- 11 ม.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ทาง www.tnews.co.th
เจาะข่าวร้อนฯ ช่วงนี้ยังอยู่ที่ประเด็นสถานการณ์ราคายาง โดยเฉพาะแนวทางการเคลื่อนไหวของกลุ่มพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อร่วมประชุมหาทางออกของปัญหา รวบรวมเป็นข้อเสนอต่อภาครัฐ
เริ่มจากกลุ่มชาวสวนรายย่อย 8 จังหวัดภาคใต้ที่ดำเนินการชุมนุมมาตั้งแต่เมื่อวานนี้ ( 10 ม.ค.) และถึงแม้จะมีโอกาสพูดคุยกับ นางจินตนา ชัยยวรรณาการ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่กลับปรากฏว่าไม่สามารถหาข้อยุติได้ และต้องยกเลิกการประชุมกระทันหัน ส่งผลทำให้กลุ่มเกษตรกรต้องตัดสินใจปักหลักพักคืนที่บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ต่อเนื่องมาถึงช่วงเที่ยงที่ผ่านมา ล่าสุด นายมนัส บุญพัฒน์ นายกสมาคมคนกรีดยาง และชาวสวนยางรายย่อย ในฐานะผู้ประสานงานชาวสวนยางรายย่อย 8 จังหวัด ได้หารือกับกลุ่มเกษตรกรและเห็นชอบร่วมกันว่า ควรยกเลิกการชุมนุมที่หน้าที่ว่าการอำเภอทุ่งสงเพื่อให้เป็นไปตามพ.ร.บ.การชุมนุม และนำข้อเสนอจากการหารือของกลุ่มพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางรายย่อย เสนอต่อ นายพีระศักดิ์ หินเมืองเก่า ผวจ.นครศรีธรรมราช เพื่อส่งให้ภาครัฐและผู้รับผิดชอบดำเนินการแก้ปัญหาราคายางตกต่ำต่อไป
โดยประเด็นข้อเสนอของสมาคมคนกรีดยางและชาวสวนยางรายย่อยดังกล่าว ประกอบด้วย
1.ให้รัฐบาลปรับขึ้นราคาน้ำยางสดให้เป็นธรรมแก่เกษตรกร โดยคิดจากราคายางแผ่นรมควันของตลาดกลางยางพารา ลบด้วยค่าจัดการไม่เกิน 6 บาท และให้รัฐบาลปรับขึ้นราคายางให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิต
2.ให้เร่งรัดจ่ายเงินช่วยเหลือในโครงการสร้างความเข้มแข็งแก่ชาวสวนยาง ด้วยการปรับลดขั้นตอนที่ทำให้การจ่ายเงินล่าช้า
3.ให้แก้กฎระเบียบของภาครัฐที่ปิดกั้นสิทธิการเข้าถึงโครงการช่วยเหลือต่างๆของรัฐ
4.ให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาการทำหน้าที่ของ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เพราะแก้ปัญหาราคายางไม่ได้ หรือให้ รมว.เกษตรและสหกรณ์พิจารณาตนเอง
5.ให้ใช้มติ ครม.นำยางในสต็อกเก่ามาใช้ในประเทศ โดยนำไปใช้ดำเนินการก่อสร้างถนน
6.ให้กำหนดการแก้ปัญหาระยะยาวของชาวสวนยางรายย่อย สนับสนุนเครื่องจักรแปรรูปยางแผ่นดิบ เพื่อให้นำไปเก็บสต็อก เพิ่มอำนาจต่อรองราคา ช่วยลดภาระสต็อกยางของรัฐ โดยรัฐบาลจัดหาแหล่งเงินทุนเป็นการขายฝากหรือรับจำนำ
7.ให้ กยท.เปิดเผยสัญญาขายยางกับบริษัทเครือชิโนแคม และให้ซื้อยางจากสถาบันเกษตรกรเท่านั้น ตลอดทั้งให้ใช้ พรบ.ควบคุมยาง ปี 2542 ออกมาบังคับใช้อย่างเคร่งครัด
8.ขอให้พิจารณาคณะทำงานด้านนโยบาย และมาตรการแก้ปัญหาของเจ้าหน้าที่ คณะทำงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้แก้ปัญหาได้ตรงประเด็นจริงๆ รวมถึงขอให้นายกรัฐมนตรีสั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ ควบคุมราคาสินค้า อุปโภคบริโภค ให้สมดุลกับต้นทุนที่เป็นจริง เพื่อลดค่าครองชีพที่สูงเกินจริง
ขณะที่ นายทศพล ขวัญรอด ประธานภาคีเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางและปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย ระบุว่า จากการหารือกับ นางจินตนา ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถือว่าเป็นการพูดคุยที่ไม่เป็นประโยชน์ใด ๆ สำหรับการทำให้สถานการณ์ดีขึ้น เพราะตัวแทนกระทรวงเกษตรฯที่ถูกส่งมาไม่ยอมรับฟังปัญหาและข้อเสนอของพี่น้องเกษตรกร มิหนำซ้ำยังลุกหนีปัญหาจนทำให้เกิดความสับสนต่อแนวทางการแก้ปัญหาระหว่างเกษตรกรกับภาครัฐว่าจะเดินหน้าไปในทิศทางใด ดังนั้นตนจึงจะเดินทางเข้า กทม. พร้อมนายมนัส บุญพัฒน์ เพื่อเข้าพบ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อติดตามความคืบหน้าข้อเรียกร้องต่าง ๆ รวมถึงเฝ้ารอผลการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ ( 12 ม.ค.) ว่าจะมีแนวทางที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำอย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่ อย่างไร ก่อนนำรายละเอียดทั้งหมดมาสรุปเป็นแนวทางการเคลื่อนไหวในระดับต่อไป ถ้ามาตรการของภาครัฐยังไม่ชัดเจนว่าจะแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำได้จริง
ทางด้าน นายธีระชัย แสนแก้ว นายกสมาคมชาวสวนยางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระบุว่า ที่ผ่านมาชาวสาวยางภาคอีสานต่างเข้ามาขอความช่วยเหลือในเรื่องราคายางเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะการเรียกร้องขอให้ทางสมาคมได้นำเสนอความเดือดร้อนต่อรัฐบาลเพื่อนำไปสู่ความช่วยเหลือ ดังนั้นในวันที่ 13 ม.ค.นี้ทางสมาคมชาวสวนยางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมตัวแทนเกษตรกร 4 คน จะเดินทางร่วมประชุมกับชาวสวนยางทั่วประเทศทั้ง เหนือ กลาง อีสาน และใต้ รวม 8 องค์กรที่โรงแรมดิเอมเมอรัล รัชดา กรุงเทพมหานคร เพื่อพูดคุยหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น
โดยประเด็นข้อเรียกร้องที่ชาวสวนยางภาคอีสานต้องการให้การยางแห่งประเทศไทยหรือ กยท. เร่งรัดดำเนินการก็คือการบริหารองค์กรเป็นไปตามพ.ร.บ.การยาง ปี 2558 ซึ่งกำหนดอย่างชัดเจนว่าให้กยท. มีหน้าที่ต้องส่งเสริม สนับสนุน และให้ความช่วยเหลือเกษตรกร ทั้งด้านวิชาการ การเงิน การแปรรูป อุตสาหกรรม การตลอด และการประกอบธุรกิจ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับเกษตรกร
ขณะเดียวกันก็จะสรุปเป็นข้อเสนอให้มีการประกันราคายางดิบที่กิโลกรัมละ 50 บาท ส่วนมาตรการช่วยเหลือไร่ละ 1,500 บาท รายละไม่เกิน 15 ไร่นั้น ต้องยอมรับว่าถึงแม้จะเป็นโครงการที่ดี แต่โดยข้อเท็จจริงยังไม่ครอบคลุมความเดือดร้อน เพราะมีเกษตรกรบางส่วนไม่ได้ขึ้นทะเบียนเพาะปลูกตามเงื่อนไขที่กำหนดของภาครัฐ เนื่องจากไม่มีเอกสารสิทธิ์ในที่ทำกินอย่างถูกต้อง รวมถึงการเสนอให้ภาคอีสานเป็นพื้นที่นำร่องการซื้อขายยาง ที่โรงงานของการยางแห่งประเทศไทย ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 3 แห่ง คือที่ จังหวัดอุดรธานี, นครพนม และบุรีรัมย์ โดยมีเกษตรกรเป็นคู่สัญญาการซื้อขายด้วยตัวเอง เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาของแต่ละพื้นที่อย่างตรงจุดมากขึ้น
