และเผยแพร่ข้อมูล และสานสนเทศเกี่ยวกับยางพารา
3.ส่งเสริม สนับสนุน และให้ความช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการยาง ด้านวิชาการ การเงิน การผลิต การแปรรูป การอุตสาหกรรม การตลาด การประกอบธุรกิจ และการดำเนินการอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น
4.ดำเนินการให้ระดับราคายางพารามีเสถียรภาพ
5.ดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการปลูกแทนและการปลูกใหม่
นอกจากนี้ กยท.ยังถูกกำหนดให้มีอำนาจกระทำกิจการต่าง ๆ ภายในขอบแห่งวัตถุประสงค์ตามมาตรา 9 อาทิเช่น
1.การส่งเสริมและสนับสนุนการปรับปรุงคุณภาพของผลผลิตและระบบตลาดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกรชาวสวนยางและผู้ประกอบกิจการยาง
2.ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับยางพารา
3.ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรชาวสวนยาง รวมกลุ่มกันจัดตั้งเป็นสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อลงทุนดำเนินธุรกิจและอุตสาหกรรมเกี่ยวกับยางพาราตามที่คณะกรรมการกำหนด
4.ส่งเสริม สนับสนุน และให้ความร่วมมือกับประเทศผู้ผลิตยางพาราและองค์การระหว่างประเทศเกี่ยวกับยางพารา
5.ส่งเสริมและจัดให้มีการพัฒนาบุคลากรและการบริหารจัดการเกี่ยวกับยางพารา
6.ดำเนินการอื่นใดที่จำเป็นหรือต่อเนื่อง เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของกยท.ตามที่คณะกรรมการกำหนด
อย่างไรก็ตามกับสถานการณ์การเคลื่อนไหวชุมนุมของเกษตรชาวสวนยางพาราในหลายพื้นที่ภาคใต้ที่เริ่มต้นขึ้นแล้วและจะยังคงมีต่อเนื่องไปถึงสัปดาห์หน้า ล่าสุด พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้พูดถึงความคืบหน้าเพื่อเร่งแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นของภาครัฐตามบัญชาของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
