- 13 ม.ค. 2559
ติดตามข่าวสารได้ที่ http://www.tnews.co.th
รายการ "สถาพรถามตรง สนธิญาณฟันธงตอบ" ประจำวันที่ 13 มกราคม 2559 ออกอากาศทางช่องทีนิวส์ ดำเนินรายการโดย คุณสถาพร เกื้อสกุล (ถา) ได้สัมภาษณ์คุณสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม (ต้อย) กรรมการผู้อำนวยการ บริษัททีนิวส์ทีวี โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้
สนธิญาณ : สวัสดีครับท่านผู้ชมแฟนข่าวทีนิวส์ทุกท่าน มุมมองของผมเมื่อวานคณะกรรมาธิการวิสามัญสันติสุขก็ได้ออกมาแถลงยังไม่ทันจะตั้งนะครับคนที่มีการเตรียมการจัดตั้งโดยหลักการก็คือจะเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญ เหตุผลที่ต้องเป็นกรรมาธิการวิสามัญก็หมายความว่าจะมีการเอาบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่สมาชิกสภานิติบัญญัติมาเป็นได้ด้วย ซึ่งว่ากันว่าจะมีสภานิติบัญญัติ 14 คน และบุคคลภายนอก 10 คน คณะกรรมาธิการวิสามัญสันติสุขตั้งขึ้นมาเพื่อที่จะศึกษาเรื่องความแตกแยกให้เกิดความปรองดองให้เกิดสันติสุขขึ้นในประเทศ
สถาพร :ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทำกัน
สนธิญาณ : หมายความว่าอย่างไรครับ
สถาพร :ไม่ใช่ครั้งแรกที่พยายามทำเรื่องนี้กัน
สนธิญาณ : ครับไม่ได้เป็นครั้งแรกเพราะเคยเกิดขึ้นมาแล้วในรูปการที่คล้าย ๆ กันก็คือคณะกรรมการปรองดองของสภาผู้แทนราษฎรที่ผ่านมา ซึ่งมีการตั้งพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ขึ้นมาเป็นประธานกรรมาธิการขึ้นมาในชุดนั้นซึ่งนำพาไปสู่การนำเสนอ คือวิวัฒนาการหลายครั้งซึ่งในไปสู่การเสนอร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแปรรูปกลายมาเป็นร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมสุดซอยลักหลับตีสี่เป็นชนวนเหตุมาสู่การชุมนุมของ กปปส. อันใหญ่โตที่มีผู้คนออกมาหลายล้านคน ครั้งนั้นคงไม่เหมือนกับครั้งนี้ครับ ตรงที่ว่าเที่ยวนั้นการจัดตั้งแม้จะเอา พล.อ.สนธิมานั่งเป็นประธานกรรมาธิการเพราะว่าดูแล้วเป็นคนกลางเป็นคนที่จัดการกับคุณทักษิณ ชินวัตรมาเอง แต่โดยข้อเท็จจริงก็มีพรรคเพื่อไทยหนุนอยู่ข้างหลัง ซึ่งกรรมาธิการแต่ละชุดนั่นหมายความว่าเสียงส่วนใหญ่ผู้แทนราษฎรจะต้องเห็นด้วย ก็แปลว่าคณะกรรมาธิการชุดนั้นเสียงควบคุมโดยพรรคเพื่อไทย แต่สภานิติบัญญัติแห่งชาติไม่มีพรรคการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นเรื่องของสภานิติบัญญัติเองที่ได้คิดเรื่องนี้ขึ้น ความจริงท่านประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติก็เป็นคนเปิดประเด็นและดำริขึ้นมา ผมต้องเรียนอย่างนี้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเสียเวลาและเป็นเรื่องที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติเพ้อเจ้อ อันนี้เป็นการใช้ถ้อยคำที่รุนแรง ที่ต้องเรียนแบบนี้เพราะผมคิดว่ายังมีงานมากมายที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติควรจะทำโดยเฉพาะในเรื่องการผลักดันกฎหมายสำคัญของประเทศ กฎหมายที่จะนำพาไปสู่การปฏิรูปหรือกฎหมายที่จะไม่สามารถที่จะผลักดันออกมาได้ในยุคสมัยที่มีผู้แทนราษฎรซึ่งมีกลุ่มหลายกลุ่มออกมามากมาย ชุดสภานิติบัญญัติควรจะทำนั่นเป็นประการแรก ประการที่สองการตั้งคณะกรรมาธิการสันติสุขขึ้นมาดูเหมือนว่าจะให้เกิดความปรองดองความเข้าใจ ผมย้ำว่าจะยิ่งสร้างความแตกแยกมากขึ้น ทำไมถึงเกิดเช่นนี้ครับ ก็เพราะว่าปัญหาของการที่จะทำให้เกิดการปรองดองสันติสุขขึ้นไม่ใช่การมานั่งถกสำนวนโวหาร ไม่ใช่การมานั่งอภิปรายเพื่อหาข้อสรุป