ขณะเดียวกันวันนี้ก็มีความเคลื่อนไหวสำคัญจากทางด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งออกมาพูดถึงสถานการณ์ราคายางตกต่ำและแนวทางการแก้ไขปัญหาของภาครัฐ โดยเฉพาะการสนับสนุนข้อเรียกร้องชาวสวนยาง ให้ภาครัฐดูแลราคายางในราคาไม่ต่ำกว่า 60 บาทต่อกิโลกรัม
และนอกจากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ออกมาแสดงความเห็นต่อปัญหาราคายางพาราตกต่ำแล้ว ทางด้านนายถาวร เสนเนียม แกนนำกปปส .และ อดีตส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ก็ออกมาเคลื่อนไหวนำหนังสือไปยื่นถึง พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้เร่งแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นโดยเร่งด่วน โดยเฉพาะการพุ่งเป้าไปที่ความล่าช้าในการทำให้กลไกของการยางแห่งประเทศไทย เดินหน้าเป็นรูปธรรม
โดย นายถาวร เสนเนียม แกนนำกปปส. ได้ระบุถึงแนวทางการแก้ปัญหาราคายางของภาครัฐที่ผ่านมา ว่าเป็นสิ่งที่รัฐบาลจากการรัฐประหารต้องเข้าใจว่า กลุ่มเกษตรกรและนักการเมืองที่ออกมาเรียกร้องให้ช่วยเหลือไม่ใช่ศัตรูของรัฐบาล ที่สำคัญหลายมาตรการซึ่งเสนอไปก่อนหน้ายังคงไม่ได้นำไปสู่การปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม จนทำให้ปัญหายากต่อการแก้ไขมากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่แนวทางการแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำของภาครัฐ กลับกลายเป็นการเดินผิดทาง เกิดปัญหาทับซ้อนในเชิงทุจริตจากเจ้าหน้าที่รัฐ ตั้งแต่กระบวนการจัดซื้อ จัดเก็บยาง และจำหน่ายยาง ไม่นับรวมปัญหาที่เกิดจากความล่าช้าในขั้นตอนปฏิบัติ จึงขอเรียกร้องให้พิจารณาความเหมาะสมของการทำหน้าที่ รมว.เกษตรและสหรกรณ์ ของพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ และเร่งกระบวนการแต่งตั้งบอร์ดกยท.และสรรหาผู้ว่าการกยท.ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว
นอกจากนี้ นายถาวร ยังเรียกร้องให้พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี เร่งรัดจัดตั้งเมืองยาง และกำหนดโซนนิ่งการปลูกยางพาราเพื่อไม่ให้เกิดภาวะยางล้นตลาดในอนาคต รวมทั้งขอให้ใช้บริษัทร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศ เป็นเครื่องมือในการพยุงราคายาง เนื่องจากที่ผ่านมายังไม่เห็นว่ารัฐบาลดำเนินการในเรื่องดังกล่าว ขณะเดียวกันยังขอเสนอให้ภาครัฐนำพ.ร.บ.ควบคุมการยาง ไปใช้เป็นมาตรการควบคุมไม่ให้พ่อค้าเอาเปรียบเกษตรกรอย่างจริงจัง และหากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีการตั้งบอร์ดการยางแห่งประเทศไทยได้สำเร็จในวันพรุ่งนี้ (12 ม.ค.) พร้อมกับได้ผู้ที่มีความรู้และมีความเชี่ยวชาญเข้ามา ส่วนตัวเชื่อว่าน่าจะทำให้ทั้งสถานการณ์ราคายางและการเคลื่อนไหวของกลุ่มเกษตรกรมีทิศทางที่เป็นบวกมากขึ้น
ทั้งนี้การยางแห่งประเทศ หรือ กยท. ก็คือองค์กรที่จัดตั้งขึ้นตามพ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 โดยการยุบรวม 3 หน่วยงานเกี่ยวข้องกับยางพาราของไทย คือ กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง,องค์การสวนยาง และสถาบันวิจัยยาง ให้เหลือเพียงหน่วยงานเดียว
โดยวัตถุประสงค์สำคัญของกยท.ที่กำหนดไว้ตาม มาตรา 8 ของ พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 คือ
1.เป็นองค์กรกลางรับผิดชอบดูแลการบริหารจัดการยางพาราของประเทศทั้งระบบอย่างครบวงจร บริหารจัดการเกี่ยวกับการเงินของกองทุน ตลอดจนส่งเสริมและสนับสนุนให้ประเทศเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางพารา
2.ส่งเสริม สนับสนุน และจัดให้มีการศึกษา วิเคราะห์ วิจัย พัฒนา และเผยแพร่ข้อมูล และสานสนเทศเกี่ยวกับยางพารา
3.ส่งเสริม สนับสนุน และให้ความช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการยาง ด้านวิชาการ การเงิน การผลิต การแปรรูป การอุตสาหกรรม การตลาด การประกอบธุรกิจ และการดำเนินการอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น
4.ดำเนินการให้ระดับราคายางพารามีเสถียรภาพ
5.ดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการปลูกแทนและการปลูกใหม่
นอกจากนี้ กยท.ยังถูกกำหนดให้มีอำนาจกระทำกิจการต่าง ๆ ภายในขอบแห่งวัตถุประสงค์ตามมาตรา 9 เช่น
1.การส่งเสริมและสนับสนุนการปรับปรุงคุณภาพของผลผลิตและระบบตลาดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกรชาวสวนยางและผู้ประกอบกิจการยาง
2.ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับยางพารา
3.ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรชาวสวนยาง รวมกลุ่มกันจัดตั้งเป็นสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อลงทุนดำเนินธุรกิจและอุตสาหกรรมเกี่ยวกับยางพาราตามที่คณะกรรมการกำหนด
4.ส่งเสริม สนับสนุน และให้ความร่วมมือกับประเทศผู้ผลิตยางพาราและองค์การระหว่างประเทศเกี่ยวกับยางพารา
5.ส่งเสริมและจัดให้มีการพัฒนาบุคลากรและการบริหารจัดการเกี่ยวกับยางพารา
6.ดำเนินการอื่นใดที่จำเป็นหรือต่อเนื่อง เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของกยท.ตามที่คณะกรรมการกำหนด
ก็ชัดเจนว่านอกเหนือจากข้อเสนอให้ภาครัฐเร่งแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำเป็นการเฉพาะหน้าแล้ว สิ่งที่ชัดเจนของปัญหาและถือเป็นหัวใจสำคัญสูงสุดของผลที่เกิดขึ้นในขณะนี้ก็คือความล่าช้าของการดำเนินการทำให้กยท.กลายเป็นองค์กรที่สามารถทำให้เกษตรกรชาวสวนยางพาราพึ่งหวังได้จริง ๆ ดังนั้นประเด็นของกยท.จึงถือเป็นกรณีปัญหาที่ต้องอธิบายขยายความและติดตามบทสรุปกันต่อไปว่าภาครัฐจะดำเนินการอย่างไร