สถาพร :คือพี่ต้อยกำลังจะบอกว่าไม่ใช่เป็นเรื่องในสภา
สนธิญาณ : ไม่ใช่ครับ ไม่ใช่เรื่องในสภาครับ ไม่ใช่เรื่องที่มานั่งถกเถียงแลกเปลี่ยนเอาข้อมูลมาแชร์หรือเอามาหักหารมาตอบโต้กัน ไม่สามารถที่จะทำให้เกิดความสันติสุขได้หรอกครับถ้าบอกว่าจะทำการศึกษาจะเอานั่งวิชาการผู้เกี่ยวข้อง นู้นไปทำกันเงียบๆไม่ต้องทำในสภา ทำเสร็จแล้วก็ส่งไปที่เจ้าหน้าที่รัฐที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง ก็ต้องบอกว่าสภาศึกษาไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับเพราะคนที่จะมานั่งศึกษามานั่งพูดล้วนแต่ต้องการมีชื่อเสียงต้องการที่จะผู้ที่มีบทบาทโดดเด่นสำคัญของการที่ได้สร้างสันติสุขผมเอาแต่เริ่มต้นนี่ยังไม่ทันแตกแล้ว พรรคประชาธิปัตย์ นปช. ก็บอกไม่เอา ใน นปช.เองก็บอกว่าคุณชินวัฒน์ หาบุญพาด มานั่ง อีกฝั่งบอกว่าคุณจตุพรบอกว่าใครมาแดงเทียม คุณชินวัตรก็ออกมาตอบโต้ทันทีว่าอย่ามา นี่ล่ะครับจะสันติสุขอย่างไร เป็นเวทีที่ให้คุณมานั่งกันเพื่อจะได้แสดงสำนวนโวหารความอลังการความเก่งกล้าสามารถอะไรก็ว่ากันไป ผมว่าจะยิ่งขยายความแตกแยกความขัดแย้งนี่ไงตัวอย่างให้เห็น นี่ขนาดฝ่ายเดียวกันท่านไม่ต้องมานั่งมาศึกษาเพราะว่าทันทีที่ได้มีการศึกษามีการพูดคุยท่านก็จะมานั่งแถลงข่าวกันหน้าแช่มชื่นได้ออกสื่อ ผู้สื่อข่าวก็จะเอาประเด็นนี้ไปขยายความไปถามท่านเองถามบุคคลที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องแล้วเป็นอย่างไรครับก็ไปต่อ เดี๋ยวนี้ก็ออกมาซัดกันไปมา หลักฐานข้อเท็จจริงแบบนั้นนี้เป็นแบบนั้นไม่ได้หรอกครับ
สถาพร :แล้วทางปฏิบัติต้องทำอย่างไรครับ
สนธิญาณ : จะทำให้เกิดสันติสุขก็ต้องเดินไปตามกฎหมายที่มีให้สังคมเดินหน้าไปข้อที่หนึ่งที่คาราคาซังทั้งหลายต้องแยกเรื่อง เรื่องแรกเป็นเรื่องความแตกต่างทางอุดมการณ์ เรื่องที่สองเรื่องกฎหมาย เรื่องที่สามคือเรื่องที่จะทำให้คนไทยเกิดความรักกันอย่างไร เรื่องอุดมการณ์จากแต่แรก นปช. เคลื่อนไหวเพราะต้องการอยากจะเอาทักษิณกลับประเทศ มาจากคน ๆ เดียว มาดูข้อมูลที่ทีนิวส์ได้ครับ ใคร ๆ ก็รู้ตั้งแต่ นปช. เคลื่อนไหว ทักษิณสิ้นอำนาจไปก็มาเคลื่อนไหวจะเอาทักษิณกลับบ้าน พูดกันวีระ จตุพรจะเอาทักษิณกลับ โฟนอินกันเข้ามาและต่อมาพัฒนากลายเป็นเกิดการเอาสถาบันมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อให้นิรโทษกรรมทักษิณ เมื่อไม่ได้ตามต้องการก็นำไปสู่การโจมตีสถาบัน ฝ่ายซ้ายก็เข้าสวมรอย วันนี้นำเสนอการเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นสาธารณรัฐไปแล้ว จะไปเอาพวกนั้นมานั่งแถลงให้เกิดความสันติสุขไป เพื่อหนีอยู่ต่างประเทศใช้สื่อโซเชียลเน็ตเวิร์กทั้งหมดในการเคลื่อนไหวโจมตี มาเรื่องที่สองเรื่องกฎหมายที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องพวกนี้คืออะไรก็เพราะการต่อสู้ของพวกนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่วนตัวจึงได้มีการจัดตั้งกองกำลังชายชุดดำมาก่อเหตุเป็นรูปธรรมตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย. เหตุการณ์ใครก็รู้ว่าชายชุดดำอยู่ในม็อบ นปช. แค่เอาเรื่องนี้มาพูดเรื่องเดียวก็จะตีกันตายแล้ว นปช. ก็ไม่ยอมรับอีกฝั่งก็ไม่ยอมรับคุณจะมานั่งศึกษาอะไร เหตุการณ์เขาลำดับนาทีมีรถตู้เข้าออกตอนไหนยิงกับใครที่ไหนมีหลักฐานหมดแล้วอยู่ในศาลหมดแล้ว คุณเป็นใครจะมานั่งไม่กี่วันแล้วจะออกมาสรุปเรื่องนี้ใหจบลงได้ ไม่มีหรอกครับ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้กฎหมายเข้าดำเนินไป พล.อ.ประยุทธ์เขาพูดแล้วว่าให้กฎหมายดำเนินการ จะนิรโทษกรรมจะมาโน้นนี้ไม่ได้หรอกครับ ท่านพูดชัดว่ากฎหมายก็ต้องเป็นกฎหมาย นิรโทษกรรมยิ่งพังกันใหญ่ คดีที่ตัดสินไปแล้วเผาศาลากลางเป็นประเด็นที่ต้องถกเถียงต้องว่ากัน เรื่องที่สามผมจะเรียนนะครับสังคมจะเกิดการปรองดองไม่รู้ตั้งแต่อายุเท่าไหร่ ในห้วงเวลาที่ทุกคนรู้ว่าครั้งหนึ่งในประเทศไทยเกิดความขัดแย้งอย่างขนานหนักในปี 2514 - 2528 ความขัดแย้งในครั้งนั้นขยายออกไปทั่วประเทศแสดงว่าลึกซึ้งกว่าการที่จะมาตีสำนวนโวหารกันภายใต้โซเชียลจับปืนยิงกันทุกหมู่บ้านทุกตำบลแตกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายคอมมิวนิสต์ ฝ่ายหนึ่งเป็นทหารบ้านทหารป่า อีกฝั่งหนึ่งเป็นอาสาสมัคร ทหารพราน เป็นอ.ส. เจ้าหน้าที่ตำรวจยิงกันตายเป็นหมื่นคน เกิดความขัดแย้งในพี่น้องตระกูลเดียวกันความเห็นทางอุดมการณ์แตกหักกันขนานหนัก วันหนึ่งเหตุการณ์เหล่านั้นกลับคืนสู่ปกติเพราะว่าสังคมพาให้ปรับตัวเข้าหากัน สถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่เป็นไปมีส่วนที่ท่านพล.อ.เปรม ได้ออกกฎหมายคำสั่งที่ 66/23 เป็นแนวนโยบายให้รัฐปฏิบัติต่อผู้ที่เข้าป่าไป แนวปฏิบัติเข้าใจความคิดทางอุดมการณ์ ดังนั้นเมื่อเป็นแบบนี้มาถึงวันนี้จะออกคำสั่ง 66/23 คำสั่งของรัฐบาลแบบเดิมไม่ได้หรอกครับเพราะว่ากฎหมายไปไกลแล้ว และวันนั้นอำนาจของกองทัพบกที่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติป้องกันคอมมิวนิสต์มีอำนาจเหนือรัฐบาลมีอำนาจที่จะสั่งได้ วันนี้ลำบากครับและต้องทำอย่างไร ผมก็เรียนครับท่านไม่ต้องออกมานั่งอภิปรายถกเถียงแจกแจกสำนวนโวหารหรอกครับไปช่วยทำแผนพัฒนาปฏิรูปประเทศ 20 ปี กับพล.อ.ประยุทธ์นะครับ นั่นแหละครับถ้าประชาชนอยู่ดีกินดีภายใต้ความพอเพียงใต้ทรัพยากรที่ดี สิ่งที่จะสร้างให้เป็นรากฐานอันสอดคล้องกับสังคมไทยไม่ถูกครอบงำจากทุนสามานย์ต่างชาติให้แข็งแกร่งแข็งแรงยุทธศาสตร์ชัดเจน ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้นไม่มีหรอกครับ เหลือง แดง กปปส. นปช. นั่นก็แล้วต้องรอ 20 ปีก็ไม่ต้องรอครับ ตอนนี้ผมก็เรียนว่ายังขาดที่ พล.อ.ประยุทธ์ แผน 20 ปี ยังไปทำในส่วนของภาครัฐยังไม่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ประชาชนมีส่วนร่วมน้อย ไปตั้งพัฒนาเศรษฐกิจไปเอานายทุนมาไม่มีภาคประชาชน ไปเอาคนที่ขายเหล้าขายเบียร์มาเป็นประธานทำธุรกิจอะไรผูกขาดเหล้าผูกขาดเบียร์ นี่กลับมาที่รัฐบาลทางหลักที่ต้องเดินเป็นแบบนี้ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องมานั่งถกสำนวนโวหาร สุดท้ายก็เลื่อนไปพิจารณาผมเรียนว่าอย่าเลื่อนเลยครับยกเลิกเถอะครับ
